https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/issue/feed วารสารวิชาการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร 2025-12-27T23:15:29+07:00 พระมหาขวัญชัย กิตฺติเมธี,ผศ.ดร. monkde2563@gmail.com Open Journal Systems <table> <tbody> <tr> <td width="623"> <p>ยินดีต้อนรับสู่วารสารวิชาการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร (TMD) ISSN: 2985-0797 (Online) เป็นวารสารวิชาการของสถาบันพัฒนาพระวิทยากร วารสารเผยแพร่เนื้อหาบทความที่ได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการมีการตรวจสอบคุณภาพบทความให้มีความน่าเชื่อถือ และมีมาตรฐานตามหลักวิชาการ ทำให้วารสารมีข้อมูลเพื่อการอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ศาสนศึกษา และพุทธศาสนาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือการประยุกต์พุทธศาสนากับสาขาวิชาอื่น เช่น การศึกษา การพัฒนาสังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืน บทความทั้งหมดจะต้องเกี่ยวข้องกับการสอน และการวิจัยทางพระพุทธศาสนา ใน 2 กลุ่มประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม ได้แก่ หลักพุทธธรรม การวิเคราะห์หลักพุทธธรรม และกลุ่มที่ 2 พุทธศาสนาประยุกต์ หมายถึง การประยุกต์หลักพุทธธรรมทางพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่</p> </td> </tr> <tr> <td width="623"> <p>ปีที่เริ่มตีพิมพ์: 2561</p> </td> </tr> <tr> <td width="623"> <p>ภาษาที่รับตีพิมพ์: ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> </td> </tr> <tr> <td width="623"> <p> </p> </td> </tr> <tr> <td width="623"> <p><strong>คำแนะนำสำหรับการตีพิมพ์</strong></p> </td> </tr> <tr> <td width="623"> <p>การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร ผู้เขียนต้องปรับการเขียนตามรูปแบบบทความวิชาการ หรือ บทความวิจัยของวารสารอย่างเคร่งครัด และต้องยึดหลักเกณฑ์จรรยาบรรณหรือจริยธรรมของการวิจัย โดยผลงานที่ส่งมาจะต้องไม่เคยนำเสนอเผยแพร่ซ้ำซ้อนหรือกำลังอยู่ในระหว่างเสนอตีพิมพ์ในวารสารอื่นใดมาก่อน อีกทั้งข้อความที่ปรากฏในบทความถือเป็นความยินยอม รับทราบและเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความเท่านั้น และไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารวิชาการสถาบันพัฒนาพระวิทยากรแต่อย่างใด</p> </td> </tr> <tr> <td width="623"> <p> </p> </td> </tr> <tr> <td width="623"> <p><strong>ขั้นตอนการส่งบทความ</strong></p> </td> </tr> <tr> <td width="623"> <p><strong><u>ขั้นตอนที่ 1</u> </strong><strong>ผู้เขียนปรับเนื้อหาตามรูปแบบ :</strong> เขียนบทความให้ตรงตามรูปแบบของวารสาร</p> </td> </tr> <tr> <td width="623"> <p><strong><u>ขั้นตอนที่ 2</u> </strong><strong>ผู้เขียนสมัครโดยการเข้าสู่ระบบ :</strong> .ให้แนบไฟล์บทความ (word) เข้าระบบพร้อมทั้งข้อความส่งขอตีพิมพ์ในช่องข้อความ โดยระบุชื่อนามสกุลและสังกัด เบอร์โทรศัพท์ของผู้เขียน</p> </td> </tr> <tr> <td width="623"> <p><strong><u>ขั้นตอนที่ 3</u> </strong><strong>กองบรรณาธิการตรวจ :</strong> ตรวจรูปแบบ องค์ประกอบ และเนื้อหาของบทความว่าตรงกับเกณฑ์ที่ทางวารสารกำหนดหรือไม่ พร้อมทั้งตรวจ copy catch จึงจะแจ้งตอบรับหรือปฏิเสธบทความ (3-5 วัน)</p> </td> </tr> <tr> <td width="623"> <p><strong><u>ขั้นตอนที่ 4</u> </strong><strong>ผู้เขียนปรับแก้ไขรูปแบบ :</strong> แก้ไขตามคำแนะนำกองบรรณาธิการ ให้แนบไฟล์เข้ามาในระบบที่กล่องโต้ตอบหรือ Discussion Box โดยอย่าสมัครบทความใหม่ (ในขั้นตอนนี้ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 3-5 วัน)</p> </td> </tr> <tr> <td width="623"> <p><strong><u>ขั้นตอนที่ 5</u> </strong><strong>ผู้เขียนชำระค่าตีพิมพ์บทความ :</strong> ชำระค่าธรรมเนียมบทความละ 4,500 บาท</p> </td> </tr> <tr> <td width="623"> <p><strong><u>ขั้นตอนที่ </u></strong><strong><u>6</u> </strong><strong>กองบรรณาธิการส่งไฟล์ตรวจประเมิน :</strong> บทความจะถูกประเมินจาก 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ ( 3 Peer Review) ตรวจประเมินบทความ (การตรวจประเมินบทความใช้ระยะเวลา 1 สัปดาห์)</p> </td> </tr> <tr> <td width="623"> <p><strong><u>ขั้นตอนที่ 7</u></strong><strong> ผู้เขียนแก้ไขตามคำแนะนำผู้ประเมิน : </strong>ผู้เขียนต้องปรับแก้ไขบทความ เมื่อแก้ไขส่วนไหนให้ทำไฮไลท์ข้อความที่ปรับแก้ไข (โดยใช้ระยะเวลา 1 สัปดาห์)<strong> </strong></p> </td> </tr> <tr> <td width="623"> <p><strong><u>ขั้นตอนที่ 8 </u></strong><strong>กองบรรณาธิการตรวจเช็คบทความที่แก้ไข</strong> : ทีมงานวารสารตรวจเช็คบทความในประเด็นที่ได้แก้ไข หากบทความเรียบร้อยตามรูปแบบ จะออกใบรับรองการตีพิมพ์ (โดยใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบ 3-5 วัน)</p> </td> </tr> <tr> <td width="623"> <p><strong><u>ขั้นตอนที่ 9 </u></strong><strong>เผยแพร่บทความ : </strong>จัดทำอาร์ตเวิร์ค และเผยแพร่ไฟล์สมบูรณ์ที่ปรากฏในสถานะออนไลน์เป็น “Published” ในระบบ Thai Journals Online (ThaiJO) <strong>(3-4</strong><strong> สัปดาห์)</strong></p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> </p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/284894 การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 เพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนด้านทักษะชีวิต 2025-05-31T11:52:31+07:00 สุรชัย แก้วคูณ kawkoon@gmail.com รสริน เจิมไธสง oon_ros@yahoo.com สมชัย ศรีนอก Choo.sink@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 เพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนด้านทักษะชีวิต พบว่า การจัดการเรียนรู้ที่จะให้ผู้เรียนมีทักษะในศตวรรษที่ 21 ต้องให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์องค์ความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย 3 วิธี ดังนี้ วิธีที่ 1 การสร้างประเด็นในการค้นคว้าหาความรู้ วิธีที่ 2 การนำความรู้มาบูรณาการกับทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้ และวิธีที่ 3 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามความสนใจ ทั้งนี้คุณภาพของผู้เรียนด้านทักษะชีวิตและการทำงานร่วมกัน ได้แก่ 1. ทักษะการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน 2. ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3. ทักษะการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญให้มีลักษณะที่ต้องการอย่างได้ผล</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Surachai Kaewkoon, Rossarin Jermtaisong, Somchai Srinok https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/288791 อัตตสัมมาปณิธิ: การตั้งจิตมุ่งหมายนำตนไปถูกทาง 2025-11-11T11:45:34+07:00 พระกอบชัย เขมานนฺโท Kobchai.ueng@mcu.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตตสัมมาปณิธิ ในมงคลสูตรและจักร 4 ว่า ธรรมทั้ง 2 หมวดนั้นเป็นเสมือนการเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินชีวิตที่สำเร็จประโยชน์อย่างแท้จริงได้ โดยศึกษาจากหนังสือและเอกสารทางวิชาการ ผลการศึกษาพบว่า ทั้งมงคลสูตรเองก็กล่าวถึงธรรมปฏิบัติที่นำชีวิตไปสู่ความสุข ความก้าวหน้าแห่งชีวิตอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มต้นที่การไม่เสวนาคนพาล จัดว่าเป็นประโยชน์ในปัจจุบันและเบื้องหน้าเรื่อยมาถึงความมีจิตเกษม คือ ปราศจากกิเลส ซึ่งจัดว่าเป็นประโยชน์สูงสุดแห่งชีวิต หรือแม้ในหมวดธรรมจักร 4 เองก็ได้กล่าวถึง อัตตสัมมาปณิธิ การตั้งตนไว้ชอบก็เป็นข้อธรรมที่ได้เน้นให้เห็นความสำคัญของกัลยาณมิตรหรือการเสวนาสัตบุรุษ และสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ที่จะเป็นที่พึ่งพื้นฐานในการรองรับการตั้งตนหรือจิตของบุคคลให้เกิดความเจริญ มั่นคงในชีวิต ดังนั้น จึงทำให้เรามองเห็นว่าหลักธรรมที่ได้กล่าวมานี้ อำนวยประโยชน์ให้แก่ชีวิตบุคคลผู้ดำเนินตามได้ ทั้งในระดับโลกียธรรม หรือทั้งในระดับโลกุตรธรรมด้วยเช่นกัน</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Phra Kobchai Khemannato https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/284524 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบรรพชาอุปสมบท: กรณีศึกษาพุทธศาสนิกชน อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 2025-05-22T10:47:50+07:00 พระทรงกรด ถาวโร (พรหมจินดา) songkrod8836@gmail.com พระครูบวรชัยวัฒน์ wanchaimateego@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบรรพชาอุปสมบทและเปรียบเทียบโดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 2) ศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางแก้ไขปัจจัยที่ส่งผลต่อการบรรพชาอุปสมบท ซึ่งวัตถุประสงค์นี้เป็นกรณีศึกษาพุทธศาสนิกชนในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา งานวิจัยนี้เป็นเชิงปริมาณซึ่งทำการวิจัยกลุ่มตัวอย่างในพระภิกษุสงฆ์และสามเณรในพื้นที่จำนวน 238 รูปจากจำนวนพระภิกษุสงฆ์และสามเณรทั้งสิ้น 628 รูปในพื้นที่ ค่าจำนวนกลุ่มตัวอย่างนั้นได้นำเกณฑ์ขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางเครจซี่และมอร์แกนมาใช้และมีแบบสอบถามที่มีคำถามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการวิจัยครั้งนี้ โดยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 4 ข้อ คำถามเกี่ยวกับหัวข้องานวิจัยจำนวน 30 ข้อและแบบสอบถามปลายเปิดจำนวน 3 ข้อ โดยได้สร้างแบบสอบถามจากการศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องซึ่งสถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าสหสัมพันธ์อย่างง่าย ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบรรพชาอุปสมบทในด้านการตัดสินใจด้วยตนเองมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.43, S.D = 0.23) รองลงมาคือด้านอิทธิพลของผู้อื่นมีค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.36, S.D = 0.31) และด้านอิทธิพลของสื่อสารมวลชนมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.31, S.D = 0.31) โดยปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการบรรพชาอุปสมบทที่แตกต่างกันนั้นไม่ส่งผลต่อการบรรพชาอุปสมบท 2) การรวบรวมข้อเสนอแนะปัจจัยที่ส่งผลต่อการบรรพชาอุปสมบทพบว่าการตัดสินใจด้วยตนเองมีอิทธิพลมากที่สุดรวมถึงควรมีการส่งเสริมให้มีการศึกษาในระยะเวลาก่อนและระหว่างบรรพชาอุปสมบทเพื่อให้เข้าใจถึงหลักธรรมอย่างแท้จริงและมีการตรวจสอบประวัติของผู้ที่จะมาบรรพชาอุปสมบทก่อนอย่างเคร่งครัด