วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs <p> วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม ครอบคลุมในศาสตร์ด้านบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ บัญชี และการบริการ ในรูปแบบของบทความที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ และบทความที่มีคุณภาพทางวิชาการที่สามารถอ้างอิงและนำไปใช้ประโยชน์ได้</p> <p><strong>วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ขอรับรองว่าวารสารมีการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 ปี และมีการตรวจสอบคุณภาพของบทความโดยคณะผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (peer reviewer) ในสาขา วิชานั้นๆ หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน อย่างน้อย 3 คนและใช้วิธีการประเมินแบบ "Double -blind Process” ก่อนที่จะเผยแพร่สู่สาธารณชน และใช้ในการขอตำแหน่งทางวิชาการได้</strong></p> <p><strong> </strong>วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีกำหนดการเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 (มกราคม–มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (กรกฎาคม–ธันวาคม) โดยพิจารณาตีพิมพ์บทความ 2 ประเภท ได้แก่ (1) บทความวิจัย (Research Article) และ (2) บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p> <strong>บทความที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาที่จะตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการฯ ปีที่ 46 ฉบับที่ 1 (เดือน มกราคม – มิถุนายน 2569) เป็นต้นไป</strong> <strong><u>จะไม่เก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</u> (ตามประกาศ มกค.ที่ 249/2568) </strong></p> en-US <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ลิขสิทธิ์ของบทความ</strong></span></p> <p>ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ห้ามมิให้นำเนื้อหา ทัศนะ หรือข้อคิดเห็นใด ๆ ของผลงานไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยก่อน</p> hs_utccjournal@utcc.ac.th (รองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ) phitchanan_pha@utcc.ac.th (นางพิชชานันท์ พันธโชติ) Sat, 27 Dec 2025 22:59:35 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 อิทธิพลของคุณภาพบริการโลจิสติกส์ต่อความพึงพอใจและ การกลับมาใช้บริการซ้ำ: มุมมองผู้ใช้บริการบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้า https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs/article/view/287215 <p>ปัจจุบันคุณภาพของการบริการโลจิสติกส์เป็นหัวใจหลักของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ดำเนินกิจการขนส่ง การจัดการคลังสินค้า รวมทั้งบริษัทที่เป็นตัวแทนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความพึงพอใจและการกลับมาใช้บริการซ้ำ ซึ่งการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิต่อความพึงพอใจ ได้แก่ ความน่าเชื่อถือ การตอบสนองการรับประกัน ความเข้าใจ การจับต้องได้ และการกลับมาใช้บริการซ้ำของลูกค้าที่ใช้บริการตัวแทนขนส่งสินค้าของบริษัท XYZ จำกัด ประเทศไทย การวิเคราะห์ใช้วิธีการวิจัยเชิงประจักษ์ ประชากรที่ศึกษาผู้ใช้บริการตัวแทนขนส่งสินค้าที่ทำสัญญา 1 ปีขึ้นไป จำนวน 155 ราย ใช้สถิติเชิงพรรณา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพการบริการโลจิสติกส์ด้านความน่าเชื่อถือและความเข้าใจ มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจการบริการ และความพึงพอใจการบริการมีอิทธิพลต่อการกลับมาใช้บริการซ้ำ ซึ่งทั้งสองปัจจัยที่สำคัญนี้เป็นแนวทางการพัฒนากลยุทธ์การส่งเสริมศักยภาพการให้บริการของบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้า และเพื่อเพิ่มศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> นันทวรรณ บุญรักษา, สุรสิทธิ์ บุญชูนนท์, รพี อุดมทรัพย์, บุษรินทร์ จีนเกิดทรัพย์, ชัชชวิน กลิ่นวิวัฒนสิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs/article/view/287215 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยเชิงสาเหตุของกลยุทธ์การพัฒนาระบบ และนวัตกรรม ในกระบวนการโลจิสติกส์ต่อผลการดำเนินงานของอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs/article/view/287575 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ระดับ ของกลยุทธ์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ นวัตกรรม ในกระบวนการโลจิสติกส์ และผลการดำเนินงานของอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทย 2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลทางตรง ของกลยุทธ์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่มีต่อนวัตกรรมในกระบวนการโลจิสติกส์และผลการดำเนินงาน และ 3) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลทางตรง ของนวัตกรรมในกระบวนการโลจิสติกส์ที่มีต่อผลการดำเนินงาน และบทบาทของนวัตกรรมฯ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกับผู้ประกอบการก่อสร้างของประเทศไทยที่จดทะเบียนกับสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCA) จำนวน 300 คน การวิเคราะห์ใช้สถิติเชิงพรรณนาและ แบบจำลองสมการโครงสร้าง(Structural Equation Modeling) ผลการวิจัย พบว่า กลยุทธ์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อนวัตกรรมในกระบวนการโลจิสติกส์กลยุทธ์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานนวัตกรรมในกระบวนการโลจิสติกส์ มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานนวัตกรรมในกระบวนการโลจิสติกส์มีบทบาทเป็น ตัวแปรคั่นกลาง ที่มีอิทธิพลทางอ้อมระหว่างกลยุทธ์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และผลการดำเนินงานผลการวิจัยสรุปว่า การมีกลยุทธ์โลจิสติกส์ที่แข็งแกร่งไม่เพียงส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพองค์กร แต่ยังกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง</p> พุทธิวัฒน์ ไวยวุฒิธนาภูมิ, วีรเชษฐ์ มั่งแว่น, พิมพ์พลอย ธีรสถิตย์ธรรม, วิศวะ อุนยะวงษ์, ศรัญยา มืดขุนทด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs/article/view/287575 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาแบบจำลองการตัดสินใจแบบหลายเกณฑ์ เพื่อการเลือกใช้รถยกอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา ผู้ให้บริการคลังสินค้าพร้อมจัดส่งในจังหวัดนครปฐม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs/article/view/287287 <p>ความยั่งยืนทางด้านโลจิสติกส์ในปัจจุบันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพิ่มขีดความสามารถใน การแข่งขัน อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการคลังสินค้ายังคงเผชิญความท้าทายในการเลือกอุปกรณ์เคลื่อนย้ายวัสดุที่ยั่งยืน โดยเฉพาะรถยกซึ่งส่งผลกระทบต่อมิติทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม สำหรับงานภายในคลังสินค้าพร้อมจัดส่ง งานวิจัยนี้นำเสนอแบบจำลองการตัดสินใจหลายเกณฑ์แบบบูรณาการ ที่ผสมผสานการวิเคราะห์อัตราส่วนการประเมินน้ำหนักแบบขั้นตอนหรือที่เรียกว่า วิธี SWARA และเทคนิคฟัซซีสำหรับลำดับความชอบตามความคล้ายคลึงกับทางออกที่เหมาะสมที่สุดหรือที่เรียกว่า วิธี FTOPSIS เพื่อประเมินและคัดเลือกรถยกที่ยั่งยืน แบบจำลองประกอบด้วยเกณฑ์หลัก 3 มิติ 15 เกณฑ์ย่อย และทางเลือกรถยก 4 รุ่น โดยใช้วิธี SWARA ในการกำหนดน้ำหนักสัมพัทธ์ของเกณฑ์ และ FTOPSIS ในการจัดลำดับความสำคัญของทางเลือก การศึกษาเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 10 คน ใน 4 กลุ่มจาก ผู้ให้บริการคลังสินค้าในจังหวัดนครปฐม ประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า มิติทางเศรษฐกิจมีความสำคัญสูงสุด (ร้อยละ 41) รองลงมาคือมิติสิ่งแวดล้อม (ร้อยละ 32) และมิติสังคม (ร้อยละ 27) ตามลำดับ ในส่วนของทางเลือกที่คะแนนรวมสูงสุดคือรถยกไฟฟ้ารุ่น ETFL2 (0.852) โดยงานวิจัยนี้มีส่วนช่วยพัฒนาองค์ความรู้ด้าน โลจิสติกส์ยั่งยืนโดยนำเสนอเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้สนับสนุนการลงทุนที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการจัดการคลังสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ณภัทร ศรีนวล, รพี อุดมทรัพย์, พัชรา โพชะนิกร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs/article/view/287287 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการตลาดดิจิทัลที่ส่งผลต่อ ผลการดำเนินงานของธุรกิจโลจิสติกส์ขนาดกลางในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs/article/view/287859 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะผู้ประกอบการ คุณภาพการให้บริการ การตลาดดิจิทัล การบริหารจัดการ และความสามารถในการดำรงอยู่ในตลาดที่มีผลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจโลจิสติกส์ขนาดกลางในประเทศไทย 2) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยเหล่านี้ และ 3) เสนอแนวทางการตลาดดิจิทัลเพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงาน การวิจัยใช้ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ขนาดกลาง 