วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly
<p><strong>การดำเนินงานของวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น</strong></p> <p> วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น เริ่มดำเนินเผยแพร่บทความตามหนังสือสำคัญแสดงการจดแจ้งการพิมพ์ตามประกาศการพิมพ์ พ.ศ. 2550 และมีการเผยแพร่บทความอย่างต่อเนื่องปีละ 2 ฉบับ : ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p> การประเมินคุณภาพวารสารวิชาการรอบที่ 4 (พ.ศ. 2563 - 2567) วารสารได้รับการรับรองคุณภาพตามกรอบมาตรฐานของศูนย์อ้างอิงวารสารไทย กลุ่มที่ 2 (TCI: Thai Journal Citation Index Centre)</p> <p> การประเมินคุณภาพวารสารวิชาการรอบที่ 5 (พ.ศ. 2568 - 2572) วารสารได้รับการรับรองคุณภาพตามกรอบมาตรฐานของศูนย์อ้างอิงวารสารไทย กลุ่มที่ 2 (TCI: Thai Journal Citation Index Centre)</p> <p> ตามหนังสือสำคัญแสดงการจดแจ้งการพิมพ์ตามประกาศการพิมพ์ 2550 เลขที่ สศก. ที่ 9/01/2568 กองบรรณาธิการได้ดำเนินการขอยกเลิกหมายเลข ISSN ได้แก่ </p> <ol> <li>หมายเลข 2673-0618</li> </ol> <p> กองบรรณาธิการได้ดำเนินการขอจดแจ้งหมายเลข ISSN ใหม่ ได้แก่</p> <ol start="2"> <li>หมายเลข ISSN ใหม่ คือ 3088-1269 (วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น-UMT-POLY Journal)</li> </ol> <p> </p>
มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
th-TH
วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
3088-1269
<p><strong>ประกาศลิขสิทธิ์</strong><br /> เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ<br /> บทความ ข้อมูล เนื้อหาหรือรูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำข้อมูลทั้งหมดหรือบางส่วนไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์นก่อนเท่านั้น<br /><br /></p>
-
FROM SATISFACTION TO SATURATION: RE-THEORIZING CUSTOMER SATISFACTION IN MATURE RESEARCH FIELDS
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/291908
<p>Customer satisfaction has long occupied a central position in marketing and service research. While methodological sophistication has advanced substantially, theoretical development has not progressed at a comparable pace. This article addresses this imbalance by conceptualizing customer satisfaction as a theoretically saturated construct and treating saturation not as exhaustion, but as a signal for re-theorization. Using conceptual synthesis informed by field-level diagnostic mapping of prior studies, the article develops a new theoretical architecture that reconceptualizes satisfaction through three lenses: dynamic adjustment, socio-emotional contract, and legitimacy and risk signaling. These reframing shifts satisfaction from a static evaluative outcome toward a dynamic, relational, and context-embedded construct. The framework is translated into a measurement agenda emphasizing multidimensional, longitudinal, nonlinear, and internal–external integrated designs.</p> <p>The article also proposes a research agenda focused on (i) distinguishing satisfaction, dissatisfaction, and delight, (ii) extending trust and security beyond financial services, and (iii) modeling satisfaction trajectories across relationship life cycles. It concludes that customer satisfaction cannot be revitalized through more precise measurement alone, but requires meaningful conceptual redefinition aligned with contemporary service realities.</p> <p> </p>
Taisith Kruasom
Rattanaporn Saelee
Pornpirat Kantatasiri
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
23 1
146
161
-
ความไม่สมดุลระหว่างสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐและนโยบายลดหย่อนภาษีในประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/296720
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ความไม่สมดุลเชิงนโยบายและผลกระทบของการลดหย่อนภาษีอุปการะบิดามารดาที่มีต่อสิทธิที่พึงได้รับในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐและ 2) เสนอแนะแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำและการปฏิรูปโครงสร้างภาษี โดยเป็นการประมวลและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเอกสารจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ กฎหมาย นโยบายการคลังและเอกสารทางวิชาการ วิเคราะห์ข้อมูลในเชิงเนื้อหาร่วมกับแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง</p> <p>บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า 1) การที่ภาครัฐบูรณาการนโยบายร่วมกันระหว่างสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐและการลดหย่อนภาษีอุปการะบิดามารดานั้น อาจนำมาสู่ความไม่สมดุลเชิงนโยบาย เนื่องจากระบบคัดกรองมีเงื่อนไขที่ทับซ้อนนำมาสู่การจำกัดสิทธิสวัสดิการที่พึงได้รับของผู้สูงอายุ กลไกดังกล่าวนำไปสู่การอนุมานว่าผู้สูงอายุมีผู้อุปการะที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและตกอยู่ในภาวะจำยอม 2) ความไม่สมดุลของนโยบายก่อให้เกิดผลกระทบในลักษณะเกมศูนย์ เนื่องจากในเชิงเศรษฐศาสตร์อาจก่อให้เกิด ภาวะขาดทุนทางการคลังแฝง รวมทั้งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างครอบครัวเพราะว่าขาดทุนจากนโยบายรัฐและอาจแปรสภาพสายใยความกตัญญูให้กลายเป็นข้อพิพาททางกฎหมาย การให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของการปฏิรูปสิทธิประโยชน์ทางภาษี ภาครัฐควรทบทวนและปรับปรุงนโยบายการลดหย่อนภาษีสู่ระบบเครดิตภาษีและจำกัดเพดานขั้นสูง เพื่อลดรายจ่ายทางภาษีที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้มีรายได้สูงอย่างไม่สมดุล รวมทั้ง ควรทบทวนเงื่อนไขการนำสิทธิการลดหย่อนภาษีอุปการะบิดามารดามาเป็นเกณฑ์จำกัดสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐและมุ่งเน้นการจัดสรรงบประมาณสร้างระบบสวัสดิการแบบถ้วนหน้า อนึ่ง แม้ว่าในปัจจุบันภาครัฐอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนนโยบาย ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงการรับฟังเสียงจากประชาชน แต่กระบวนการบังคับใช้มาตรการสวัสดิการแห่งรัฐที่ผ่านมายังคงสร้างความวิตกกังวลและกระทบต่อสภาวะจิตใจของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ควรนำผลกระทบดังกล่าวมาใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อจัดทำนโยบายสาธารณะที่สมดุลในปีถัดไป</p>
พิชญา อัฒจักร
เข็มทอง แก้วประทุม
วีระศักดิ์ สิงห์คำ
สุภาพร ทองสร้อย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
23 1
162
176
-
ความรู้และความเข้าใจสื่อของครูที่มีผลต่อการเข้าร่วมของนักเรียนและผลลัพธ์การเรียนรู้ทั่วไป ของโรงเรียนเอกชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/292294
<p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลของความรู้และคามเข้าใจสื่อของครูที่ส่งผลต่อการเข้าร่วมของนักเรียน 2) ศึกษาอิทธิพลของความรู้และความเข้าใจสื่อของครูที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ทั่วไป เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชน จำนวน 370 คน เป็นการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เฉพาะในโรงเรียนเอกชนเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และนำมาวิเคราะห์วิเคราะห์ผลด้วยสถิติถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลวิจัยพบว่า องค์ประกอบของความรู้และความเข้าใจสื่อในด้านทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการประเมิน และทักษะการเข้าถึง มีอิทธิพลต่อการเข้าร่วมของนักเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีผลทดสอบ F = 180.64 (Sig. 000) กับมีสัมประสิทธิ์ทำนายผลที่ .67 ความคลาดเคลื่อนสะสมเท่ากับ .22 รวมถึงมีความเป็นอิสระของตัวแปรเหตุที่ค่า Durbin-Watson 1.84 นอกจากนี้ องค์ประกอบของความรู้และความเข้าใจสื่อในด้านทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการประเมิน ทักษะการมีส่วนร่วม และทักษะการเข้าถึง มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ทั่วไป ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีผลทดสอบ F = 92.29 (Sig. 000) กับมีสัมประสิทธิ์ทำนายผลที่ .56 ความคลาดเคลื่อนสะสมเท่ากับ .23 รวมถึงมีความเป็นอิสระของตัวแปรเหตุที่ค่า Durbin-Watson 1.50 ผลการวิจัยได้นำเสนอว่า ความรู้และความเข้าใจสื่อของครูสามารถทำให้เกิดการเข้าร่วมของนักเรียนและผลลัพธ์การเรียนรู้ทั่วไปในโรงเรียนเอกชน</p> <p> </p>
อมร มากดี
ภานุมาศ จินารัตน์
ศุภชัย ผ่องราศี
รุจิกร แก้วเนตร
ภูมิชาย สิมมาเคน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
23 1
1
10
-
การพัฒนาบทเรียนออนไลน์โดยใช้เทคนิค SQ4R เพื่อพัฒนาความสามารถ ในการอ่านเพื่อความเข้าใจสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/291939