รองลงมาคือต้องมีการส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการจัดการต่างๆ สำหรับผู้ต้องการบรรพชาอุปสมบทและส่งเสริมเพื่อให้เข้าใจในการบรรพชาอุปสมบทอย่างแท้จริง และด้านอิทธิพลของสื่อสารมวลชนมีความถี่น้อยที่สุดคือควรมีการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับศาสนาพุทธ</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Phrasongkord Thawaro (Promjinda), Phrakrubowonchaiwat https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/284900 การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาโดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับบอร์ดเกมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2025-05-22T11:35:43+07:00 ธิดารัตน์ ตัดสายชล thidarat.tad013@hu.ac.th ประภาศ ปานเจี้ยง pprapas@hu.ac.th <p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยมีดังนี้ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับบอร์ดเกม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2) เพื่อเปรียบเทียบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับบอร์ดเกมกับการจัดการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับบอร์ดเกม ประชากร คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมุสลิมสันติธรรมมูลนิธิ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 180 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม ด้วยวิธีจับฉลาก ห้องประถมศึกษาปีที่ 5/4 เป็นกลุ่มควบคุม จำนวน 34 คน และห้องประถมศึกษาปีที่ 5/2 เป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับบอร์ดเกม 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 3) แบบวัดทักษะการแก้ปัญหา 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับบอร์ดเกม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test Independent ผลวิจัยพบว่า 1) ทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับบอร์ดเกมสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับบอร์ดเกม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับบอร์ดเกมมีทักษะการแก้ปัญหาสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับบอร์ดเกมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ธิดารัตน์ ตัดสายชล, ประภาศ ปานเจี้ยง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/284230 ภาวะผู้นำเชิงพหุวัฒนธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 3 2025-05-15T22:05:57+07:00 เมตตา นาคพันธ์ matta19688@gmail.com จรุณี เก้าเอี้ยน jarunee.k@yru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงพหุวัฒนธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 3 และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงพหุวัฒนธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตัวแปรเพศ ตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 3 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิขนาดสถานศึกษาเทียบสัดส่วนจากกลุ่มตัวอย่างและทำการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.67-1 และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-Test) ทดสอบค่าเอฟ (F-Test) และทดสอบความแตกต่างด้วยวิธีของเชฟเฟ (Scheffe's Method) ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำเชิงพหุวัฒนธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 3 พบว่า ภาพรวม (𝑥̅ = 4.26, S.D. = 0.42) และรายด้านอยู่ในระดับมาก และ 2. ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงพหุวัฒนธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 3 เมื่อจำแนกตามเพศ ตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียน พบว่าเพศ ตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงานโดยรวมและรายบุคคลไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนขนาดของโรงเรียน พบว่าระดับความเป็นผู้นำด้านพหุวัฒนธรรมของผู้บริหารโรงเรียน โดยรวมและรายบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เมตตา นาคพันธ์, จรุณี เก้าเอี้ยน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/284895 ระบบกลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์วัดไทยในประเทศเยอรมนี 2025-05-31T11:51:51+07:00 จิรารักษ์ อินทนพิชิต jiraraki999@gmail.com สมชัย ศรีนอก Choo.sink@gmail.com พระมหาสมบูรณ์ สุธมฺโม Somboon1595@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระบบกลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศเยอรมนี 2) พัฒนาระบบกลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศเยอรมนี 3) ทดสอบและประเมินหรือรับรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิของการพัฒนาระบบกลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศเยอรมนี และ 4) เสนอแนวทางระบบกลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์วัดไทยในประเทศเยอรมนี รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ พระสงฆ์วัดไทยนักเผยแผ่ในประเทศเยอรมนี จำนวน 10 รูป และผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา จำนวน 5 คน รวมทั้งสิ้น 15 รูป/คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ วิเคราะห์ข้อมูลแบบคุณภาพ โดยวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์เนื้อหาและการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1. ระบบกลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์วัดไทยในประเทศเยอรมนี มีองค์ประกอบ 5 ส่วน ได้แก่ 1) ตัวควบคุม 2) ปัจจัยนำเข้า 3) กระบวนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 4) ผลลัพธ์ 5) ผลสะท้อนกลับ 2. พัฒนาระบบกลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์วัดไทยในประเทศเยอรมนีจะต้องกำหนดเนื้อหาสาระธรรมที่จะใช้เทศนา โดยใช้หลักพุทธธรรมนำมาเป็นระบบกลยุทธ์ ได้แก่ 1) หลักสติปัฏฐาน 2) หลักอานาปานสติ 3) หลักภาวนา และ 4) หลักไตรสิกขา 3. ทดสอบและประเมินหรือรับรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิของการพัฒนาระบบกลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์วัดไทยในประเทศเยอรมนี พบว่า โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4. แนวทางระบบกลยุทธ์การเผยแผ่ ได้แก่ องค์ความรู้/ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ คือ‘ระบบกลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาฯ’: ระบบเอสเอ เอสบีเอเอส (SASBAS System) จะเป็นประโยชน์สามารถนำไปใช้กับวัดไทย ในรัฐอื่นๆ ของประเทศเยอรมนี </p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 จิรารักษ์ อินทนพิชิต, สมชัย ศรีนอก, พระมหาสมบูรณ์ สุธมฺโม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/284981 รูปแบบภาวะผู้นำเชิงฉากทัศน์ตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2025-05-27T12:29:48+07:00 กมลชัย พลายเพ็ชร์ kamolchai123@gmail.com สุธาสินี แสงมุกดา lovely386_3@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงฉากทัศน์ตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา 2) พัฒนารูปแบบภาวะผู้นำเชิงฉากทัศน์ตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา และ 3) ยืนยันรูปแบบภาวะผู้นำเชิงฉากทัศน์ตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานข้อมูลถูกเก็บรวบรวมโดยใช้มาตรวัดระดับ 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.983 จากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งรวมถึงกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยนี้ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนโดย วิธีการสุ่มแบบแบ่งประเภทจากตารางประมาณขนาดของกลุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์ ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 379 โรงเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1. ตัวแปรภาวะผู้นำด้านมุมมองตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา มี 5 องค์ประกอบ จำนวน 60 ตัวแปร ได้แก่ 1) ลักษณะภาวะผู้นำตามสถานการณ์ 2) หลักธรรมทางพุทธศาสนาของผู้บริหารตามสถานการณ์ 3) การกำหนดสถานการณ์ร่วมกัน 4) การทำงานตามสถานการณ์ และ 5) การเผยแพร่สถานการณ์และอธิบายรายละเอียดองค์ประกอบของภาวะผู้นำตามมุมมองหลักธรรมทางพุทธศาสนาของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา 2. ผลการพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำเชิงฉากทัศน์มีลักษณะผู้นำตามฉากทัศน์ หลักพุทธธรรมของผู้บริหารตามฉากทัศน์ การร่วมกันกำหนดฉากทัศน์ การปฏิบัติงานตามฉากทัศน์ และการเผยแพร่ฉากทัศน์ 3. จากการยืนยันรูปแบบองค์ประกอบจำนวน 5 องค์ประกอบ โดยภาพรวมแล้ว มีมาตรฐานด้านอรรถประโยชน์ มีมาตรฐานด้านความเป็นไปได้มีมาตรฐานด้านความเหมาะสม และมีมาตรฐานความถูกต้องของการประเมิน</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กมลชัย พลายเพ็ชร์, สุธาสินี แสงมุกดา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/285031 การพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดเพื่อสร้างเสริมสังคมคุณธรรมของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2025-05-24T10:24:49+07:00 มณฑา จำปาเหลือง Monta.Jumpaluang@gmail.com เกรียงไกร จริยะปัญญา parita.benzin17@gmail.com ปริตา สงวนทรัพย์ parita.benzin17@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ ความเข้าใจ ด้วยการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมเกี่ยวกับคุณธรรมของผู้เรียนหลังทำกิจกรรมการคิด 6 กิจกรรม ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) กลุ่มเป้าหมายการวิจัย คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจาก 2 โรงเรียนในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 58 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามเชิงสถานการณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนโรงเรียนท่ายางวิทยา และโรงเรียนวัดจันทราวาส (ศุขประสารราษฎร์) มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับคุณธรรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย (𝑥̄ = 4.43; 𝑥̄ = 4.35) ตามลำดับ มีความแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (t=0.975 Sig. = 0.352) ซึ่งการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดทั้ง 6 รูปแบบ ได้แก่ การคิดระบุประเด็นคุณธรรม การคิดเปรียบเทียบ การคิดลงความเห็น การวิเคราะห์และตีความ ค่ายการคิดสร้างสรรค์พฤติกรรมคุณธรรม และการเล่าเรื่องคุณธรรม ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ สะท้อนคิด และแสดงพฤติกรรมคุณธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เกิดนักเรียนต้นแบบคุณธรรม และสื่อสร้างสรรค์ที่เผยแพร่คุณธรรมสู่สาธารณะ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทโรงเรียนอื่นได้อย่างมีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มณฑา จำปาเหลือง , เกรียงไกร จริยะปัญญา, ปริตา สงวนทรัพย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/285163 ระบบการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวพระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมรายได้ในครัวเรือนของชุมชนวัดชมภูเวก ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี 2025-05-27T12:11:35+07:00 พระสมุห์สุทธิพงษ์ สิริวฑฺฒโน phrasmuhsuththiphngssiriwththt@gmail.com สมชัย ศรีนอก Choo.sink@gmail.com พระมหาสมบูรณ์ สุธมฺโม Somboon1595@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวพระพุทธศาสนา 2) พัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวพระพุทธศาสนา 3) ประเมินประสิทธิภาพระบบการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวพระพุทธศาสนาและ 4) เสนอแนวทางระบบการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวพระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมรายได้ในครัวเรือนของชุมชนวัดชมภูเวก รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คณะกรรมการชุมชนวัดชมภูเวก จำนวน 381 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ประธาน รองประธาน และคณะกรรมการชุมชนวัดชมภูเวก จำนวน 9 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรชุมชนวัดชมภูเวก 4 ด้าน ความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.81 และแบบสัมภาษณ์เรื่องระบบการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าชุมชนวัดชมภูเวก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ความรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวพระพุทธศาสนา: ชุมชนวัดชมภูเวก ได้แก่ 1) หลักโภควิภาค 2) หลักสันโดษและ 3) หลักทิฏฐธัมมิกัตถะ 2. พัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวพระพุทธศาสนา ดังนี้ 1) ด้านการวางแผน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ด้านการปฏิบัติ โดยรวมทุกข้ออยู่ในระดับมากที่สุด 3) ด้านการประเมินผลและควบคุม โดยรวมทุกข้ออยู่ในระดับมาก 4) ด้านการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา โดยรวมทุกข้ออยู่ในระดับมากที่สุด 3. ประเมินประสิทธิภาพระบบการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวพระพุทธศาสนา พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุดและ 4. แนวทางระบบการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวพระพุทธศาสนาคือการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามทฤษฎี 3R ได้แก่ 1) Reduce คือ การลดการใช้ในปัจจุบันโดยใช้สินค้ามีอายุการใช้งานนาน 2) Reuse คือ การนำสิ่งของที่ใช้งานไปแล้วแต่ยังสามารถใช้งานได้มาใช้อีก 3) Recycle คือ การเลือกใช้ทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พระสมุห์สุทธิพงษ์ สิริวฑฺฒโน, สมชัย ศรีนอก, พระมหาสมบูรณ์ สุธมฺโม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/285195 การพัฒนารูปแบบชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพร่วมกับการโค้ชแบบพหุวิธีด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมความสามารถในการประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงของครูปฐมวัย 2025-05-27T19:13:40+07:00 ณัฐิกา สุริยาวงษ์ sv.nuttika@gmail.com ชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน Sithsungnoen_c@su.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการในการพัฒนารูปแบบชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพฯ และ 2) พัฒนาและหาคุณภาพของรูปแบบชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพร่วมกับการโค้ชแบบพหุวิธีด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมความสามารถในการประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงของครูปฐมวัย รูปแบบที่ใช้ในการวิจัยแบบผสมผสานวิธี กลุ่มเป้าหมาย คือ 1) ครูปฐมวัย จำนวน 106 คน แบ่งเป็น 1.1) ครูปฐมวัยที่ใช้ในการประเมินความต้องการจำเป็น จำนวน 100 คน 1.2) ครูปฐมวัยที่ใช้ในการสนทนากลุ่ม จำนวน 6 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน 3) ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ 1) แบบวิเคราะห์เอกสาร 2) แบบสอบถามความต้องการจำเป็น 3) ประเด็นสนทนากลุ่ม 4) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและ 5) แบบรับรองคุณภาพของของรูปแบบชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพฯ สถิติที่ใช้ คือ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modified</sub>) และ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความจำเป็นของรูปแบบชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพ พบว่ารูปแบบดังกล่าวควรให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ การระบุปัญหา และสร้างแนวปฏิบัติร่วมกัน โดยมีผู้รู้หรือโค้ชที่มีความรู้ความสามารถเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการชี้นำการพัฒนา ควรนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงานของ PLC สนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้ และเผยแพร่ความรู้ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการประเมินพัฒนาการที่แท้จริง เทคโนโลยียังช่วยในการทบทวนความรู้และเปิดโอกาสให้เกิดการคิดวิเคราะห์และการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา เมื่อเปรียบเทียบในแต่ละด้านพบว่าระดับความคาดหวังโดยเฉลี่ยสูงกว่าสถานการณ์ปัจจุบันในทุกด้าน 2. รูปแบบชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพฯ (5S Model) มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวนการ 4) การวัดและประเมินผล 5) เงื่อนไขสำคัญในการนำรูปแบบไปใช้ และ 6) ระบบสนับสนุน ซึ่งการตรวจสอบคุณภาพความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ณัฐิกา สุริยาวงษ์, ชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/284939 รูปแบบการบริหารทรัพยากรบุคคลในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2025-05-29T12:05:52+07:00 กุลธิดา ล้ำเจริญทรัพย์ kulthida100@gmail.com สุธาสินี แสงมุกดา lovely386_3@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาตัวแปรการบริหารทรัพยากรบุคคลในโรงเรียนขนาดเล็ก 2) พัฒนารูปแบบการบริหารทรัพยากรบุคคลในโรงเรียนขนาดเล็ก 3) ประเมินรูปแบบการบริหารทรัพยากรบุคคลในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 374 แห่ง โรงเรียนละ 2 คน รวมผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 748 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบตรวจสอบรายการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ผลการวิจัยพบว่า 1. การวิเคราะห์ตัวแปรการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ได้แบบสอบถามจำนวน 96 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นรวม 0.986 2. แบบจำลองการจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 6 ประการ ได้แก่ (1) การประเมินผลการปฏิบัติงาน (2) การสรรหาและคัดเลือกบุคลากร (3) การเสริมสร้างแรงจูงใจและขวัญกำลังใจ (4) การวางแผนปฏิบัติการ (5) การพัฒนาวิชาชีพ และ (6) การวางแผนกำลังคนแบบร่วมมือกัน 3. การประเมินรูปแบบการบริหารทรัพยากรบุคคลแสดงให้เห็นว่าเป็นไปตามมาตรฐานด้านประโยชน์ใช้สอย ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้องแม่นยำ ผลการประเมินสอดคล้องกับแนวคิดการวิจัยเชิงทฤษฎี ผ่านการประเมินคิดเป็น 100%</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กุลธิดา ล้ำเจริญทรัพย์, สุธาสินี แสงมุกดา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/285232 รูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการในรายวิชาภาษาไทยตามหลักไตรสิกขาเพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ชิ้นงานนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2025-06-02T09:30:01+07:00 พระครูสมุห์วชิรวิชญ์ ฐิตวํโส (ภัทรเกียรตินันท์) Pattarakiattinan@gmail.com <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้บูรณาการในรายวิชาภาษาไทยตามหลักไตรสิกขา 2) ออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการในรายวิชาภาษาไทยตามหลักไตรสิกขา 3) ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการในรายวิชาภาษาไทยตามหลักไตรสิกขา และ 4) ประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการในรายวิชาภาษาไทยตามหลักไตรสิกขาเพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ชิ้นงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนวังน้อย (พนมยงค์วิทยา) จำนวน 181 คน ได้จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างตามของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ คือ 1) แบบวิเคราะห์เอกสารเกี่ยวข้องกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 2) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จำนวน 30 ข้อ 3) แบบสัมภาษณ์มีลักษณะคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ และ 4) แบบรับรองคุณภาพของของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ สถิติที่ใช้ คือ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้บูรณาการในรายวิชาภาษาไทยตามหลักไตรสิกขาเพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ชิ้นงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการในรายวิชาภาษาไทยตามหลักไตรสิกขา พบว่า องค์ประกอบของรูปแบบ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล และปัจจัยสนับสนุน 3. ผลการประเมินผลการเปรียบเทียบทักษะการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ชิ้นงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4. ผลการประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการในรายวิชาภาษาไทยตามหลักไตรสิกขาอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พระครูสมุห์วชิรวิชญ์ ฐิตวํโส (ภัทรเกียรตินันท์) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/285302 การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความบทความภาษาจีนและความเข้าใจวัฒนธรรมจีนโดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถามเป็นฐานร่วมกับอินโฟกราฟิกแบบพีระมิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2025-06-02T09:21:26+07:00 ลักษิกา ศรีบรรพต nikknnnn@gmail.com สุวิมล สพฤกษ์ศรี saphuksri_s@silpakorn.edu <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ศึกษาพัฒนาการทักษะการอ่านจับใจความบทความภาษาจีน 2.