420 ราย ด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง ส่วนเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 9 คน ได้แก่ หน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการ และนักวิชาการ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า ด้านคุณลักษณะผู้ประกอบการ คุณภาพบริการ การตลาดดิจิทัล และการบริหารจัดการอยู่ในระดับมาก โดยเห็นว่าผู้ประกอบการมีภาวะผู้นำและสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างเหมาะสม ผลการวิเคราะห์โมเดลชี้ว่า คุณลักษณะผู้ประกอบการ คุณภาพบริการ และการตลาดดิจิทัล ส่งผลโดยตรงต่อการบริหารจัดการ (0.45, 0.29 และ 0.35 ตามลำดับ) ขณะที่การบริหารจัดการมีอิทธิพลสูงต่อความสามารถในการดำรงอยู่ในตลาด (0.93) และมีอิทธิพลโดยตรงต่อผลการดำเนินงาน (0.67) ส่วนความสามารถในการดำรงอยู่ในตลาดก็มีผลต่อการดำเนินงานด้วย (0.35) สรุปได้ว่า การตลาดดิจิทัล คุณภาพการบริการ และคุณลักษณะผู้ประกอบการ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการบริหารจัดการที่ดี แสดงให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ</p> ปภัสสร ดวงฤทธิ์, ชณิชา หมอยาดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs/article/view/287859 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้แอปพลิเคชันของภาครัฐ ในกลุ่มผู้สูงอายุ: กรณีศึกษาแอปพลิเคชันทางรัฐ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs/article/view/287261 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้งานแอปพลิเคชันของภาครัฐในกลุ่มผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยใช้แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เป็นกรณีศึกษา เพื่อเติมเต็มช่องว่างองค์ความรู้ในบริบทสังคมผู้สูงอายุไทยที่ยังมีการศึกษาจำกัด กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 380 คน ซึ่งคัดเลือกผ่านช่องทางออนไลน์และสื่อสังคมออนไลน์ การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการด้วยแบบสอบถามอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาตามกรอบแนวคิดแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี (TAM) ที่ขยายปัจจัยบริบท และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี (χ²/df = 2.743, GFI = 0.911, NFI = 0.923, IFI = 0.949, CFI = 0.949 และ RMSEA = 0.068) ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการใช้งานจริง ได้แก่ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน (<em>β</em> = 0.47) การรับรู้ประโยชน์ (<em>β</em> = 0.24) ทัศนคติต่อการใช้งาน (<em>β</em> = 0.38) และความตั้งใจในการใช้งาน (<em>β</em> = 0.51) ผลการวิจัยนี้เสนอแนะว่าภาครัฐควรเน้นการออกแบบแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่ายและมีประโยชน์ที่ชัดเจน เพื่อส่งเสริมการยอมรับและใช้งานแอปพลิเคชันภาครัฐในกลุ่มผู้สูงอายุอย่างกว้างขวางและเท่าเทียม</p> ณัฏฐ์อริญ เรืองสมบัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs/article/view/287261 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์แนวคิดทักษะศตวรรษที่ 21 และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในวรรณกรรมเด็กและเยาวชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs/article/view/287340 <p>งานวิจัยแบบผสมผสานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การส่งเสริมทักษะด้านอารมณ์ สังคม และพฤติกรรม (Soft Skills) ในศตวรรษที่ 21 และการตระหนักรู้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals [SDGs]) ที่ปรากฏในวรรณกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่ถูกจัดอันดับโดยหนังสือ <em>101 Books to Read Before You Grow Up</em> ที่รวบรวมหนังสือที่ได้รับการยอมรับจากนักการศึกษาในระดับสากลและมีการแบ่งกลุ่มวรรณกรรมที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยอย่างชัดเจน การวิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ (Qualitative Content Analysis) และศึกษาความสัมพันธ์ของเนื้อหาทั้งสองหัวข้อที่ปรากฏในวรรณกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน สำหรับช่วงวัย 0-6 ปี และ 6 ปีขึ้นไปผ่านการวิเคราะห์ทางสถิติ ผลการวิจัยพบว่าทักษะการทำงานร่วมกันปรากฏสูงสุดในวรรณกรรมเด็กและเยาวชน (26.7%) ตามด้วยทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการปรับตัว (20.8%) และทักษะความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (17.8%) วรรณกรรมสำหรับเด็กโต