<p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ โดยใช้เทคนิค SQ4R สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์โดยใช้เทคนิค SQ4R และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 ที่มีต่อบทเรียนออนไลน์โดยใช้เทคนิค SQ4R ตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านนาพิน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) บทเรียนออนไลน์โดยใช้เทคนิค SQ4R 2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์โดยใช้เทคนิค SQ4R 3) แบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์โดยใช้เทคนิค SQ4R เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 79.59/77.29 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 75/75 2) นักเรียนมีความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์โดยใช้เทคนิคSQ4R พบว่า คะแนนหลังเรียน "X" ̅ = 23.19 และคะแนนก่อนเรียน "X" ̅ = 11.94 แสดงให้เห็นว่า ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์โดยใช้เทคนิค SQ4R โดยรวมอยู่ในระดับมาก "X" ̅ =4.49 และ S.D = 0.74<br /><br /></p>
สุภาวรรณ สีสุทะ
สาวิตรี เถาว์โท
วชิราภรณ์ กิจพูนผล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
23 1
11
22
-
การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมเกมการศึกษา แบบเรียนปนเล่น เน้นกระบวนการ ประสานความร่วมมือ ผ่านสื่อสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้พัฒนาด้านสติปัญญา สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/292250
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมเกมการศึกษาแบบเรียนปนเล่น 2) หาประสิทธิภาพของรูปแบบตามเกณฑ์ 80/80 3) เปรียบเทียบพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้รูปแบบ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อรูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนาร่วมกับแบบแผนการทดลองแบบ One-Group Pretest–Posttest Design กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 15 คน ได้มาจากการเลือกแบบทั้งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้จำนวน 24 แผน แบบทดสอบพัฒนาการด้านสติปัญญา แบบสังเกตพฤติกรรมและแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติอนุมาน ได้แก่ Dependent t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 2) รูปแบบมีประสิทธิภาพ 86.67/92.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 3) เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการด้านสติปัญญาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) เด็กมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมในระดับมาก ดังนั้น สถานศึกษาและครูผู้สอนระดับปฐมวัยควรนำรูปแบบการจัดประสบการณ์แบบเรียนปนเล่นนี้ไปประยุกต์ใช้ โดยปรับให้เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน ทรัพยากรและสภาพแวดล้อม เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาอย่างยั่งยืน</p> <p> </p>
ปนัดดา ชาลี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
23 1
23
31
-
THE MEDIATING ROLE OF PRODUCT TRUST IN LINKING VALUE CHAIN MANAGEMENT AND GREEN CONSUMPTION INTENTION: EVIDENCE FROM GUANGXI, CHINA
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/292944
<p>This study addresses the gap between environmental awareness and actual green consumption behavior, particularly in emerging markets where trust and supply chain transparency remain critical. It examines the effects of value chain management and chain trust on product trust and investigates how these factors influence green consumption intention, with product trust as a mediating variable. A quantitative design was employed using a structured questionnaire administered to 400 consumers in Guangxi Zhuang Autonomous Region, China. Purposive and convenience sampling were applied. All constructs were measured using a five-point Likert scale, and data were analyzed using Structural Equation Modeling (SEM).</p> <p>The results show that value chain management (β = 0.63, p < 0.001) and chain trust (β = 0.51, p < 0.001) significantly affect product trust, which in turn influences green consumption intention (β = 0.48, p < 0.001). Both value chain management (β = 0.28, p < 0.001) and chain trust (β = 0.26, p < 0.001) also have direct effects. Mediation analysis confirms the significant mediating role of product trust. These findings highlight the importance of operational capabilities and trust mechanisms in promoting sustainable consumer behavior.</p>
Lin Mai
Thanasuwit thabhiranrak
Xin Liu