ศึกษาพัฒนาด้านความเข้าใจวัฒนธรรมจีน 3.ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถามเป็นฐานร่วมกับอินโฟกราฟิกแบบพีระมิด การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/8 โรงเรียนรัตนราษฎร์บำรุง จังหวัดราชบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้อง รวม 25 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบทักษะการอ่านจับใจความบทความภาษาจีน 3) แบบทดสอบความเข้าใจวัฒนธรรมจีน 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1.พัฒนาการทักษะการอ่านจับใจความบทความภาษาจีน โดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถามเป็นฐานร่วมกับอินโฟกราฟิกแบบพีระมิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับที่สูงขึ้น 2. พัฒนาการด้านความเข้าใจวัฒนธรรมจีน โดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถามเป็นฐานร่วมกับอินโฟกราฟิกแบบพีระมิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับที่สูงขึ้น 3. ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถามเป็นฐานร่วมกับอินโฟกราฟิกแบบพีระมิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ลักษิกา ศรีบรรพต, สุวิมล สพฤกษ์ศรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/285362 การพัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานทางวิทยาศาสตร์และการกำกับตนเอง ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้น ร่วมกับเทคนิคการสะท้อนคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2025-06-02T08:56:07+07:00 ณัฐนันท์ แสงช้าง nutty.ty.19@gmail.com สุวิมล สพฤกษ์ศรี saphuksri_s@silpakorn.edu <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้น ร่วมกับเทคนิคการสะท้อนคิด 2) ศึกษาพัฒนาการความสามารถในการกำกับตนเองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้น ร่วมกับเทคนิคการสะท้อนคิด 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้น ร่วมกับเทคนิคการสะท้อนคิด รูปแบบการวิจัยคือการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 จำนวน 26 คน โรงเรียนอนุบาลวัดลูกแกประชาชนูทิศ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้น ร่วมกับเทคนิคการสะท้อนคิด จำนวน 3 แผน 2) แบบประเมินความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ 3) แบบประเมินความสามารถในการกำกับตนเอง และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. พัฒนาการความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ร่วมกับเทคนิคการสะท้อนคิดสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. พัฒนาการความสามารถในการกำกับตนเองของนักเรียนร่วมกับเทคนิคการสะท้อนคิดสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. การรับรู้ของนักศึกษาต่อแนวทางการเรียนการสอนอยู่ในระดับสูง</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ณัฐนันท์ แสงช้าง, สุวิมล สพฤกษ์ศรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/284822 ผลของการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบ 5 ขั้นตอน ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบเพื่อนคู่คิดที่มีต่อทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และทักษะการต่อสู้ในวิชาศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2025-05-24T10:13:17+07:00 ชัยศึก เจตนาเสน ps518@ps.ac.th ภาณุ กุศลวงศ์ phanu@g.swu.ac.th อนันต์ มาลารัตน์ ananma@swu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบ 5 ขั้นตอน ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบเพื่อนคู่คิด 2) เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และทักษะการต่อสู้ป้องกันตัว (มวยไทย) ก่อนและหลังเรียน และ 3) เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และทักษะการต่อสู้ป้องกันตัว (มวยไทย) หลังเรียนระหว่างกลุ่มทักษะอ่อนและกลุ่มคละทักษะ ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบ 5 ขั้นตอน ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบเพื่อนคู่คิด การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนโพธิสารพิทยากร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 จำแนกเป็น กลุ่มทักษะอ่อน 27 คน และกลุ่มคละทักษะ 21 คน รวม 48 คน เครื่องมือในการทดลอง ได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบ 5 ขั้นตอน ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบเพื่อนคู่คิด เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบทดสอบทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ 2) แบบทดสอบทักษะการต่อสู้ป้องกันตัว (มวยไทย) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Dependent Sample t-test และ One Way ANCOVA ผลการวิจัยพบว่าหลังเรียน ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และทักษะการต่อสู่ป้องกันตัว (มวยไทย) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งสองกลุ่ม ในขณะที่หลังเรียน กลุ่มคละทักษะมีพัฒนาการทั้งสองทักษะสูงกว่ากลุ่มทักษะอ่อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในหลายองค์ประกอบ</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ชัยศึก เจตนาเสน, ภาณุ กุศลวงศ์ , อนันต์ มาลารัตน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/285423 การสังเคราะห์องค์ความรู้ของหลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท้องถิ่นในวิชาสังคมศึกษา 2025-06-08T12:38:35+07:00 ชไมพร จิตรใจมั่น ttt39612558@gmail.com มนัสนันท์ น้ำสมบูรณ์ manasanan.nam@gmail.com ชัยรัตน์ โตศิลา TOSILA_C@SU.AC.TH <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะของงานวิจัยที่เกี่ยวกับหลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท้องถิ่นในวิชาสังคมศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 2) สังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท้องถิ่นในวิชาสังคมศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณลักษณะ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทขึ้นไป จำนวน 24 เรื่อง ซึ่งคัดเลือกจากฐานข้อมูล ThaiLis ตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพงานวิจัยและเกณฑ์ในการประเมินคุณภาพงานวิจัย แบบบันทึกคุณลักษณะงานวิจัย และสมุดลงรหัส วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. งานวิจัยส่วนใหญ่มุ่งเน้นการพัฒนาและบูรณาการองค์ความรู้ท้องถิ่นเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ทางสังคมศึกษา โดยใช้กลุ่มตัวอย่างในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา มีการกำหนดตัวแปรต้นและตัวแปรตามในด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย โดยเฉพาะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการปฏิบัติงาน 2. การสังเคราะห์องค์ความรู้ชี้ว่า การพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ควรยึดโยงกับบริบทของชุมชน วิถีชีวิต วัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่น โดยจัดกิจกรรมที่หลากหลายนอกห้องเรียน และใช้สื่อที่หลากหลาย รวมถึงวิธีประเมินผลที่ครอบคลุมหลายมิติ</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ชไมพร จิตรใจมั่น, มนัสนันท์ น้ำสมบูรณ์ , ชัยรัตน์ โตศิลา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/284819 ผลของการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้สมองเป็นฐานที่มีต่อความฉลาดรู้ทางกายของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 2025-05-24T10:09:24+07:00 สิรวิชญ์ พะมณี sirawitbcc165@hotmail.com สาธิน ประจันบาน drsathin@gmail.com ภาณุ กุศลวงศ์ phanu@g.swu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้สมองเป็นฐานที่มีต่อความฉลาดรู้ทางกาย 2) เปรียบเทียบผลของการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้สมองเป็นฐานที่มีต่อความฉลาดรู้ทางกายก่อนและหลังทดลอง 3) เปรียบเทียบผลของการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้สมองเป็นฐานที่มีต่อความฉลาดรู้ทางกายหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนภูเรือ จำนวน 46 คน คำนวณขนาดตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*Power กำหนดขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.5 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้สมองเป็นฐาน และแผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบ 5 ขั้นตอน เครื่องมือเก็บข้อมูล คือ แบบประเมินความฉลาดรู้ทางกาย 4 ด้าน คือ 1) ด้านความรู้และความเข้าใจ 2) ด้านแรงจูงใจและความเชื่อมั่น 3) ด้านสมรรถนะการเคลื่อนไหว และ 4) ด้านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางกายเพื่อชีวิต สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t ของกลุ่มตัวอย่างแบบจับคู่ และการทดสอบ t ของกลุ่มตัวอย่างอิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มทดลองส่วนใหญ่มีความรู้และความเข้าใจอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 43.48 แรงจูงใจและความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 56.52 สมรรถนะการเคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 100 และมีส่วนร่วมในการออกกำลังกายอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 91.30 ขณะที่พฤติกรรมเนือยนิ่งอยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 78.30 2) นักเรียนกลุ่มทดลองมีความฉลาดรู้ทางกายหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนกลุ่มทดลองมีความฉลาดรู้ทางกายหลายองค์ประกอบสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางกายเพื่อชีวิตประเด็นพฤติกรรมเนือยนิ่งที่ไม่แตกต่างกัน</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิรวิชญ์ พะมณี, สาธิน ประจันบาน, ภาณุ กุศลวงศ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/285417 ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคเอสทีเอดีที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาวอลเลย์บอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2025-06-08T12:10:32+07:00 จุฑารัตน์ แก้วกำยาน gingrat40@gmail.com สาธิน ประจันบาน drsathin@gmail.com อนันต์ มาลารัตน์ ananma@swu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคเอสทีเอดีที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวอลเลย์บอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการจัดการเรียนรู้วิชาวอลเลย์บอลก่อนและหลังเรียนของกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคเอสทีเอดี และ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการจัดการเรียนรู้วิชาวอลเลย์บอลหลังเรียนระหว่างกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคเอสทีเอดีและกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษา 5 ขั้นตอน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 70 คน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคเอสทีเอดีและกลุ่มควบคุม ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ทางพลศึกษา 5 ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ เเบบวัดทักษะวอลเลย์บอล เเบบวัดความรู้วิชาวอลเลย์บอล แบบวัดเจตคติที่มีต่อรายวิชาวอลเลย์บอล และแบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าที ด้วยเทคนิคการทดสอบทีแบบจับคู่ การทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว การทดสอบทีแบบอิสระ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคเอสทีเอดี มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวอลเลย์บอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาวอลเลย์บอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคเอสทีเอดี ผลการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาวอลเลย์บอลหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคเอสทีเอดีสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้แบบพลศึกษา 5 ขั้นตอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 จุฑารัตน์ แก้วกำยาน, สาธิน ประจันบาน, อนันต์ มาลารัตน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/285406 ผลของโปรแกรมการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเอสบีดีที่มีต่อความอ่อนตัวและมุมการเคลื่อนไหวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2025-06-08T12:14:59+07:00 พรจิรา ถิ่นถาน Poypon2543@gmail.com สาธิน ประจันบาน drsathin@gmail.com อนันต์ มาลารัตน์ ananma@swu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกโปรแกรมการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเอสบีดี ที่มีต่อความอ่อนตัวและมุมของการเคลื่อนไหวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ก่อนการฝึกและหลังได้รับโปรแกรมการฝึก 2) ศึกษาและเปรียบเทียบผลหลังการฝึกโปรแกรมการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเอสบีดี ระหว่างกลุ่มทดลองที่มีต่อความอ่อนตัวและมุมการเคลื่อนไหวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง โดยทำการทดสอบความอ่อนตัวด้วยวิธีนั่งงอตัว (Sit and Reach Test) โดยคัดเลือกจากนักเรียนที่มีคะแนนการทดสอบความอ่อนตัวที่ต่ำกว่า 5 เซนติเมตรลงมา แล้วแบ่งกลุ่มทดลองออกเป็น 3 กลุ่มๆ ละ 15 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ โปรแกรมการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเอสบีดี จำนวน 8 สัปดาห์ และแบบทดสอบความอ่อนตัวและมุมการเคลื่อนไหว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ ความแปรปรวนสองทางชนิดวัดซ้ำ และทดสอบความแตกต่างรายคู่โดยวิธีของบอนเฟอโรนี ผลการวิจัย พบว่า 1) ความอ่อนตัวและมุมการเคลื่อนไหวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น หลังการฝึกดีขึ้นกว่าก่อนการฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลการเปรียบเทียบความอ่อนตัวและมุมการเคลื่อนไหว ระหว่างกลุ่มทดลอง พบว่า ความอ่อนตัวของกลุ่มทดลองที่ 3 ดีกว่ากลุ่มทดลองที่ 1 และ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มุมการเคลื่อนไหวข้อสะโพกของกลุ่มทดลองที่ 2 และ 3 ดีกว่ากลุ่มทดลองที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนมุมการเคลื่อนไหวข้อเข่าและข้อเท้า พบว่า กลุ่มทดลองทั้งสามกลุ่มไม่แตกต่างกัน</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พรจิรา ถิ่นถาน, สาธิน ประจันบาน , อนันต์ มาลารัตน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/285989 สมรรถนะของผู้บริหารการศึกษาในการขับเคลื่อนนโยบาย เรียนดี มีความสุข สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2 2025-06-16T18:48:47+07:00 พุทธวรรณ สายศรีโกศล Phutawan6958@gmail.com ซูฮัยรี บืองาฉา Suhairee.b@yru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารการศึกษาในการขับเคลื่อนนโยบาย เรียนดี มีความสุข สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2 2) เปรียบเทียบสมรรถนะของผู้บริหารการศึกษาในการขับเคลื่อนนโยบาย เรียนดี มีความสุข สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2 จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร ได้แก่ บุคลากรในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2 จำนวน 167 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 117 คน คำนวณจากการใช้สูตรของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที ค่าเอฟ และทดสอบความแตกต่างด้วยวิธีเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับสมรรถนะของผู้บริหารการศึกษาในการขับเคลื่อนนโยบาย เรียนดี มีความสุข สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ด้านการบริหารการศึกษา ด้านการส่งเสริมคุณภาพการศึกษา และด้านความเป็นผู้นำทางวิชาการ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) การเปรียบเทียบสมรรถนะผู้บริหารการศึกษาในการขับเคลื่อนนโยบาย เรียนดี มีความสุข สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2 จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน พบว่า ระดับการศึกษา และตำแหน่ง ภาพรวม ไม่แตกต่างกัน ส่วนเพศและประสบการณ์ทำงาน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พุทธวรรณ สายศรีโกศล, ซูฮัยรี บืองาฉา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/285316 รูปแบบการบริหารงานวิชาการในยุควิถีใหม่ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตตรวจราชการที่ 3 2025-06-05T17:08:25+07:00 กมลณัช นวภพ k.nawabhop@gmail.com พระมหาธำรงค์ ฐิตปุญฺโญ rongsamathi@gmail.com พระมหาไกรวรรณ์ ชินทตฺติโย kraichinnatat@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาตัวแปรการบริหารงานวิชาการในยุควิถีใหม่ 2) สร้างรูปแบบการบริหารงานวิชาการในยุควิถีใหม่ และ 3) ประเมินรูปแบบการบริหารงานวิชาการในยุควิถีใหม่ ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตตรวจราชการที่ 3 วิธีการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน ประชากร คือ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตตรวจราชการที่ 3 จำนวน 1,499 แห่ง มีกลุ่มตัวอย่าง 306 แห่ง ผู้ให้ข้อมูลแห่งละ 2 คน รวม 612 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมินรูปแบบ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น 0.97 และค่าความสอดคล้องและความตรงเชิงเนื้อหาเฉลี่ยรวม 0.91 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารงานวิชาการในยุควิถีใหม่มีตัวแปรเบื้องต้น 108 ตัวแปร เมื่อวิเคราะห์ตามขั้นตอนการวิจัยคงเหลือตัวแปร จำนวน 55 ตัวแปร 2) รูปแบบการบริหารงานวิชาการในยุควิถีใหม่ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตตรวจราชการที่ 3 ประกอบด้วย แนวคิดและหลักการ วัตถุประสงค์ วิธีการดำเนินการ เงื่อนไขความสำเร็จของการนำไปใช้ และแนวทางการประเมินรูปแบบ โดยวิธีการดำเนินการนั้นมีแนวทางการดำเนินงานตามตัวแปรที่ผ่านการวิเคราะห์ความเหมาะสมซึ่งคงเหลือ 41 ตัวแปร จัดลงใน 7 องค์ประกอบ คือ (1) การปรับตัวด้านนโยบาย บุคลากรและหลักสูตร (2) การส่งเสริมประสิทธิภาพด้านสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยี (3) การส่งเสริมกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม (4) การเสริมสร้างความพร้อมและความเข้มแข็งในการรองรับสถานการณ์ (5) การจัดกระบวนการประเมินผลการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับยุควิถีใหม่ (6) การส่งเสริมการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับยุควิถีใหม่และ (7) การพัฒนาการนิเทศและการประกันคุณภาพภายในโดยใช้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ (PLC) 3) รูปแบบที่ได้ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ด้าน คือ ความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ มีค่าความถี่ทุกด้านเท่ากับ 7 คิดเป็น ร้อยละ 100</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กมลณัช นวภพ, พระมหาธำรงค์ ฐิตปุญฺโญ, พระมหาไกรวรรณ์ ชินทตฺติโย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/285567 ศึกษาแนวคิดและหลักการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทยในรัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา 2025-06-12T16:11:24+07:00 ณรงค์ เสียงดี narongseiyngdi@gmail.com พระมหาสมบูรณ์ สุธมฺโม Somboon1595@gmail.com สมชัย ศรีนอก Choo.sink@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและหลักการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทย ประเทศสหรัฐอเมริกา 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทยประเทศสหรัฐอเมริกา และ 3)นำเสนอแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทยในรัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระสงฆ์นักเผยแผ่ จำนวน 5 รูป และชาวไทย-ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญพระพุทธศาสนา จำนวน 4 คน รวมทั้งสิ้น 9 รูป/คน ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบ่งเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ให้สัมภาษณ์ ตอนที่ 2 แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวคิดและหลักการเผยแผ่ของพระสงฆ์ไทยในรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา และการวิเคราะห์เนื้อหาการสัมภาษณ์แล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวคิดและหลักการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทยในรัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ การเข้าถึงประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชน การพัฒนาความรู้ของประชาชน และความสุขของประชาชน 2. ปัญหาและอุปสรรคการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทย ดังนี้ 1) วิธีการเผยแผ่ ควรผลิตบุคลากรที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม ควรสร้างสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรมที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของชาวตะวันตก ควรผลิตสื่อที่เหมาะสมกับความต้องการชาวตะวันตก 2) เนื้อหาคำสอน ควรเน้นหลักธรรมที่เป็นเหตุผลร่วมพิสูจน์ได้ในปัจจุบัน หลีกเลี่ยงหลักธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน 3) กลุ่มเป้าหมายในการเผยแผ่ ควรเน้นกลุ่มของคนท้องถิ่นเจ้าของประเทศที่มีความสนใจพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานเดิมและจัดหลักธรรมในเหมาะสมกับความสนใจของผู้ศึกษา และ 3. แนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทย ประกอบด้วย 1) จัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ 2) ยุทธวิธีเน้นประชาชนมีส่วนร่วม 3) ยุทธวิธีสอนให้สร้างความสุขขึ้นในจิตใจ 4) ปรับเทคนิคการรับรู้ให้เข้าใจคำสั่งสอนพระพุทธศาสนาได้ง่าย 5) ใช้โซเซียลมีเดีย</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ณรงค์ เสียงดี, พระมหาสมบูรณ์ สุธมฺโม, สมชัย ศรีนอก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/285449 กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 2025-06-12T16:07:37+07:00 บุญลือ คำถวาย boonlue@esdc.go.