วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var <p><strong>วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์</strong></p> <p>ISSN 3056-9419 (Print) <br />ISSN 3056-9427 (Online)</p> <p>กำหนดการตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี <br />- ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน <br />- ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตของการตีพิมพ์</strong> <br /> เปิดรับบทความวิจัย และบทความวิชาการ ได้แก่ บทความปริทัศน์บทความวิชาการ บทความวิจารณ์หนังสือ และบทความจากประสบการณ์ เป็นต้น ซึ่งครอบคลุมสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (การศึกษา สังคมศาสตร์ทั่วไป จิตวิทยาทั่วไป ธุรกิจทั่วไป การจัดการและการบัญชี ศิลปะทั่วไปและมนุษยศาสตร์) จากบุคลากรทั้งของมหาวิทยาลัยและบุคคลทั่วไป <br /> บทความที่จัดพิมพ์ในวารสารทุกบทความต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรอง (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง จากภายในและ/หรือภายนอกมหาวิทยาลัย ที่หลากหลายสถาบันและไม่สังกัดเดียวกันกับเจ้าของบทความ จำนวน 3 ท่าน ในรูปแบบ (<strong>Double-blinded Review</strong>) และหากตรวจสอบพบว่า มีการจัดพิมพ์ซ้ำซ้อนถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์ประสานงานและผู้นิพนธ์ร่วม</p> สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี th-TH วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ 3056-9419 <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ เป็นความคิดเห็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน มิใช่เป็นทัศนะและมิใช่ความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการจัดทำวารสาร และ<br />มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์</p> ‘ปราสาทพนมวัน’ ร่องรอยสถาปัตยกรรมโบราณสู่แหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ในอุทยานธรณีโคราช : การทบทวนองค์ความรู้และสำรวจภาคสนามหลังการบูรณะด้วยวิธีอนัสติโลซิส https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/284121 <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ร่องรอยสถาปัตยกรรมและการบูรณะ ‘ปราสาทพนมวัน’ รวมไปถึงการสำรวจข้อมูลเชิงประจักษ์ตามสภาพจริง ปราสาทพนมวันเป็นสถาปัตยกรรมวัฒนธรรมขอมหรือเขมรโบราณ ตั้งอยู่ในอาณาเขตประเทศไทย สร้างขึ้นช่วงพุทธศตวรรษที่ 15-17 สำนักศิลปากรที่10 นครราชสีมา กรมศิลปากร ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 53 ตอนที่ 34 เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2479 และประกาศกำหนด เขตโบราณสถาน เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2541 มีเนื้อที่ประมาณ 206 ไร่ 56 ตารางวา วัสดุส่วนใหญ่สร้างจากหินทราย ศิลาแลง และอิฐ ที่พบได้ตามสภาพทางธรณีวิทยาที่ราบสูงโคราช ซึ่งปรากฏ แหล่งหินตัดอยู่ในเขตอุทยานธรณีโคราช ปราสาทแห่งนี้เป็นศาสนสถานทั้งในพุทธศาสนาและ ศาสนาฮินดู ได้รับการบูรณะด้วยวิธีอนัสติโลซิส เมื่อปี พ.ศ. 2532-2542 ปัจจุบันเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์บนเส้นทางการท่องเที่ยวโคราชจีโอพาร์ค ตามประกาศรับรองของคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก ครั้งที่ 216 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ให้เป็นอุทยานธรณีโลก</p> เจด็จ คชฤทธิ์ หทัยรัตน์ อ่วมน้อย อัญชลีพร นันทัชพรพงศ์ สุขุม พระเดชพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เจด็จ คชฤทธิ์, หทัยรัตน์ อ่วมน้อย, อัญชลีพร นันทัชพรพงศ์, สุขุม พระเดชพงษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-11 2026-03-11 16 1 207 223 การส่งเสริมความเป็นพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตยสำหรับเด็กปฐมวัยในบริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/289759 <p>การปลูกฝังความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัยซึ่งเป็นช่วงแห่งการวางรากฐานของคุณลักษณะและ ค่านิยมที่สำคัญ การศึกษาปฐมวัยจึงควรมุ่งพัฒนาเด็กให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสามารถดำรงตนในสังคม ด้วยความเคารพต่อสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ บทความนี้นำเสนอบทบาทของครูปฐมวัยในการบูรณาการสาระความเป็นพลเมืองผ่านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ในกิจกรรมหลักทั้ง 6 กิจกรรมหลัก การจัดกิจกรรมกลุ่ม และการเรียนด้านภาษา เพื่อเปิดโอกาส ให้เด็กได้เรียนรู้การเข้าใจตนเอง