https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/issue/feed
วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
2025-12-19T17:27:45+07:00
Assoc.Prof.Dr.Veerasak Jinarat
umtpoly.journal@umt.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>การดำเนินงานของวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น</strong></p> <p> วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น เริ่มดำเนินเผยแพร่บทความตามหนังสือสำคัญแสดงการจดแจ้งการพิมพ์ตามประกาศการพิมพ์ พ.ศ. 2550 และมีการเผยแพร่บทความอย่างต่อเนื่องปีละ 2 ฉบับ</p> <p> การประเมินคุณภาพวารสารวิชาการรอบที่ 4 (พ.ศ. 2563 - 2567) วารสารได้รับการรับรองคุณภาพตามกรอบมาตรฐานของศูนย์อ้างอิงวารสารไทย กลุ่มที่ 2 (TCI: Thai Journal Citation Index Centre)</p> <p> การประเมินคุณภาพวารสารวิชาการรอบที่ 5 (พ.ศ. 2568 - 2572) วารสารได้รับการรับรองคุณภาพตามกรอบมาตรฐานของศูนย์อ้างอิงวารสารไทย กลุ่มที่ 2 (TCI: Thai Journal Citation Index Centre)</p> <p> ตามหนังสือสำคัญแสดงการจดแจ้งการพิมพ์ตามประกาศการพิมพ์ 2550 เลขที่ สศก. ที่ 9/01/2568 กองบรรณาธิการได้ดำเนินการขอยกเลิกหมายเลข ISSN ได้แก่ </p> <ol> <li>หมายเลข 2673-0618</li> </ol> <p> กองบรรณาธิการได้ดำเนินการขอจดแจ้งหมายเลข ISSN ใหม่ ได้แก่</p> <ol start="2"> <li>หมายเลข ISSN ใหม่ คือ 3088-1269 (วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น-UMT-POLY Journal)</li> </ol> <p> </p>
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/287292
FROM FOUNDATIONS TO FRONTIERS: THE DEVELOPMENT AND FUTURE OF STRUCTURAL EQUATION MODELING (SEM)
2025-08-20T11:18:12+07:00
Taisith Kruasom
taisith.k@ubu.ac.th
Sumalee Ngeoywijit
sumalee.n@ubu.ac.th
Sukhawit Sopapol
sukhawit.s@ubu.ac.th
Tenatat Kosanlawit
tenatat@yahoo.com
Sairoong Sangwarn
sairoong.d@ubu.ac.th
Pichaya Adthajak
pichaya.a@umt.ac.th
<p>Structural Equation Modeling (SEM) is a versatile statistical framework for modeling complex relationships among observed and latent variables. This narrative review traces SEM's development from its foundational roots in factor and path analysis to its current integration with machine learning, Bayesian techniques, and big data analytics. We critically examine SEM’s methodological advancements, including Confirmatory Factor Analysis (CFA), Multi-Group SEM, Bayesian SEM, and Dynamic SEM, and highlight its diverse applications across psychology, education, business, and health sciences. Emphasis is placed on current challenges—such as data quality, sample size, and model mis-specification—and future opportunities enabled by open-source tools and AI integration.</p> <p>This review’s objective is explicitly aligned with the article’s purpose: to synthesize SEM’s historical development, current methodologies, challenges, and future directions into practical guidance for researchers using SEM in increasingly complex data environments. This paper provides a comprehensive synthesis for both novice and experienced researchers, offering guidance on using SEM effectively in an era of increasingly complex data environments. This review benefits readers by providing practical insights into applying SEM in their current research, guiding them to select suitable model-fitting tools and interpret results effectively.</p> <p> </p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/286952
ความสำคัญของหุ่นยนต์นักบัญชีต่อวิชาชีพบัญชี
2025-11-05T10:35:10+07:00
พิชญา อัฒจักร
pichaya.a@umt.ac.th
จินติยา จินารัตน์
umtacademic@umt.ac.th
เข็มทอง แก้วประทุม
khamtong.kk@gmail.com
วาสนา ศรีมะเรือง
musthana2018@gmail.com
จุไรวรรณ ปัตถาภูมิพัชร์
Jurairawan.p@umt.ac.th
อภิชาติ เนียงภา