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 2) พัฒนากลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 3) ประเมินและรับรองกลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประชากร คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จำนวน 79 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้มาจากการกำหนดขนาดตัวอย่างตารางของเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 66 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นแบบประเมินค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 วิธีการทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNI Modified ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการบริหารโรงเรียน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.39, S.D.=0.43) โดยด้านการติดตามและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด อยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.45, S.D.=0.56) และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารโรงเรียน ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.61, S.D.=0.35) โดยด้านการติดตามและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด อยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.64, S.D.=0.42) 2. กลยุทธ์การบริหารโรงเรียน มี 3 กลยุทธ์หลักคือ (1) ส่งเสริมผู้เรียนเพื่อสร้างงานและคุณภาพชีวิตที่ดี (2) สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และ (3) ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กลยุทธ์รองจำนวน 9 กลยุทธ์และวิธีดำเนินการจำนวน 43 วิธีดำเนินการ 3. ผลการประเมินและรับรองกลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.63) และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.63)</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 บุญลือ คำถวาย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/285565 ระบบการพัฒนากิจกรรมการเรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตของลูกเสือ-เนตรนารี สามัญรุ่นใหญ่ตามหลักอริยสัจ 4 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2025-06-14T12:39:55+07:00 บุญยานุช สุขร่าง bunyanuch199999@gmail.com สมชัย ศรีนอก Choo.sink@gmail.com สุรชัย แก้วคูณ kawkoon@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบการพัฒนากิจกรรมการเรียน 2) สร้างกิจกรรมระบบการพัฒนากิจกรรมการเรียน 3) ทดลองกิจกรรมระบบการพัฒนากิจกรรมการเรียน และ 4) ประเมินระบบการพัฒนากิจกรรมการเรียน ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา กลุ่มประชากรแบ่งเป็น 2 กลุ่ม 1. กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้อำนวยการ, ครู และผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 16 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนวัดใหญ่ชัยมงคล (ภาวนารังสี) จำนวน 118 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดยใช้ระดับชั้นเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และระบบพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตของลูกเสือและเนตรนารี การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ความรู้เกี่ยวกับระบบการพัฒนา ประกอบด้วย 1) การบริหารจัดการ 2) อาคารสถานที่ 3) สภาพแวดล้อมในสถานศึกษา 4) เทคโนโลยีในการศึกษา และ5) การวัดผลและประเมินผล 2. การสร้างระบบการพัฒนากิจกรรม ประกอบด้วย 1) กิจกรรมคำปฏิญาณและกฎ 2) กิจกรรมเรียนรู้จากการกระทำ 3) กิจกรรมระบบหมู่ 4) กิจกรรมการใช้สัญลักษณ์ร่วมกัน และ 5) กิจกรรมการศึกษาธรรมชาติ ของลูกเสือ - เนตรนารี สามัญรุ่นใหญ่ 3. การทดลองระบบการพัฒนากิจกรรมระบบการเรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตของลูกเสือ - เนตรนารี สามัญรุ่นใหญ่ตามหลักอริยสัจ 4 พบว่า นักเรียนที่ผ่านการอบรมกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่มีทักษะชีวิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 85 ขึ้นไป ได้แก่ ความรับผิดชอบ คุณธรรมและจริยธรรม การเสริมสร้างความสามัคคี ความซื่อสัตย์ การเคารพผู้อื่น การมีส่วนร่วม การเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี การมีระเบียบวินัย จิตสาธารณะ การตัดสินใจ การเข้าใจสิ่งแวดล้อม และ การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 4. การประเมินระบบการพัฒนากิจกรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> <strong>=</strong>4.62, S.D.=0.67)</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 บุญยานุช สุขร่าง, สมชัย ศรีนอก, สุรชัย แก้วคูณ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/285230 ตัวบ่งชี้ภาวะผู้นํายุควิถีถัดไปของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตตรวจราชการที่ 3 2025-06-21T19:20:58+07:00 ปรัชญาภรณ์ แตงอ่อน prach.t2752568@gmail.com สุธาสีนี แสงมุกดา lovely386_3@hotmail.com พระมหาธำรงค์ ฐิตปุญโญ rongsamathi@gmail.com พันธุ์ธัช ศรีทิพันธุ์ phanthad.sri@mbu.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบ และตัวบ่งชี้ภาวะผู้นํายุควิถีถัดไปของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง และตรวจสอบยืนยันความเหมาะสมค่าน้ำหนักองค์ประกอบตัวบ่งชี้ภาวะผู้นํายุควิถีถัดไปของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตตรวจราชการที่ 3 ที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนขยายโอกาสในเขตตรวจราชการที่ 3 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานปีการศึกษา 2567 รวมทั้งสิ้น จำนวน 266 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยโรงเรียน 170 แห่ง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียน 1 คน และหัวหน้าแผนกหรือหัวหน้ากลุ่มวิชา 4 คนต่อโรงเรียน รวมแล้วมีผู้ตอบแบบสอบถามอย่างน้อย 850 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบ ตัวชี้วัด และตัวบ่งชี้ภาวะผู้นํายุควิถีถัดไปของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ได้จากการสังเคราะห์และพัฒนาขึ้นมี 4 องค์ประกอบ 18 ตัวชี้วัด 85 ตัวบ่งชี้ 2) การวิเคราะห์โมเดลการวัดแต่ละตัวชี้วัด มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ แบบจำลองนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ส่วน ได้แก่ บุคลิกภาพ ความรู้ความสามารถ วิสัยทัศน์ และคุณธรรม จริยธรรม มี 18 ตัวชี้วัด และ 85 ตัวบ่งชี้ และน้ำหนักองค์ประกอบหลักมีค่า ระหว่าง 0.63-1.26 ค่าน้ำหนักองค์ประกอบย่อย มีค่าระหว่าง 0.314-0.883 และค่าน้ำหนักตัวบ่งชี้ มีค่าระหว่าง 0.24-1.05 เป็นไปตามเกณฑ์</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปรัชญาภรณ์ แตงอ่อน, สุธาสีนี แสงมุกดา, พระมหาธำรงค์ ฐิตปุญโญ, พันธุ์ธัช ศรีทิพันธุ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/286671 บทบาทภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการสร้างการมีส่วนร่วมในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 2 2025-07-09T16:10:11+07:00 ชนาธร กาฬภักดี chanatornkalapakdee@gmail.com พิชญาภา ยืนยาว pitchayapatom@gmail.com นภาภรณ์ ยอดสิน jeabplaynet@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบทบาทภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการสร้างการมีส่วนร่วมในสถานศึกษา และ 3) วิเคราะห์บทบาทภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการสร้างการมีส่วนร่วมในสถานศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ข้าราชการครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 จำนวน 277 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนกระจายตามอำเภอ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเรื่องบทบาทภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการสร้างการมีส่วนร่วมในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 2 แบบสอบถามจำนวนทั้งหมด 55 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุตัวแปรแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับบทบาทภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ประกอบด้วย รู้ชุมชน รู้จักประมาณ รู้กาลเวลา รู้จักบุคคล รู้จุดหมาย รู้หลักการ และรู้จักตน ตามลำดับ 2) ระดับการสร้างการมีส่วนร่วมในสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ประกอบด้วย การมีส่วนร่วมแบบปรึกษาหารือ การมีส่วนร่วมในการรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูล ตามลำดับ และ 3) บทบาทภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย รู้จักประมาณ (X2) รู้ชุมชน (X6) รู้หลักการ (X1) รู้จุดหมาย (X2) เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างการมีส่วนร่วมในสถานศึกษา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{y}" alt="equation" /><sub>tot</sub>) โดยร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 