ผู้อื่น และการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งนี้ บทความมุ่งเน้นการบูรณาการหลักการประชาธิปไตยเข้ากับกระบวนการเรียนรู้ในระดับปฐมวัย เพื่อเสริมสร้างทักษะทางสังคม การมีส่วนร่วม การเคารพผู้อื่น และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ภายใต้บริบทของสังคมพหุวัฒนธรรม อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเด็กให้เติบโตเป็นพลเมือง ที่มีคุณธรรม มีจิตสำนึกสาธารณะ และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและยั่งยืนในสังคมประชาธิปไตย</p> อารีพร ภูคงสด อารีนา มะแดเฮาะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อารีพร ภูคงสด, อารีนา มะแดเฮาะ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-11 2026-03-11 16 1 224 236 การศึกษาประสิทธิผลของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ผ่านผลลัพธ์ในตัวผู้เรียนระหว่างกระบวนการเรียนรู้ GPAS 5 Steps และสมรรถนะสำคัญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/290080 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ผ่านผลลัพธ์ในตัวผู้เรียนระหว่างกระบวนการเรียนรู้ GPAS 5 Steps และ เพื่อศึกษาความตรงเชิงสภาพของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 การวิจัยนี้ศึกษาวิจัยกับกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่กำลังศึกษา ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชนในประเทศไทยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 400 คนได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่ 2 เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 จำนวน 8 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมินผลประสิทธิผลของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 1 ฉบับ โดยเครื่องมือผ่านการตรวจสอบความเที่ยงด้วยสัมประสิทธิแอลฟ่าของครอนบาค พบว่า แบบวัดที่ค่าความเที่ยงเท่ากับ .993 อยู่ในระดับสูงมาก และเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริก เพื่อประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานแบบแยกส่วน จำนวน 1 ฉบับ ทั้งนี้เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความเที่ยงระหว่างผู้ประเมินโดยใช้สัมประสิทธิความเที่ยงระหว่างผู้ประเมิน (Inter Rater Reliability) พบว่า มีค่าความเที่ยง เท่ากับ .723 ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย ทำการวิเคราะห์ระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ที่สะท้อนประสิทธิผลหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยสถิติบรรยายและเปรียบเทียบกับ ตัวแปรภูมิหลังด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว นอกจากนี้ตรวจสอบความตรงเชิงสภาพของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยการวิเคราะห์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน <br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิผลของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ผ่านผลลัพธ์ในตัวผู้เรียนระหว่างกระบวนการเรียนรู้ GPAS 5 Steps ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 4.06, <em>SD</em> = 0.83) และเมื่อเปรียบเทียบกับตัวแปรภูมิหลังของกลุ่มตัวอย่างการวิจัยพบว่า ตัวแปรที่ตั้งของสถานศึกษามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 มีความตรงเชิงสภาพโดยมีระดับความสัมพันธ์กับกลุ่มรู้ชัดอยู่ในระดับสูงถึงสูงมาก มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r<sub>xy</sub> = .704* ถึง .906*)</p> ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ เธียรดนัย เสริมบุญไพศาล ถิรายุ อินทร์แปลง ชนัต อินทะกนก มารุต ทรรศนากรกุล อภิรัตน์ดา ทองแกมแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์, เธียรดนัย เสริมบุญไพศาล, ถิรายุ อินทร์แปลง, ชนัต อินทะกนก, มารุต ทรรศนากรกุล, อภิรัตน์ดา ทองแกมแก้ว https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-11 2026-03-11 16 1 1 16 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวคิดโมเดลการคิดขั้นสูงเชิงระบบ 5 ขั้น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/285099 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตามแนวคิดโมเดลการคิดขั้นสูงเชิงระบบ 5 ขั้น ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตามแนวคิด โมเดลการคิดขั้นสูงเชิงระบบ 5 ขั้น กับเกณฑ์ ร้อยละ 70 และ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการเชิงเส้น ตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตามแนวคิดโมเดล การคิดขั้นสูงเชิงระบบ 5 ขั้น ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนวัดเขียนเขต ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวสำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตามแนวคิดโมเดลการคิดขั้นสูงเชิงระบบ 5 ขั้น จำนวน 9 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 แบบอัตนัย จำนวน 7 ข้อ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยมีดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1 ค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.42-0.47 ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่รหว่าง 0.26-0.74 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตามแนวคิดโมเดลการคิดขั้นสูงเชิงระบบ 5 ขั้น มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 81.71/80.28 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตามแนวคิดโมเดลการคิดขั้นสูงเชิงระบบ 5 ขั้น สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 80.27 และ 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตามแนวคิดโมเดล การคิดขั้นสูงเชิงระบบ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวคิด GPAS 5 Steps สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรนำไปประยุกต์ใช้ในการสอนเนื้อหาอื่น ๆ</p> คชินทร์ โกกนุทาภรณ์ ชลดา ฆ้องเล็ก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คชินทร์ โกกนุทาภรณ์, ชลดา ฆ้องเล็ก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-11 2026-03-11 16 1 17 31 ภาวะผู้นำ 6 องค์ประกอบ จิตวิญญาณในสถานที่ทำงาน ความสามารถในการฟื้นคืนกลับ และความผาสุกของผู้อำนวยการฝ่าย ในหน่วยงานราชการด้านการคมนาคม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/289705 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำ 6 องค์ประกอบ จิตวิญญาณในสถานที่ทำงาน ความสามารถในการฟื้นคืนกลับ และความผาสุกของผู้อำนวยการฝ่าย 2) ศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำ 6 องค์ประกอบ จิตวิญญาณในสถานที่ทำงาน ความสามารถในการฟื้นคืนกลับ และความผาสุกของผู้อำนวยการฝ่าย และ 3) ศึกษาอิทธิพลของภาวะผู้นำ 6 องค์ประกอบ จิตวิญญาณในสถานที่ทำงาน และความสามารถในการฟื้นคืนกลับ ที่มีต่อความผาสุกของผู้อำนวยการฝ่าย ในหน่วยงานราชการด้านการคมนาคม ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้อำนวยการฝ่ายในหน่วยงานราชการด้านการคมนาคม ที่ปฏิบัติงานในส่วนกลาง ในปี พ.ศ. 2568 จำนวน 153 คน ได้กลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสม จำนวน 110 คน ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบสะดวก เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดภาวะผู้นำ 6 องค์ประกอบ แบบวัดจิตวิญญาณในสถานที่ทำงาน และแบบวัดความผาสุก ทั้งนี้ แบบวัดผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และแบบวัดมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.955, 0.972, 0.962 และ 0.951 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณด้วยเทคนิควิธีการนำตัวแปรเข้าทั้งหมด<br />ผลการวิจัยพบว่า ระดับภาวะผู้นำ 6 องค์ประกอบ จิตวิญญาณในสถานที่ทำงานความสามารถในการฟื้นคืนกลับ และความผาสุกอยู่ในระดับสูงมาก ภาวะผู้นำ 6 องค์ประกอบ จิตวิญญาณในสถานที่ทำงาน และความสามารถในการฟื้นคืนกลับ มีความสัมพันธ์กับความผาสุกของผู้อำนวยการฝ่าย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.59, 0.66, 0.78 ตามลำดับ ตัวแปรที่ร่วมกันทำนายความผาสุกของผู้อำนวยการฝ่าย คือ จิตวิญญาณ ในสถานที่ทำงาน และความสามารถในการฟื้นคืนกลับ สามารถร่วมกันพยากรณ์ความผาสุกได้ ร้อยละ 61.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ศุภมิตร แจ้งอุบล รัตติกรณ์ จงวิศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศุภมิตร แจ้งอุบล, รัตติกรณ์ จงวิศาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-11 2026-03-11 16 1 32 48 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาหลักสูตรภาษาจีนระยะสั้น ของกลุ่มคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล: กรณีศึกษาสถาบันภาษา มหาวิทยาลัยเกริก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/289341 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับความสำคัญของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ 2) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับการตัดสินใจ และ 3) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาหลักสูตรภาษาจีนระยะสั้นของกลุ่มคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้กรณีศึกษาสถาบันภาษา มหาวิทยาลัยเกริก ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลจากผู้เรียน 140 คน จากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ การถดถอยพหุคูณ<br />ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 20-25 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 10,000-20,000 บาท และพำนักอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อ การตัดสินใจ พบว่า ภาพรวมปัจจัยทุกด้านมีความสำคัญอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยด้านอาจารย์ผู้สอนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด <em>(M</em> = 4.30) รองลงมาคือ ปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจ (<em>M</em> = 4.29) ปัจจัย ด้านสถานศึกษา (<em>M</em> = 4.25) และปัจจัยด้านความต้องการส่วนบุคคล (<em>M</em> = 4.02) ตามลำดับ<br />ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยทั้ง 4 ด้านร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจเข้าศึกษาได้ร้อยละ 36.8 (Adjusted R² = .368, p &lt; .001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยมีปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจ (β = .268, p = .032) และปัจจัยด้านอาจารย์ผู้สอน (β = .235, p = .040) ในขณะที่ปัจจัย ทางประชากรศาสตร์ ไม่มีผลต่อการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ผลการศึกษาเพิ่มเติมพบว่า แรงจูงใจสำคัญที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายสนใจเรียนคือ ความต้องการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวจีน (ร้อยละ 53.57) และการติดตามข้อมูลข่าวสารจากประเทศจีน (ร้อยละ 21.43) สรุปได้ว่า คุณภาพของอาจารย์และโอกาสทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักในการดึงดูดผู้เรียน สถาบัน จึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้สอนและการออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน</p> รุจิรา เสถียรดำเนิน หลี่ เสวียจื้อ วิเชียร จันทะเนตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 รุจิรา เสถียรดำเนิน, หลี่ เสวียจื้อ, วิเชียร จันทะเนตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-11 2026-03-11 16 1 49 66 ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณ จิตวิญญาณในสถานที่ทำงาน และความยึดมั่นผูกพันของพนักงานบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/289256 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณ จิตวิญญาณในสถานที่ทำงาน และความยึดมั่นผูกพันของพนักงานบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณ จิตวิญญาณในสถานที่ทำงาน และความยึดมั่นผูกพันของพนักงานบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง และ 3) ศึกษาการพยากรณ์ร่วมระหว่างภาวะผู้นำ เชิงจิตวิญญาณ และจิตวิญญาณในสถานที่ทำงานที่ส่งผลต่อความยึดมั่นผูกพันของพนักงาน บริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง จำนวน 216 คน ผู้ศึกษาได้กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างที่โดยการเปิดตาราง การสุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์แกน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ พนักงานบริษัท ประกันชีวิตแห่งหนึ่ง จำนวน 152 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดภาวะผู้นำ เชิงจิตวิญญาณ แบบวัดจิตวิญญาณในสถานที่ทำงาน และแบบวัดความยึดมั่นผูกพันของพนักงาน โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง .677-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุโดยใช้แบบนำตัวแปร เข้าทั้งหมด<br />ผลการวิจัยพบว่า พนักงานบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งมีภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณ จิตวิญญาณในสถานที่ทำงาน และความยึดมั่นผูกพันของพนักงานอยู่ในระดับสูง ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณ และจิตวิญญาณในสถานที่ทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความยึดมั่นผูกพันของพนักงานบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .787 และ .733 ตามลำดับ) ภาวะผู้นำ เชิงจิตวิญญาณและจิตวิญญาณในสถานที่ทำงานสามารถร่วมกันพยากรณ์ความยึดมั่นผูกพันของพนักงานบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งได้ร้อยละ 68.7 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01.