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
23 1
32
48
-
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และสัญญาณ Wi-Fi สำหรับการจัดการระบบรักษาความมั่นคงในที่พักอาศัย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/294831
<p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) นำเสนอวิธีการตรวจจับการบุกรุกในที่พักอาศัยโดยใช้ข้อมูลสถานะช่องสัญญาณจาก Wi-Fi ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์และการปรับเกณฑ์ตัดสินใจแบบอัตโนมัติ 2) ศึกษาความทนทานของแบบจำลองเมื่อทำงานข้ามสภาพแวดล้อม 3) ศึกษาตำแหน่งติดตั้งที่เหมาะสมเพื่อลดการแจ้งเตือนผิดพลาดจากสัตว์เลี้ยง งานวิจัยเชิงทดลองนี้ใช้ ESP32 เก็บข้อมูล CSI และใช้แบบจำลอง LSTM Autoencoder ที่มีจุดเด่นในการวิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมเวลาและเป็นการเรียนรู้แบบไม่มีผู้สอนเพื่อช่วยลดภาระในการติดฉลากข้อมูล และประเมินประสิทธิภาพด้วยค่า Precision, Recall, F1-score และ AUC</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) วิธีการที่นำเสนอมีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบจำลองพื้นฐานโดยมีค่า F1-score 0.970 และ AUC 0.995 ในสภาพแวดล้อมเดิม 2) วิธีการที่นำเสนอมีความยืดหยุ่นและทนทานสูงเมื่อทำงานข้ามสภาพแวดล้อมในห้องนั่งเล่นและห้องนอนค่า F1-score 0.933 และ 0.923 ตามลำดับ 3) การแจ้งเตือนผิดพลาดจากสัตว์เลี้ยงลดลงเหลือ 2.41% ที่ความสูง 1.2 เมตร ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของวิธีการที่นำเสนอสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นระบบรักษาความมั่นคงในที่พักอาศัยได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
สมพล ฉิมแสง
ชัยพร เขมะภาตะพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
23 1
49
63
-
การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้การเรียนรู้ ด้วยทีมเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/295185
<p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้การเรียนรู้ด้วยทีม เป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มา โดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 12 แผน พร้อมชุดกิจกรรม การเรียนรู้ด้วยทีมเป็นฐาน มีค่าคุณภาพของแผนเท่ากับ 4.78 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยทีมเป็นฐานมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.13/85.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ และนักเรียนมีพัฒนาการทักษะการอ่านหลังเรียนเฉลี่ยร้อยละ 73.62 อยู่ในระดับสูง 2) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ผลการอภิปรายชี้ให้เห็นว่า การเรียนรู้ด้วยทีมเป็นฐานสามารถยกระดับทักษะการอ่านและความคงทนในการเรียนรู้ได้ อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกระบวนการทดสอบความพร้อมรายกลุ่มและการให้ข้อมูลป้อนกลับทันทีช่วยลดความวิตกกังวล เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนกลวิธีการอ่านและช่วยจัดระบบความจำระยะยาวแทนการท่องจำ งานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะว่า ครูผู้สอนควรใช้การจัดการเรียนรู้เชิงแก้ไขร่วมกับการให้ข้อมูลป้อนกลับในทันที ปรับเวลาให้ยืดหยุ่นตามความยากง่าย ของเนื้อหา นำแผนผังมโนทัศน์มาใช้จัดระบบความคิด<strong><br /></strong></p>
ณัฐวรินทร์ เรืองฤทธิ์ราวี
สรรพสิริ ส่งสุขรุจิโรจน์
กชกร ธิปัตดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
23 1
64
77
-
การพัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาญี่ปุ่น โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/295209
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคห้องเรียนกลับด้านร่วมกับแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบทักษะในการฟังและการพูดก่อนและหลังเรียนของนักเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ ดังกล่าว กลุ่มประชากรคือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบทักษะการฟัง แบบทดสอบทักษะการพูด และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 77.53/77.00 2) ทักษะในการฟังและการพูดหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.85, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.33) ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ด้านครูผู้สอน ด้านนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผลและด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ผู้กำหนดนโยบายควรปรับปรุงหลักสูตรภาษาต่างประเทศให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับวิถีการศึกษายุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมสถานการณ์จำลอง เพื่อพัฒนาทักษะการฟังและการพูด แทนการท่องจำ พร้อมทั้งสนับสนุนเทคโนโลยีการเรียนรู้ที่ช่วยขับเคลื่อนสมรรถนะนักเรียนให้ตรงกับความต้องการของสังคมปัจจุบัน</p>