83.50 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สมการวิเคราะห์การถดถอย คือ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{y}" alt="equation" /><sub>tot</sub>) = 0.78 + 0.251 (X4) + 0.302 (X6) + 0.135 (X1) + 0.14 (X2)</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ชนาธร กาฬภักดี, พิชญาภา ยืนยาว, นภาภรณ์ ยอดสิน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/286478 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชากลศาสตร์โครงสร้าง 2 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปา ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 2025-07-03T12:09:26+07:00 โอมา ดายามา oma.day025@hu.ac.th อริสรา บุญรัตน์ arisara@hu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปา ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปาของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 กับเกณฑ์ร้อยละ 80 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 สาขาวิชาช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคสตูล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 37 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย ด้วยวิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโมเดลซิปปา &nbsp;&nbsp;2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องแรงปฏิกิริยา วิชากลศาสตร์โครงสร้าง 2 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่องแรงปฏิกิริยา วิชากลศาสตร์โครงสร้าง 2 สถิติที่ใช้ในการวิจัย หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ t-test Independent</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปา ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 รายวิชากลศาสตร์โครงสร้าง 2 หลังได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบโมเดลซิปปา พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 84.23 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 80 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อวิชาโครงสร้างกลศาสตร์ 2 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปาอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โอมา ดายามา, อริสรา บุญรัตน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/286226 การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่องความน่าจะเป็น โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI ร่วมกับกระบวนการเมตาคอกนิชัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 2025-07-09T10:07:13+07:00 ธนัญชกร วงค์สุข preaw.suchitra.1936@gmail.com รัตนา ศรีทัศน์ srithat_r@silpakorn.edu <p>วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ คือ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI ร่วมกับกระบวนการเมตาคอกนิชัน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI ร่วมกับกระบวนการเมตาคอกนิชันกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI ร่วมกับกระบวนการเมตาคอกนิชันกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI ร่วมกับกระบวนการเมตาคอกนิชัน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา <br />2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แผนการจัดการเรียนรู้ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test for one samples และ t-test for dependent samples ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังเรียนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) หลังเรียนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) หลังเรียนนักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI ร่วมกับกระบวนการเมตาคอกนิชันอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ธนัญชกร วงค์สุข, รัตนา ศรีทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/286707 การบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อสถานศึกษาอัจฉริยะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 2025-07-19T12:09:31+07:00 มนธิดา เก่งนำชัยตระกูล montida1994@gmail.com พิชญาภา ยืนยาว pitchayapatom@gmail.com นภาภรณ์ ยอดสิน jeabplaynet@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา และครู 2) ศึกษาระดับสถานศึกษาอัจฉริยะ และ 3) วิเคราะห์การบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อสถานศึกษาอัจฉริยะของ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 2,017 คน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 จำนวน 314 คน ซึ่งได้จากตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์แกน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนกระจายตามอำเภอ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นได้ค่าความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 ได้ค่าความเชื่อมั่นของการบริหารแบบมีส่วนร่วม เท่ากับ 0.98 และค่าความเชื่อมั่นของสถานศึกษาอัจฉริยะ เท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนผล ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาและครู โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ประกอบด้วย ความมีอิสระในการปฏิบัติงาน การไว้วางใจ การตั้งเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ร่วมกัน และความยึดมั่นผูกพัน ตามลำดับ 2. สถานศึกษาอัจฉริยะ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน ประกอบด้วย สติปัญญาที่เรียนรู้ได้ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด การรับมือกับความซับซ้อน การสอนเพื่อความเชี่ยวชาญและการถ่ายโอนความรู้ การประเมินที่เน้นการเรียนรู้เป็นศูนย์กลางองค์กรแห่งการเรียนรู้ ความรู้เชิงสร้างสรรค์ และการมุ่งเน้นการทำความเข้าใจ ตามลำดับ และ 3) การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารโรงเรียนและครูในด้านความเป็นอิสระ ความไว้วางใจ และเป้าหมายและวัตถุประสงค์ สามารถทำนายความเป็นโรงเรียนอัจฉริยะได้ร้อยละ 75.10 โดยมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .01</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มนธิดา เก่งนำชัยตระกูล, พิชญาภา ยืนยาว , นภาภรณ์ ยอดสิน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/286630 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อองค์กรนวัตกรรมทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 2025-07-19T12:14:53+07:00 กาญจนา สิงห์หา whan.kan288@gmail.com พิชญาภา ยืนยาว pitchayapatom@gmail.com นภาภรณ์ ยอดสิน jeabplaynet@hotmail.com <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับองค์กรนวัตกรรมทางการศึกษาและ 3) วิเคราะห์ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อองค์กรนวัตกรรมทางการศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครู จำนวน 297 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนโดยกระจายตามเขตพื้นที่ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม ความน่าเชื่อถือของเครื่องมือได้รับการตรวจสอบโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบัค สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ทุกด้าน โดยเรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล การกระตุ้นทางปัญญา การสร้างแรงบันดาลใจ และการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ตามลำดับ 2. องค์กรนวัตกรรมทางการศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ การพัฒนาพลังงานในทรัพยากรมนุษย์ รองลงมาคือ วัฒนธรรมองค์กร รูปแบบองค์กร ระบบข้อมูลข่าวสาร กิจกรรมส่งเสริมนวัตกรรม การกำหนดวิสัยทัศน์และการประเมินผลการทำงานและ 3. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ การสร้างแรงบันดาลใจ การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ มีผลต่อองค์กรนวัตกรรมทางการศึกษา สามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 90.80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กาญจนา สิงห์หา, พิชญาภา ยืนยาว, นภาภรณ์ ยอดสิน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/286846 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบเกมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2025-07-19T14:20:57+07:00 นัจญมา สุมาลี natjama.sum005@gmail.com พล เหลืองรังษี pol@hu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลังการใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบเกม และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบเกม รูปแบบที่ใช้ในการวิจัยคือการวิจัยแบบกึ่งทดลอง โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมุสลิมสันติธรรมมูลนิธิ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 33 คน โรงเรียนมุสลิมสันติธรรมมูลนิธิ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้การสุ่มอย่างง่าย แบบจับสลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบเกม จำนวน 4 แผน ผลการตรวจสอบคุณภาพมีค่าความถูกต้องเฉลี่ย 4.91 คะแนน และความเหมาะสมเฉลี่ย 4.95 คะแนน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ จำนวน 10 ข้อ มีค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ เท่ากับ 1.00 ค่าความยากง่าย อยู่ระหว่าง 0.40–0.75 ค่าอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง 0.30–0.60 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.78 3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อโดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบเกมมีค่าเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test แบบ 2 กลุ่มสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (𝑥̅ = 9.09, S.D. = 0.834) สูงกว่าก่อนเรียน (𝑥̅ = 2.48, S.D. = 1.149) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t = 27.742, p &lt; .01) และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อวิธีการจัดการเรียนรู้แบบเกมในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.86)</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 นัจญมา สุมาลี , พล เหลืองรังษี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/286360 ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 2025-07-04T19:33:07+07:00 อรมนท์ บัวจันทร์ oramon2536@gmail.com พระครูวุฒิชัยการโกศล บัวจันทร์ wattchai.pet@mbu.ac.th