</p> อริณย์วภัส เหล่าตระกูล รัตติกรณ์ จงวิศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อริณย์วภัส เหล่าตระกูล, รัตติกรณ์ จงวิศาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-11 2026-03-11 16 1 67 79 อิทธิพลการสนับสนุนจากองค์การและการรับรู้ความสามารถของตนเองส่งผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของพนักงานในโรงงานผลิตสายไฟและสายเคเบิลแห่งหนึ่ง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/289427 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการสนับสนุนจากองค์การ ระดับการรับรู้ความสามารถของพนักงาน และระดับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของพนักงาน ในโรงงานผลิตสายไฟและสายเคเบิลแห่งหนึ่ง และ 2) ศึกษาอิทธิพลการสนับสนุนจากองค์การและการรับรู้ความสามารถของตนเองส่งผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของพนักงาน ในโรงงานผลิตสายไฟและสายเคเบิลแห่งหนึ่ง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือพนักงานที่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำ ซึ่งปฏิบัติงานในโรงงานผลิตสายไฟและสายเคเบิลแห่งหนึ่ง จำนวน 3 สาขา ได้แก่ สาขากรุงเทพมหานคร สาขาบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และสาขานิคมพัฒนา จังหวัดระยอง รวมทั้งสิ้น 598 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 120 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิสัดส่วนร่วมกับการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวกภายในแต่ละสาขา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและการทดสอบความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค แบบสอบถาม ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล การสนับสนุนจากองค์การ การรับรู้ความสามารถของพนักงาน และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยแบบสอบถามการสนับสนุนจากองค์การมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .934 และมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .419 ถึง .782 แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของพนักงานมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .891 และมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .374 ถึง .753 และแบบสอบถามพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .910 และมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .378 ถึง .773 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ การถดถอยพหุคูณด้วยวิธีการนำตัวแปรเข้าทั้งหมด (Enter)<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) พนักงานในโรงงานผลิตสายไฟและสายเคเบิลแห่งหนึ่งมีการสนับสนุนจากองค์การโดยรวมอยู่ในระดับสูง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.71 (<em>SD </em>= .27) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าการสนับสนุนจากองค์การด้านความยุติธรรม และด้านการสนับสนุนจากหัวหน้างาน อยู่ในระดับสูงเช่นกัน โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.20 (<em>SD </em>= .47), 3.61 (<em>SD </em>= .37) ตามลำดับ ในขณะที่ด้านรางวัลและเงื่อนไขในการทำงานอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.32 (<em>SD </em>= .38) มีการรับรู้ความสามารถของตนเอง และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การอยู่ในระดับสูง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.85 (<em>SD </em>= .41) และ 3.79 (<em>SD </em>= .35) ตามลำดับ 2) การสนับสนุนจากองค์การและการรับรู้ความสามารถของตนเองมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของพนักงานที่ร้อยละ 42.5 (R<sup>2</sup><sub>Adjusted</sub> = .425) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณารณารายด้าน พบว่า การสนับสนุนจากองค์การด้านความยุติธรรม ด้านการสนับสนุนจากหัวหน้างานและการรับรู้ความสามารถของตนเอง มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของพนักงานที่ร้อยละ 46.3 (R<sup>2</sup><sub>Adjusted</sub> = .463) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> พีรดา พฤฒากรณ์ สายทิพย์ เหล่าทองมีสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 พีรดา พฤฒากรณ์, สายทิพย์ เหล่าทองมีสกุล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-11 2026-03-11 16 1 80 94 