วิภาพร ดวงสินธุ์
สรรพสิริ ส่งสุขรุจิโรจน์
สาวิตรี เถาว์โท
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
23 1
78
91
-
หลักนิติธรรมกับการบริหารงานภาครัฐในยุคดิจิทัล
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/295652
<p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลกระทบของการบริหารภาครัฐในยุคดิจิทัลต่อหลักนิติธรรมและ 2) เสนอแนวทางพัฒนาการบริหารภาครัฐให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรม การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ดำเนินการผ่านระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสาร ประกอบด้วย กฎหมาย บทความวิชาการ เอกสารเชิงนโยบาย โดยการทบทวนวรรณกรรมและการคัดกรองเอกสารตามเกณฑ์ที่ตีพิมพ์ในช่วงปี พ.ศ. 2559-2568 วิเคราะห์ข้อมูลในเชิงเนื้อหาร่วมกับแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารงานภาครัฐส่งผลกระทบต่อหลักนิติธรรมทั้งในมิติเชิงบวกและเชิงลบ ในเชิงบวกพบว่าการใช้ระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดขั้นตอนการทุจริตและสนับสนุนการตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม ในเชิงลบพบว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ก่อให้เกิดความท้าทายหลายประการ ได้แก่ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออคติและความไม่โปร่งใสของระบบ การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลและการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในการเข้าถึงบริการของรัฐ จากการอภิปรายผลชี้ให้เห็นว่า การบริหารภาครัฐจะธำรงหลักนิติธรรมไว้ได้เมื่อมีการเทคโนโลยีมาบูรณาการร่วมกับกฎหมาย ดังนั้น ภาครัฐจึงควรเร่งพัฒนากฎหมายและกลไกกำกับดูแล ออกแบบระบบที่ยึดการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลตั้งแต่ต้น ตลอดจนส่งเสริมทักษะทางดิจิทัลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม</p> <p> </p> <p> </p>
วัชราภรณ์ เสือสมิง
กิตติ์ชญาห์ เหมทานนท์
รังสรรค์ คงทอง
ภาวิณี อร่ามเรือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
23 1
92
100
-
ระบบสารสนเทศเพื่อตรวจสอบความซ้ำซ้อนของการเสนอหัวข้องานวิจัย ด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้เทคนิคเชิงลึกและดาต้าคลีนซิ่ง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/295795
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยประยุกต์ใช้แบบจำลองสำเร็จรูป ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับตรวจสอบความซ้ำซ้อนของการเสนอหัวข้องานวิจัย โดยใช้เทคนิค Data Cleansing, Text Embedding, Cosine Similarity และ 2) ศึกษาประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศเพื่อตรวจสอบความซ้ำซ้อนของการเสนอหัวข้องานวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดสอบเป็นงานวิจัยจำนวน 10 เรื่อง วิเคราะห์ข้อมูลตามเกณฑ์ความคล้ายคลึงเชิงอรรถศาสตร์ที่แสดงเป็นค่าร้อยละและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชันสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระบวนการเตรียมข้อมูลด้วยเทคนิค Data Cleansing พบว่าช่วยลดข้อมูลรบกวนและเพิ่มความถูกต้องในการประมวลผลอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งการประยุกต์ใช้เทคนิค Text Embedding และ Cosine Similarity ทำให้ระบบสามารถตรวจจับความซ้ำซ้อนในเชิงบริบทและความหมายเชิงลึกได้แม่นยำกว่าการเปรียบเทียบคำสำคัญแบบเดิม ผลการทดสอบประสิทธิภาพพบว่า ระบบสามารถวิเคราะห์และจัดอันดับความซ้ำซ้อนของหัวข้องานวิจัยได้สอดคล้องตามเกณฑ์ที่กำหนด ดังนั้น ระบบสารสนเทศดังกล่าวจึงมีความเหมาะสมที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในระดับองค์กร ทั้งในด้านการวางแผนการดำเนินงาน โดยใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการจัดการข้อมูลงานวิจัยอย่างเป็นระบบ รวมทั้งด้านการสนับสนุนการตัดสินใจ โดยบูรณาการข้อมูลเพื่อเป็นฐานประกอบการตัดสินใจอนุมัติทุนสนับสนุนโครงการวิจัยเรื่องใหม่ ส่งผลให้สามารถบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรการวิจัยได้อย่างเหมาะสม</p>
ปกรณ์ กัลปดี
ปิยะวัฒน์ อัฒจักร
อัจฉริยา เหล่าศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
23 1
101
116
-