พระมหาโยธิน มหาวีโร (มาศสุข) yotin.mas@mbu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาส 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขยายโอกาส 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารและประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาส 1 4) ศึกษาตัวแปรภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารที่ใช้ในการพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาส การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือครูผู้สอนในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน การวิเคราะห์สถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน สถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบปกติ และสถิติการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. โดยภาพรวมแล้ว ประสิทธิภาพในการบริหารงานด้านวิชาการของโรงเรียนอยู่ในระดับสูง 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารและประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกทุกด้านและมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันระหว่างภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาส มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 4. ตัวแปรภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารที่ใช้ในการพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 โดยใช้การวิเคราะห์สถิติการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน พบว่า ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล และด้านการเป็นมืออาชีพ สามารถร่วมกันทำนายประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 50</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 อรมนท์ บัวจันทร์, พระครูวุฒิชัยการโกศล บัวจันทร์, พระมหาโยธิน มหาวีโร (มาศสุข) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/286735 สัมมัปปธาน 4 ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 2025-07-22T20:43:54+07:00 รสริน ศรีลาอ่อน rossarinsrilaon@gmail.com <p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้คือ 1) เพื่อศึกษาสัมมัปปธาน 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาสัมมัปปธาน 4 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงพรรณนา ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 จำนวน 147 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 จำนวน 108 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลรวมทั้งหมด 324 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม เกี่ยวกับสัมมัปปธาน 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สถิติที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน การวิเคราะห์ค่าทางสถิติใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลวิจัยพบว่า 1. สัมมัปปธาน 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านปหานปธาน ด้านภาวนาปธาน ด้านอนุรักขนาปธาน และสังวรปธาน ตามลำดับ 2. การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ซึ่งเรียงลำดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยคือ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การนิเทศการศึกษา การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา การวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาในสถานศึกษา และการพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ ตามลำดับ 3. สัมมัปปธาน 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านภาวนาปธาน (X<sub>3</sub>) ด้านปหานปธาน (X<sub>2</sub>) และด้านสังวรปธาน (X<sub>1</sub>) ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถทำนายการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 (Y<sub>tot</sub>) ได้ร้อยละ 51.10</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 รสริน ศรีลาอ่อน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/287449 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยการสอนโดยใช้เกมเป็นฐานกับวิธีการสอนแบบปกติสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ป.6 โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 2025-08-25T07:06:14+07:00 ธวัช สะเทิงรัม 6612590004@rumail.ru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียนระหว่างการสอนโดยใช้เกมเป็นฐานกับวิธีการสอนแบบปกติ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลต่อการการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุเหร่าใหม่ สำนักงานเขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 52 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่สอนแบบปกติ และแผนการจัดการเรียนรู้ที่สอนโดยใช้เกมเป็น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบหาค่าความเที่ยงตรง ค่าความยากง่าย (P) ค่าอำนาจจำแนก (R) ค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สูตร KR-20 และการทดสอบทางสถิติ t-test ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของกลุ่มควบคุมที่ใช้แผนวิธีการสอนแบบปกติ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของกลุ่มทดลองที่ใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของกลุ่มทดลองที่ใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการสอนด้วยวิธีสอนแบบปกติ 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีผลต่อการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมเป็นฐาน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดต่อการจัดการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ธวัช สะเทิงรัม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/287899 สุนทรียศาสตร์ที่ปรากฏในภาพจิตรกรรมมงคล 38: กรณีศึกษาวัดสุทธิวราราม 2025-09-02T16:21:44+07:00 พระเกรียงศักดิ์ ศรีโชติ kriengsak.sri@mcu.ac.th พระจาตุรงค์ ชูศรี jaturong.choo@mcu.ac.th พระมหาพรชัย ศรีภักดี pornchai.sri@mcu.ac.th พระมหายงยุทธ พลมั่น yongyut.pol@mcu.ac.th <p>บทความความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) ศึกษาแนวคิดสุนทรียศาสตร์ 2) เพื่อศึกษาภาพจิตรกรรมมงคล 38 วัดสุทธิวราราม 3) เพื่อเสนอคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ที่ปรากฏในภาพจิตรกรรมมงคล 38 วัดสุทธิวราราม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) รวบรวมเอกสาร หนังสือ ตำราทางวิชาการ ชั้นปฐมภูมิและทุติยภูมิ 2) ลงสำรวจและเก็บข้อมูลในพื้นที่วิจัย 3) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศาสนา ปรัชญา และศิลปะ 4) วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสรุปองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า สุนทรียศาสตร์เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่พูดถึงเรื่องคุณค่าความงาม ประสบการณ์ทางสุนทรียะ และคุณค่าทางศิลปะ โดยมีทั้งทฤษฎีศิลปะ 3 แนวทาง ได้แก่ ทฤษฎีการเลียนแบบ ทฤษฎีรูปทรง และทฤษฎีการแสดงออก รวมถึงทฤษฎีความงาม 3 ทรรศนะ ได้แก่ อัตนัยนิยม ปรนัยนิยม และสัมพัทธนิยม ซึ่งทั้งหมดช่วยให้การวิเคราะห์และตีความภาพจิตรกรรมมงคล 38 มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น ภาพจิตรกรรมมงคล 38 ที่ประดับบนเพดานอุโบสถชั้น 1 ของวัดสุทธิวราราม สร้างด้วยเทคนิคลงรักปิดทองบนแผ่นไม้แบบประเพณีนิยมไทย ถ่ายทอดมงคลสูตร 38 ประการของพระพุทธศาสนาในลักษณะสัญลักษณ์ เช่น การใช้คน สัตว์ สิ่งของ และท่าทางเพื่อสื่อความหมายแห่งสิริมงคลตามหลักพุทธธรรม เมื่อพิจารณาตามทฤษฎีความงาม พบว่าภาพจิตรกรรมเหล่านี้ มีคุณค่าเชิงอัตนัยจากการรับรู้ที่แตกต่างกันของผู้ชมเชิงปรนัยจากโครงสร้างและองค์ประกอบศิลป์ที่งดงามในตัว และเชิงสัมพัทธ์ที่สัมพันธ์กับบริบทวัฒนธรรมไทยและคติทางพุทธศาสนาเถรวาท ดังนั้น ความงามของภาพจิตรกรรมจึงเป็นความงามเชิงพหุนิยมทางสุนทรียศาสตร์ ที่ผสานมิติศิลปะ อารมณ์ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปกรรมเชิงรูปแบบ แต่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเชื่อมโยงสุนทรียศาสตร์ ศาสนา และจิตวิญญาณ ความงามที่ปรากฏไม่เพียงมอบประสบการณ์ทางสุนทรียะแต่ยังสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ชมให้ดำเนินชีวิตตามหลักพุทธธรรม อันเป็นสิริมงคลทั้งในระดับปัจเจกและสังคม</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พระเกรียงศักดิ์ ศรีโชติ, พระจาตุรงค์ ชูศรี, พระมหาพรชัย ศรีภักดี, พระมหายงยุทธ พลมั่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/288120 การศึกษาองค์ประกอบของเพลงที่ส่งผลต่อการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 2025-09-08T13:03:12+07:00 ปรียทรรศ์ คดีพิศาล preeyatatpk@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของเพลงที่ส่งผลต่อการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรจำนวน 475 คน และกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี จำนวน 40 คน ที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามมาตราส่วนลิเคิร์ต 5 ระดับ โดยใช้แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ส่วนที่ 2 องค์ประกอบของเพลง และส่วนที่ 3 ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษผ่านเพลง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 52.5) และมีอายุ 15 ปี (ร้อยละ 70.0) องค์ประกอบของเพลงที่มีผลต่อการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยรวมอยู่ในระดับ “มาก” (Mean = 4.24, SD = 0.78) โดยองค์ประกอบที่ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุดคือการใช้คำศัพท์ซ้ำในเพลง (Mean = 4.50, SD = 0.72) รองลงมาคือเนื้อหาในเพลง (Mean = 4.25, SD = 0.67) และจังหวะเพลง (Mean = 4.23, SD = 0.73) นอกจากนี้ ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้เพลงเป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนในระดับ “มาก” ถึง “มากที่สุด” (Mean = 4.32, SD = 0.80) โดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวกับการช่วยลดความเบื่อหน่ายและการสร้างแรงจูงใจ (Mean = 4.53, SD = 0.75–0.85) สรุปได้ว่า เพลงเป็นสื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพต่อการพัฒนาคลังคำศัพท์ภาษาอังกฤษของผู้เรียน อีกทั้งยังช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนานในเชิงบวก ดังนั้นควรส่งเสริมให้นำเพลงมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปรียทรรศ์ คดีพิศาล