การคัดเลือกประเด็นข่าวออนไลน์มีผลต่อการเปิดรับชมเดลินิวส์ ออนไลน์ผ่านทาง YouTube ของผู้ชม Generation Y ในเขตกรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/287440 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการคัดเลือกประเด็นข่าวออนไลน์ของเดลินิวส์ ออนไลน์ผ่านทาง YouTube 2) ศึกษาระดับการเปิดรับชมเดลินิวส์ออนไลน์ผ่านทาง YouTube ของผู้ชม Generation Y ในเขตกรุงเทพมหานคร และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระว่างการคัดเลือกประเด็นข่าวออนไลน์ที่กับการเปิดรับชมเดลินิวส์ ออนไลน์ ผ่านทาง YouTube ของผู้ชม Generation Y ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทดสอบความเชื่อมั่นของเนื้อหาด้วยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน ได้ระดับความเชื่อมั่น 0.91 และแจกแบบสอบถามออนไลน์กับ กลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่มเจเนอเรชั่น Y อายุระหว่าง 28-44 ปี ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 361 คน ด้วยวิธี Cluster sampling วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติอนุมาน คือ สถิติสหสัมพันธ์อย่างง่ายเพียร์สันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01<br />ผลวิจัยพบว่า โดยภาพรวม การคัดเลือกประเด็นข่าวออนไลน์มีผลต่อการเปิดรับชมเดลินิวส์ ออนไลน์ผ่านทาง YouTube ของผู้ชม Generation Y ในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งในภาพรวมและภาพย่อย กล่าวสรุปได้ว่า การคัดเลือกประเด็น ข่าวออนไลน์มีผลต่อการเปิดรับชมเดลินิวส์ ออนไลน์ผ่านทาง YouTube ของผู้ชม Generation Y ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงตามสมมติฐานที่ทางผู้วิจัยได้กำหนดไว้</p> สันติศักดิ์ นิยมชาติ พรพรหม ชมงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สันติศักดิ์ นิยมชาติ, พรพรหม ชมงาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-11 2026-03-11 16 1 95 110 การเลือกนำเสนอประเด็นข่าวที่มีผลต่อความพึงพอใจของผู้ชมรายการข่าวเที่ยงไทยรัฐทีวี เจเนอเรชันวาย ในเขตกรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/287118 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเลือกนำเสนอประเด็นข่าวของรายการข่าวเที่ยงไทยรัฐทีวี ความพึงพอใจของผู้ชมต่อรายการข่าวเที่ยงไทยรัฐทีวี รวมถึงศึกษาอิทธิพลการนำเสนอประเด็นข่าวที่มีผลต่อความพึงพอใจของผู้ชมต่อรายการข่าวเที่ยงไทยรัฐทีวี ในกลุ่มคนเจเนอเรชันวาย เขตกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทดสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้วยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค โดยทดลองใช้กับกลุ่มที่มีศักยภาพใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 31 คน ได้ระดับความเชื่อมั่น 0.76 และแจกแบบสอบถามออนไลน์กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่ม เจเนอเรชันวาย ที่มีช่วงอายุระหว่าง 27-43 ปี ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 181 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบคลัสเตอร์ จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่อหาความถี่ และร้อยละ อีกทั้งวิเคราะห์การเลือกนำเสนอประเด็นข่าว และความพึงพอใจของผู้ชมรายการข่าวเที่ยงไทยรัฐทีวี โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เพื่อคำนวณหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นรายด้านและโดยรวม และทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติอนุมาน คือ สถิติสหสัมพันธ์อย่างง่ายเพียร์สัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01 <br />ผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมการเลือกนำเสนอประเด็นข่าวมีความสัมพันธ์กับ ความพึงพอใจของผู้ชมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยการเลือกนำเสนอประเด็นข่าว ที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ด้านผลกระทบ ความขัดแย้ง ความก้าวหน้า ความสนใจตามปุถุชนวิสัย ความใกล้ชิด และความโดดเด่น ในขณะที่การเลือกนำเสนอประเด็นข่าวด้านความสดใหม่รวดเร็ว ความไม่ปกติ ความลึกลับมีเงื่อนงำ และเพศ ไม่มีผลต่อความพึงพอใจ ในภาพรวม แม้การเลือกนำเสนอข่าวในประเด็นเหล่านี้จะไม่มีผลในภาพรวม แต่ยังคงส่งผลต่อ ความพึงพอใจในภาพรวมมิติย่อย โดยเฉพาะด้านการรับรู้เหตุการณ์ ความบันเทิง และการเสริม ความคิดเห็น ซึ่งข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มผู้ชมรายการข่าวเที่ยงไทยรัฐทีวี เจเนอเรชันวาย