อิทธิพลของแรงจูงใจการเป็นผู้ประกอบการและการสนับสนุนทางสังคมที่ส่งผลต่อความตั้งใจ การเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/296602
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจการเป็นผู้ประกอบการ การสนับสนุนทางสังคมและความตั้งใจการเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ 2) ศึกษาอิทธิพลของแรงจูงใจการเป็นผู้ประกอบการและการสนับสนุนทางสังคมที่ส่งผลต่อความตั้งใจการเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคปกติ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จำนวน 13,201 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 410 คน ได้จากการสุ่มแบ่งชั้นแบบไม่เป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจการเป็นผู้ประกอบการ การสนับสนุนทางสังคมและความตั้งใจการเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า การสนับสนุนของภาครัฐ การตั้งเป้าหมาย ด้านเทคโนโลยี ด้านสิ่งแวดล้อมและความต้องการความสำเร็จ มีอิทธิพลทางบวกต่อความตั้งใจการเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการสนับสนุนของภาครัฐมีอิทธิพลสูงสุด รองลงมา ได้แก่ การตั้งเป้าหมาย ด้านเทคโนโลยี ด้านสิ่งแวดล้อมและความต้องการความสำเร็จ ตามลำดับ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าความตั้งใจการเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาเกิดจากทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ การมีเป้าหมายที่ชัดเจน การมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ดังนั้น มหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันส่งเสริมระบบนิเวศด้านการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและเพิ่มโอกาสในการเป็นผู้ประกอบการในอนาคต ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการพัฒนาหลักสูตร กิจกรรม และนโยบายส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการของสถาบันอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นแนวทางสำหรับหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการออกแบบมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มการสร้างธุรกิจใหม่ การจ้างงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและประเทศอย่างยั่งยืน</p>
พีชญาดา พื้นผา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
23 1
117
133
-
ผลกระทบของเศรษฐกิจสีเขียวและ Net Zero Carbon ต่อการส่งออกของ SMEs ไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/296681
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลกระทบของเศรษฐกิจสีเขียวและเป้าหมาย Net Zero Carbon ต่อการส่งออกของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ไทย (2) ศึกษาต้นทุนและแนวทางการปรับตัวของ SMEs ไทยต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในการค้าระหว่างประเทศ (3) ประเมินโอกาสทางการแข่งขันจากการปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว และ (4) เสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการส่งออกอย่างยั่งยืน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้ประกอบการ SMEs ไทย จำนวน 200 ราย ใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ อาหารและเกษตรแปรรูป สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน และโลหะและวัสดุก่อสร้าง ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการ SMEs ไทยได้รับผลกระทบจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าในระดับปานกลางถึงสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโลหะและวัสดุก่อสร้าง ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแสดงให้เห็นว่า ความพร้อมในการวัดและรายงานข้อมูลคาร์บอน การใช้พลังงานหมุนเวียน การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสีเขียว และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว มีอิทธิพลเชิงบวกต่อขีดความสามารถในการส่งออกของ SMEs อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R² = 0.612, F = 78.45, p < 0.001) โดยความพร้อมในการวัดและรายงานข้อมูลคาร์บอนมีอิทธิพลสูงที่สุด (β = 0.380) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการดำเนินธุรกิจตามเป้าหมาย Net Zero Carbon จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทย ดังนั้น ภาครัฐควรสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว พัฒนาระบบการวัดและรับรองคาร์บอน และเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับการแข่งขันและการส่งออกอย่างยั่งยืน</p>
สุธินี มงคล
ธรรมนูญ วิศิษฏ์ศักดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
23 1
134
145