ให้ความสำคัญกับการตั้งคำถาม ฝึกวิเคราะห์ วิพากษ์พฤติกรรมตัวละคร และสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งมีความซับซ้อน มีปัญหามากกว่าเด็กเล็ก ด้าน SDGS พบว่า SDG 4 คุณภาพการศึกษา ปรากฎสูงสุด (17.82%) ตามด้วย SDG 10 การลดความเหลื่อมล้ำ (14.85%) วรรณกรรมสำหรับกลุ่มเด็กเล็กมีความโดดเด่นในด้าน SDG 2 การขจัดความหิวโหย ข้อค้นพบที่ได้จากงานวิจัยนี้เป็นประโยชน์ในการสร้างสรรค์วรรณกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนเพื่อการส่งเสริม Soft Skills ในศตวรรษที่ 21 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ให้แก่เด็กและเยาวชนในประเด็นที่เฉพาะเจาะจงหรือครบถ้วนมากขึ้น</p> ขวัญชฎิล พิศาลพงศ์, สุตราภรณ์ ตันตินีรนาถ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs/article/view/287340 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 พระนคร 2410: ภาพสะท้อนความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมไทย-จีน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs/article/view/286938 <p>การศึกษาเรื่อง “พระนคร 2410: ภาพสะท้อนความสัมพันธ์วัฒนธรรมไทย-จีน” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาพสะท้อนความสัมพันธ์วัฒนธรรมไทย-จีนในละครซีรีส์เรื่อง “พระนคร 2410” โดยผู้วิจัยได้ศึกษาละครที่แพร่ภาพออกอากาศผ่านช่องทางยูทูบ (YouTube) และศึกษาเฉพาะด้านวัฒนธรรมไทย-จีนเท่านั้น จากผลการวิจัยพบว่า ภาพสะท้อนความสัมพันธ์วัฒนธรรมไทย-จีนสามารถแบ่งได้ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ภาพสะท้อนความสัมพันธ์การยืมวัฒนธรรมไทย-จีน ปรากฏในคำยืมจากภาษาจีนแต้จิ๋ว เช่น “เจี๊ยะ” “อั้ว” “ลื้อ” รวมทั้งสำนวนจีนและวิถีชีวิต เช่น การใช้รถลากและตะเกียบ 2) ภาพสะท้อนความสัมพันธ์การปรับตัววัฒนธรรมไทย-จีน เห็นได้จากการแต่งกายที่ผสมผสานชุดจีนและไทย การเข้าร่วมเทศกาลตรุษจีน และการประยุกต์ใช้เครื่องดนตรีจีนอย่างซออู้ในดนตรีไทย ซึ่งสะท้อนการรักษา อัตลักษณ์พร้อมกับการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน 3) การผสมผสานความสัมพันธ์วัฒนธรรมระหว่างไทย -จีน พบทั้งด้านภาษา วิถีชีวิต ความเชื่อ และศิลปวัฒนธรรม เช่น การใช้สรรพนามและคำจีน การเสิร์ฟชา การตั้งป้ายวิญญาณ และการเขียนพู่กันจีน ละคร “<em>พระนคร </em><em>2410”</em> ไม่เพียงถ่ายทอดภาพสังคมไทย ในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่ยังสะท้อนให้เห็นการอยู่ร่วม การแลกเปลี่ยน และการผสมผสานวัฒนธรรมไทย–จีนที่นำไปสู่อัตลักษณ์ร่วมในสังคมไทย </p> Mao Yanli , ขนิษฐา จิตชินะกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs/article/view/286938 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาของหุ้นยั่งยืนกับหุ้นที่ไม่เป็นหุ้นยั่งยืนในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ช่วงปี พ.ศ. 2558-2566 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs/article/view/283698 <p>การศึกษาครั้งนี้มุ่งวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital Gain Yield) ของหุ้นยั่งยืนและหุ้นไม่เป็นหุ้นยั่งยืนในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2558–2566 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบริษัท จดทะเบียนจำนวน 108 บริษัท ซึ่งจัดประเภทตามรายชื่อ Thailand Sustainability Investment (THSI) ตัวแปรที่นำมาวิเคราะห์ ได้แก่ ดัชนีอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (PROPCON) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง (CMI) อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DE) อัตราส่วนกำไรสุทธิ (NPM) ขนาดบริษัท อายุบริษัท และตัวแปรหุ่นเพื่อจำแนกหุ้นยั่งยืนและหุ้นไม่เป็นหุ้นยั่งยืน การวิเคราะห์ใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยข้อมูลแบบ Panel Data ผลการวิจัยพบว่า PROPCON GDP และ ROA ส่งผลเชิงบวกต่ออัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา ขณะที่ CMI ROE และตัวแปรปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ROA กับตัวแปรหุ้นยั่งยืนส่งผลเชิงลบต่อผลตอบแทนดังกล่าว ผลการศึกษาแสดงถึงปัจจัยที่กำหนดอัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างของประเทศไทย</p> Tharathep Topun, วรรณรพี บานชื่นวิจิตร, รินรดา แสงบัว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/utccjournalhs/article/view/283698 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700