ในเขตกรุงเทพมหานครให้คุณค่ากับ “ข่าวหนัก” ที่มีสาระและส่งผลกระทบต่อชีวิตจริง มากกว่าข่าว ที่เน้นเพียงความเร็วหรือความเร้าใจเพียงผิวเผิน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ผลิตรายการในการวางกลยุทธ์คัดเลือกเนื้อหาให้มุ่งเน้น “ความลึก” มากกว่า “ความเร็ว” เพื่อตอบสนองความต้องการ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ผู้ชมกลุ่มนี้ได้อย่างแท้จริง</p> ธนโชติ อินต๊ะวิชา พรพรหม ชมงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธนโชติ อินต๊ะวิชา, พรพรหม ชมงาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-11 2026-03-11 16 1 111 124 ห้องสตูดิโอผลิตรายการโทรทัศน์เสมือนจริงเพื่อส่งเสริมการรับรู้สภาพแวดล้อมทางนิเทศศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/287965 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาห้องสตูดิโอผลิตรายการโทรทัศน์เสมือนจริง เพื่อส่งเสริมการรับรู้สภาพแวดล้อมทางนิเทศศาสตร์ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจในการใช้งาน ห้องสตูดิโอผลิตรายการโทรทัศน์เสมือนจริงเพื่อส่งเสริมการรับรู้สภาพแวดล้อมทางนิเทศศาสตร์ ได้ดำเนินการด้วยระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ครอบคลุมและรอบด้าน โดยการมีส่วนร่วมจากกลุ่มประชากรที่หลากหลาย ตั้งแต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการ ผู้ปฏิบัติงาน ผลิตรายการโทรทัศน์ไปจนถึงผู้ใช้ปลายทางซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปจำนวน 400 คน ที่เดินทาง มายังมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ห้องสตูดิโอผลิตรายการ โทรทัศน์เสมือนจริงฯที่พัฒนาขึ้น แบบประเมินคุณภาพ และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อห้องสตูดิโอผลิตรายการโทรทัศน์เสมือนจริงฯ<br />ผู้วิจัยได้ดำเนินการพัฒนาห้องสตูดิโอผลิตรายการโทรทัศน์เสมือนจริงฯ 5 ขั้นตอน ตามหลักการ (ADDIE Model) ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ระดับความเหมาะสมทุกด้านเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.92, <em>SD</em> = 0.06) ผลการศึกษาเชิงปริมาณ พบว่า ระดับความพึงพอใจของผู้ใช้งานโดยรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจของผู้ใช้งานโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.68, SD = 0.46) โดยด้านเนื้อหาได้รับการประเมินในระดับสูงที่สุด ในทุกกลุ่มตัวอย่าง ยืนยันว่าเนื้อหาเป็นปัจจัย ที่สำคัญที่สุดในการสร้างความพึงพอใจและคุณค่าให้กับผู้ชม ในทางตรงกันข้าม ด้านการออกแบบภาพนิ่ง เป็นองค์ประกอบที่ได้รับคะแนนน้อยสุด ซึ่งบ่งชี้ถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุง และพัฒนา นอกจากนี้ ผลการศึกษาพบความแตกต่าง ที่มีนัยสำคัญในกลุ่มประชากรที่เฉพาะเจาะจง โดยกลุ่ม LGBTQ+ มีคะแนนประเมินโดยรวมสูงกว่ากลุ่มอื่น ขณะที่ผู้ที่มีระดับการศึกษาสูงจะประเมินด้านเทคโนโลยีเสมือนจริงในระดับสูงกว่าเช่นกัน</p> ศราวุฒิ เกิดถาวร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศราวุฒิ เกิดถาวร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-11 2026-03-11 16 1 125 143 การยืนยันองค์ประกอบและการตรวจสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดความเชื่อประสิทธิภาพแห่งตนในการเป็นผู้นำ ของ Bobbio & Manganelli https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/289868 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของโมเดลการวัด ความเชื่อประสิทธิภาพแห่งตนในการเป็นผู้นำรูปแบบของ Bobbio &amp; Manganelli และ 2) ตรวจสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดความเชื่อประสิทธิภาพแห่งตนในการเป็นผู้นำตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาสาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จำนวน 454 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ทุกข้อคำถามมีค่า IOC เท่ากับ 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และ การวิเคราะห์กลุ่มพหุ <br />ผลการวิจัยพบว่า 1) โมเดลการวัดความเชื่อประสิทธิภาพแห่งตนในการเป็นผู้นำของนักศึกษา ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความเชื่อมั่นและการได้รับการยอมรับในการเป็นผู้นำ ความสามารถในการบริหารความสัมพันธ์ และความสามารถในการปรับเปลี่ยนและการนำ ความเปลี่ยนแปลง โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องกลมกลืน คือ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;^{\chi&amp;space;2}" alt="equation" /> = 80.825; df = 