apichart.n@umt.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการประยุกต์ใช้หุ่นยนต์นักบัญชี ผลกระทบและความท้าทายที่เกิดขึ้น ตลอดจนผลงานวิจัยและกรณีศึกษา โดยใช้วิธีการสังเคราะห์งานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์นักบัญชีมาใช้ในงานบัญชี และรวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจบทบาท ผลกระทบและแนวโน้มในอนาคตของเทคโนโลยีดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่า เทคโนโลยีหุ่นยนต์นักบัญชีถูกนำมาใช้กับงานที่มีลักษณะซ้ำซ้อนและมีข้อกำหนดด้านขอบเขตที่ชัดเจน เช่น การบันทึกข้อมูล การกระทบยอดและการปิดงบการเงิน ส่งผลทำให้การทำงานมีความถูกต้อง รวดเร็วและสามารถลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาในปัจจุบันสะท้อนว่าเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้นักบัญชีมีเวลาในการทำงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลและการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ นอกจากนี้ ยังนำไปใช้ในบริษัทบัญชีระดับโลกเพื่อสนับสนุนงานตรวจสอบ การบริหารภาษีและการจัดการข้อมูล</p> <p>อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์นักบัญชียังคงมีข้อกังวล ได้แก่ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูล ความถูกต้องของอัลกอริทึม ความจำเป็นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัลและความวิตกกังวลด้านแรงงานมนุษย์ที่อาจจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ แนวโน้มในอนาคตชี้ว่าการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์นักบัญชีในวิชาชีพบัญชีจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยจะเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีอื่น เช่น ปัญญาประดิษฐ์และระบบ Cloud ทำให้กระบวนการทำงานด้านบัญชีเป็นระบบอัตโนมัติอย่างครบวงจร ยกระดับบทบาทนักบัญชีให้เป็นผู้นำด้านการวิเคราะห์และการจัดการเชิงกลยุทธ์ ข้อเสนอแนะสำคัญคือ นักบัญชีและผู้ประกอบการควรปรับตัวโดยการพัฒนาทักษะใหม่ทั้งด้านดิจิทัลและการคิดเชิงวิเคราะห์ ควบคู่กับการสร้างมาตรการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านข้อมูล ส่งเสริมแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมและบูรณาการเทคโนโลยีหุ่นยนต์นักบัญชีเข้าสู่หลักสูตรการศึกษาบัญชี เพื่อเตรียมบุคลากรวิชาชีพให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต แม้ว่าเทคโนโลยีหุ่นยนต์นักบัญชีจะมีประโยชน์ แต่การนำมาใช้ยังมีความท้าทายด้านความเสี่ยงทางเทคโนโลยีและความปลอดภัยของข้อมูล ดังนั้น การประยุกต์ใช้จึงควรเป็นไปอย่างระมัดระวัง</p> <p> </p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/285375
ผลกระทบในการใช้เครื่องบินลำตัวแคบเพื่อให้บริการในเส้นทางระหว่างประเทศของสายการบินในประเทศไทย
2025-06-18T14:05:51+07:00
ธรรมนูญ วิศิษฏ์ศักดิ์
prince_jpn@hotmail.com
สุธินี มงคล
suthinee.mo@spu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการใช้เครื่องบินแบบลำตัวแคบในเส้นทางระหว่างประเทศของสายการบินที่จดทะเบียนในประเทศไทย ทั้งข้อดีและข้อเสีย รวมไปถึงความคิดเห็นและประสบการณ์ตรงจากกลุ่มตัวอย่าง นำมาอภิปราย วิเคราะห์และจัดกลุ่มเพื่อให้ทราบถึงความพึงพอใจของผู้โดยสาร เหตุผลที่เลือกทำการเฉพาะเจาะจงไปที่เส้นทางระหว่างประเทศนั้นเนื่องจากมีระยะเวลาในการบินที่มากกว่า การนำเส้นทางในประเทศมาเป็นตัวแปรในงานวิจัยอาจได้ผลที่จำกัดเนื่องจากเส้นทางในประเทศของไทยนั้นมีระยะเวลาในการบินเฉลี่ยเพียงไม่เกิน 1 ชั่วโมง 30 นาที จัดอยู่ในประเภทเที่ยวบินระยะสั้น ซึ่งไม่ต้องการความสะดวกสบายเหมือนเที่ยวบินระยะกลางหรือระยะไกล การใช้บริการเครื่องบินแบบลำตัวแคบนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้โดยสารหรือไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสายการบินที่ให้บริการมากนัก บทความวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่าง 30 ท่านแบ่งเป็นผู้โดยสารที่เดินทางอยู่เป็นประจำ 20 คนและพนักงานสายการบิน 10 คน เพื่อให้ได้ข้อมูลจากทั้งฝั่งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ</p> <p>ผลการวิจัยได้ข้อสรุปว่าเครื่องบินลำตัวแคบยังคงมีผลกระทบต่อสายการบินโดยเฉพาะในประเด็นการตัดสินใจเลือกใช้บริการและความพึงพอใจของผู้โดยสารด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ 1) ผู้โดยสารรู้สึกอึดอัด คับแคบและไม่สบายตัว 2) พื้นที่จัดเก็บสัมภาระบนเครื่องมีจำกัด 3) ไม่มีระบบความบันเทิงแบบเต็มรูปแบบ 4) ไม่มีปลั๊กไฟให้ใช้งานและ 5) พื้นที่ใช้สอยส่วนรวมบนเครื่องมีอย่างจำกัด โดยมาจากความเห็นของกลุ่มตัวอย่างถึง 80% อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มตัวอย่างอีก 20% ที่ให้ความคิดเห็นในทางกลับกัน แสดงการสนับสนุนการใช้บริการเครื่องบินแบบลำตัวแคบด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ 1) ขั้นตอนทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว 2) ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่ต่ำกว่าและ 3) มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรักษาระบบนิเวศได้มากกว่า ข้อเสนอแนะของงานวิจัยชิ้นนี้คือสายการบินที่จดทะเบียนในประเทศไทยควรประชาสัมพันธ์และให้ความรู้เพิ่มเติมถึงเหตุผลและข้อดีในการนำเครื่องบินแบบลำตัวแคบมาให้บริการในเส้นทางระหว่างประเทศ รวมไปถึงการนำผลวิจัยไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อยกระดับความพึงพอใจของผู้โดยสารให้เพิ่มขึ้นมากที่สุด </p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/285303
ความรู้และความเข้าใจดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ
2025-06-07T18:04:32+07:00
นุสบา คุณารักษ์
supapornth2366@gmail.com
เปรมยุดา ลุสมบัติ
premyuda@umt.ac.th
ภานุมาศ จินารัตน์
phanumat2503@gmail.com
พนมพร ช่วงชิง
phanomporn@umt.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้และความเข้าใจดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างเป็น คือ ผู้บริหารและครู จำนวน 400 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย และการสุ่มตัวอย่างแบบก้อนหิมะ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่าความรู้และความเข้าใจดิจิทัลของผู้บริหารในด้านทักษะการวิพากษ์ ทักษะข้อมูลและทักษะความปลอดภัยของอุปกรณ์มีอิทธิพลพยากรณ์คุณภาพการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาต้องพัฒนาครูในด้านทักษะการวิพากย์ ทักษะข้อมูล ทักษะความปลอดภัยในอุปกรณ์ เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจดิจิทัลและคุณภาพการศึกษา</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/286901
การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิลในพื้นที่ เขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ของประเทศไทย
2025-07-18T17:19:21+07:00
เฟาซีย์ ออสันตินุตสกุล
faozee23@gmail.com
สุกุลพัฒน์ คุ้มไพศาล
sukulpat@ap.tu.ac.th
<p>การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิลในพื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเป็นการตอบสนองต่อนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนและโมเดลบีซีจีของภาครัฐ รวมถึงศักยภาพและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและ<br />แหล่งอุตสาหกรรมในพื้นที่ การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางและรูปแบบการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม<br />รีไซเคิลในพื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของประเทศไทย ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิลควรเน้นรูปแบบนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทาง 2) การคัดเลือกแปลงที่ดินที่เหมาะสมพิจารณาจากทำเลและความสามารถในการเข้าถึง ขนาดและลักษณะแปลงที่ดิน สิ่งแวดล้อม กฎหมายและผังเมือง สาธารณูปโภคและระบบสนับสนุน การยอมรับของชุมชนและโอกาสการจ้างงานและศักยภาพในการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 3) การกำหนดการใช้ประโยชน์พื้นที่เน้นหลักการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินควบคู่กับกลุ่มคลัสเตอร์ ประกอบด้วย พื้นที่สำหรับกิจกรรมอุตสาหกรรมรีไซเคิล พื้นที่ศูนย์จัดการสิ่งแวดล้อม พื้นที่ศูนย์นวัตกรรมและสนับสนุนธุรกิจ พื้นที่พาณิชยกรรมและที่พักอาศัยสนับสนุน และพื้นที่สีเขียวและระบบนิเวศและ 4) การจัดหาเงินทุน ประกอบด้วย เงินทุนจากหน่วยงานภาครัฐ การร่วมทุนกับภาครัฐหรือองค์กรเอกชน การขายคาร์บอนเครดิต การเงินสีเขียวหรือการเงินเพื่อความยั่งยืน และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/281876
ความคิดเห็นในการเลือกใช้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์ของร้านอินเทอร์เน็ต ในเขตจังหวัดยโสธร
2025-02-19T17:41:58+07:00
สมคิด นามสิงห์ษา
Somkiddd111@evc.ac.th
จักรพันธ์ แสงตา
Jakkapan198555@gmail.com
พุฒิพงค์ อิ่มประสงค์
phot_y2009@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นในการเลือกใช้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์ของร้านอินเทอร์เน็ต 2) วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความคิดเห็นในการเลือกใช้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์ของร้านอินเทอร์เน็ต และ 3) เสนอแนะแนวทางการพัฒนาด้านการบริการของร้านอินเทอร์เน็ต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้จากการเลือกแบบเจาะจง โดยเป็นผู้ใช้บริการร้านอินเทอร์เน็ต จำนวน 14 แห่ง ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดยโสธร รวมทั้งสิ้น 397 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยสูงสุด–ต่ำสุด และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อการเลือกใช้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์ของร้านอินเทอร์เน็ตในระดับมาก โดยปัจจัยด้านราคาค่าบริการและการส่งเสริมการตลาดมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ได้รับคะแนนต่ำที่สุด การเปรียบเทียบความคิดเห็นตามปัจจัยส่วนบุคคลไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้บริการให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของราคา ความสะดวกและโปรโมชั่นมากกว่าคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดยตรง ข้อค้นพบนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของร้านอินเทอร์เน็ตและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/287265
การพัฒนาเกมกระดานโดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
2025-09-05T13:24:16+07:00
ศมนีย์ สุขปลั่ง
samaneesukplang@gmail.com
สิริฉันท์ สถิรกุล เตชพาหพงษ์
sirichan.s@chula.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเกมกระดานส่งเสริมความรู้ทางการเงิน 2) ศึกษาความรู้ทางการเงินของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสัมภาษณ์ แบบประเมินคุณภาพต้นแบบเกมกระดาน แบบสอบความรู้ทางการเงินและแบบสอบถามความพึงพอในใจการเล่นเกมกระดาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่านักเรียนมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ทางการเงินหลังเรียน โดยใช้เกมกระดานเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p = 0.111, t = 1.26) นักเรียนสายการเรียนวิทย์ – คณิต มีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ทางการเงินหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p = .035, t = 2.45) นักเรียนเพศหญิงมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ทางการเงินหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p = 0.016, t = 2.68) ทั้งนี้เกมกระดานส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่พัฒนา โดยใช้แนวคิดเชิงออกแบบมีลักษณะเป็นเกมแนววางแผนและมีกลไกเกมที่เน้นการคิดสอดคล้องกับเนื้อด้านการเงินที่เน้นการคิดวางแผนและบริหารในชีวิตจริง ซึ่งผู้เล่นจะได้บริหารเงินและเวลาที่มีอย่างจำกัด โดยเกมกระดานนี้สามารถเพิ่มความรู้ทางการเงินของผู้เรียนได้</p> <p> </p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/281845
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล : กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบล ในเขตอำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร
2025-04-19T22:34:15+07:00
ปภพพล เติมธีรกิจ
Pope2555@yahoo.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความคิดเห็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลและ (2) เปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล จำแนกตามเพศ สถานภาพ วุฒิการศึกษา อายุและอาชีพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร จำนวน 392 คน เก็บข้อมูลโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ การวิเคราะห์เชิงพรรณนา สถิติทดสอบทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของตัวแปร</p> <p>ผลการศึกษาวิจัยพบว่าระดับความคิดเห็นด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.29, S.D. 0.448) การเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล ผลการวิจัยพบว่าเพศ สถานภาพ วุฒิการศึกษา อายุและอาชีพที่แตกต่างกันมีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลไม่แตกต่าง (P value > 0.05) การวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายด้านการบริหารงานท้องถิ่นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลได้</p> <p> </p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/281854
การตัดสินใจของผู้บริโภคในการเลือกใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบบรายเดือน ในเขตอำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร
2025-02-19T12:20:19+07:00
อทิตยา ปานแดงสุขา
pandaengsuk.ket@gmail.com
นาฏฤดี ยมกวาง
nat_rudee@hotmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการตัดสินใจเลือกซื้อแพ็กเกจ อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์แบบรายเดือน และเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของการตัดสินใจเลือกซื้อแพ็กเกจ อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์แบบรายเดือน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคในเขตอำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร จำนวน 399 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การตัดสินใจของผู้บริโภคโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าการตัดสินใจซื้อ การประเมินทางเลือก การตระหนักถึงความต้องการซื้อและการค้นหาข้อมูล อยู่ในระดับมาก ส่วนพฤติกรรมภายหลังการซื้อ อยู่ในระดับปานกลาง 2) การเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของการตัดสินใจเลือกซื้อแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตโทรศัพท์แบบรายเดือน ผลการวิจัยพบว่าเพศชายกับเพศหญิงมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตโทรศัพท์แบบรายเดือนไม่แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 นอกจากนี้ พบว่าผู้บริโภคที่มีปัจจัยส่วนบุคคล ด้านสถานภาพ วุฒิการศึกษาและอายุและส่วนประสมทางการตลาดที่แตกต่างกัน มีการตัดสินใจเลือกซื้อแพ็กเกจ อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์แบบรายเดือนไม่แตกต่างกัน ผลการวิจัยครั้งนี้มีประโยชน์ต่อผู้ประกอบการที่ให้บริการ อินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้เพื่อวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคได้ในอนาคต</p> <p> </p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/285330
อิทธิพลของทักษะปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะของครูที่มีผลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน ในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ
2025-06-07T17:34:35+07:00
วรพงษ์ ไกยราช
woraphong@gmail.com
ดวงเดือน ศิริโท
duangduen.s@umt.ac.th
นริศรา จินารัตน์
narissara.p@umt.ac.th
อุษณีย์ แสงสุข
krunoi5662@gmail.com
เพ็ญศรี ทองสุทธิ์
Pensri.t2@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของทักษะปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะของครูที่มีผลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน ในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ โดยผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและครู จำนวนทั้งสิ้น 350 คน เครื่องมือวิจัยที่ใชในการศึกษาคือแบบสอบถาม และวิเคราะห์ผลด้วยสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลวิจัยพบว่า องค์ประกอบของทักษะปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะในด้านความหมายของปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ การใช้ปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะและการทำงานของปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะมีอำนาจพยากรณ์ร่วมกันต่อผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.00 และมีสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ที่ ร้อยละ 74.00 มาตรฐานขององค์ประกอบ เท่ากับ 345.17 ความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน เท่ากับ 0.41 ดังนั้น สรุปได้ว่าผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนเกิดขึ้นจากความสามารถของครูที่มีทักษะปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเข้าใจการทำงาน ความหมายและการใช้ปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะของครู อย่างไรก็ตาม ควรมุ่งเน้นการฝึกทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของปัญญาประดิษฐ์เป็นอันดับแรก เนื่องจากมีค่าน้ำหนักสูงสุดที่ 0.43 ควบคู่ไปกับการส่งเสริมทักษะการใช้งานของปัญญาประดิษฐ์ และความเข้าใจความหมายของปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การบูรณาการองค์ประกอบการทำงานของปัญญาประดิษฐ์เข้าสู่หลักสูตรอาชีวศึกษาอย่างเข้มข้น จึงเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางเทคนิค ควบคู่ไปกับความตระหนักรู้ด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมในยุคดิจิทัล บ่งชี้ว่าทักษะปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะมีอำนาจพยากรณ์ต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะอิทธิพลของการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ส่งผลมากเป็นลำดับหนึ่ง ดังนั้น จึงควรใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้ให้มากยิ่งขึ้น</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/286045
การจัดการธุรกิจสถานศึกษาเอกชนภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย: การศึกษาประเด็นปัญหาและแนวทางปฏิรูปตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 เปรียบเทียบกับต่างประเทศ
2025-06-18T00:07:41+07:00
พรพรรณ ว่องไว
wai000@hotmail.com
วัชราภรณ์ เสือสมิง
watcharaporn1613@gmail.com
สมพร อนันตวรพจน์
chiang201@hotmail.com
มารศรี เพ็ญโรจน์
academic@umt.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการ แนวคิดและกรอบทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและการบริหารสถานศึกษาเอกชน วิเคราะห์ข้อจำกัดของพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน ตลอดจนเสนอแนวทางการปฏิรูปกฎหมายเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเสรีภาพในการประกอบกิจการและการคุ้มครองมาตรฐานการศึกษา การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการวิเคราะห์เอกสารกฎหมาย และการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศที่มีระบบการจัดการสถานศึกษาเอกชนที่เข้มแข็ง ได้แก่ ฟินแลนด์ สิงคโปร์และญี่ปุ่น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กฎหมายไทยยังคงมีลักษณะการควบคุมที่เข้มงวด โดยเน้นที่โครงสร้างและกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ทางการศึกษา ซึ่งทำให้สถานศึกษาเอกชนประสบปัญหาในการพัฒนาและแข่งขันทางธุรกิจ ในทางตรงกันข้าม กฎหมายในต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการบริหารจัดการอย่างมีอิสระ โดยมีกลไกการประกันคุณภาพที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส ดังนั้น งานวิจัยจึงเสนอโมเดล "การกำกับดูแลแบบสมดุล" และแนวทางการปฏิรูปกฎหมายในเชิงนโยบายที่ส่งเสริมความยืดหยุ่นทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับการคงไว้ซึ่งมาตรฐานทางการศึกษาที่รัฐสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/288975
การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุและกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง จังหวัดน่าน
2025-10-09T14:35:44+07:00
กัญญ์ณพัชญ์ ดวงแก้ว
duangsamorn.d@rmutl.ac.th
กัลยา พงสะพัง
kanlaya_p@rmutl.ac.th
กิจจาณัฏฐ์ ตั้งจิตนุสรณ์
kitjanat_ta@rmutl.ac.th
นงนุช เกตุ้ย
nongnuchketui@rmutl.ac.th
ศิริลักษณ์ แก้วศิริรุ่ง
siriluxk@rmutl.ac.th
ขนิษฐา หอมจันทร์
kanithahomjun@rmutl.ac.th
วรวิทย์ ฝั้นคำอ้าย
worrawit@rmutl.ac.th
บรรจง อูปแก้ว
landscape@rmutl.ac.th
ณัฐกร ไชยแสน
natthakorn_c@rmutl.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุภายในและภายนอกที่มีผลต่อการกำหนดกลยุทธ์ และประเมินความสามารถในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และเพื่อเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านองค์ความรู้ในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง จังหวัดน่าน โดยมุ่งเติมเต็มช่องว่างทางองค์ความรู้เชิงบริบท ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ร่วมกับการวิจัยเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถาม และใช้การวิเคราะห์ SWOT ควบคู่กับสถิติเชิงพรรณนาเพื่อสังเคราะห์ผลการศึกษา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยเชิงสาเหตุนำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์ 4 ด้าน ได้แก่ กลยุทธ์เชิงรุกที่มุ่งพัฒนาเอกลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรม กลยุทธ์เชิงรับที่เน้นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและการจัดการการผลิต กลยุทธ์เชิงป้องกันที่มุ่งสร้างความแตกต่างในตลาด และกลยุทธ์เชิงแก้ไขที่เน้นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและการใช้เทคโนโลยี กลยุทธ์เหล่านี้สอดคล้องกับแนวคิดการสร้างความแตกต่างของ Porter ในปี ค.ศ. 1985 ทั้งนี้พบว่า ความได้เปรียบทางการแข่งขันด้านการสร้างความแตกต่างมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด จุดแข็งคือการบูรณาการเอกลักษณ์วัฒนธรรมเข้ากับการจัดการห่วงโซ่คุณค่าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างการเล่าเรื่องเกี่ยวกับลวดลายผ้าและพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งเพื่อความยั่งยืน</p> <p> </p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น