63; <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;^{\chi&amp;space;2}" alt="equation" />/df = 1.283; NFI = .980; CFI = .995; RMSEA = .025; AIC = 224.825; P = .065) และ 2) โมเดลการวัดความเชื่อประสิทธิภาพแห่งตนในการเป็นผู้นำไม่แปรเปลี่ยนตามปัจจัยเพศ อายุ ประสบการณ์ ตำแหน่งงาน ระดับการศึกษา สังกัดของโรงเรียน ขนาดโรงเรียน ระดับของโรงเรียน และพื้นที่ตั้งของโรงเรียน (configural model และ Measurement weights ทุกปัจจัย P &gt; .05; ∆RMSEA และ ∆CFI &lt; .05)</p> ดิเรก สุขสุนัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ดิเรก สุขสุนัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-11 2026-03-11 16 1 144 161 กลวิธีสร้างอารมณ์ขันของมีมในเฟซบุ๊กแฟนเพจ “กว่าจะถึงออฟฟิศ” https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/289960 <p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการสร้างอารมณ์ขันของมีมในเฟซบุ๊กแฟนเพจ “กว่าจะถึงออฟฟิศ” โดยเก็บข้อมูลจากโพสต์ที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊กแฟนเพจ “กว่าจะถึงออฟฟิศ” ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 คัดเลือกเฉพาะโพสต์ที่มีลักษณะเป็นมีมที่ประกอบด้วยภาพนิ่งและข้อความ และมียอดกดถูกใจ ตั้งแต่ 5,000 ครั้งขึ้นไป รวมจำนวน 192 โพสต์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยแบบวิเคราะห์เอกสารวิเคราะห์มีมแต่ละมีมโดยพิจารณาจากองค์ประกอบทางภาษาและภาพ ผลการวิจัยกลวิธีสร้างอารมณ์ขันของมีมในเฟซบุ๊กแฟนเพจ “กว่าจะถึงออฟฟิศ” จำแนกออกเป็น 8 กลวิธี โดยเรียงตามลำดับ ได้แก่ 1) กลวิธีการล้อเลียน (ร้อยละ 36.98) 2) กลวิธีผสม (ร้อยละ 16.15) 3) กลวิธีการใช้ภาพประกอบ (ร้อยละ 15.10) 4) กลวิธีการเล่นคำ (ร้อยละ 11.98) 5) กลวิธีการเสียดสีประชดประชัน (ร้อยละ 10.42) 6) กลวิธีการดัดแปลงภาษิต สำนวน หรือวลีที่คุ้นเคย (ร้อยละ 5.73) 7) กลวิธีการหักมุม (ร้อยละ 3.13) และ 8) กลวิธีการเปรียบเทียบ (ร้อยละ 0.52) ตามลำดับ กลวิธีที่ปรากฏความถี่มากที่สุดคือ การล้อเลียน ซึ่งมักอาศัยสื่อวัฒนธรรมร่วมสมัย เช่น ภาพยนตร์ เพลง หรือการ์ตูน เป็นฐานในการสร้างความขบขัน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่ามีมทำหน้าที่เป็นพื้นที่สื่อสารทางวัฒนธรรม ของพนักงานออฟฟิศ ที่ใช้เสียงหัวเราะเพื่อระบายความกดดันและสะท้อนประสบการณ์การทำงานในสังคมไทยร่วมสมัยอย่างมีอารมณ์ขัน</p> อุรัสยา จันทสิน ศุภชัย ต๊ะวิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อุรัสยา จันทสิน, ศุภชัย ต๊ะวิชัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-11 2026-03-11 16 1 162 175 การเปรียบเทียบอิทธิพลของปัจจัยส่วนบุคคลต่อพฤติกรรมการออมระหว่าง Generation Y และ Generation Z https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/289905 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบปัจจัยการออม 2) เปรียบเทียบพฤติกรรม การออม และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยส่วนบุคคลต่อพฤติกรรมการออมระหว่างกลุ่ม Generation Y และ Generation Z กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,289 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบตามสะดวกและแบบบอกต่อ โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ t-test และแบบจำลองสองส่วนซึ่งประกอบด้วย สถิติการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบทวิภาค และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ <br />ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการออมมีความแตกต่างกันเพียงด้านเดียว คือ ด้านการยอมรับความเสี่ยง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้กลุ่ม Generation Y มีพฤติกรรมการออมในรูปแบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หุ้น และการออมเพื่อการเกษียณ สูงกว่ากลุ่ม Generation Z อย่างชัดเจน ผลการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองสองส่วน พบว่า 1) ปัจจัยด้านเพศไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมการออมในภาพรวม ยกเว้นการตัดสินใจออมเพื่อการศึกษา 2) ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจออมและระดับการออมมีความแตกต่างกัน โดยกลุ่ม Generation Z มีโอกาสตัดสินใจเริ่มต้นออมสูงกว่า Generation Y โดยมีรายได้และรายจ่ายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ในขณะที่กลุ่ม Generation Y <br />มีระดับการออมที่สูงกว่า ซึ่งได้รับอิทธิพลจากรายได้และระดับการศึกษาที่มากกว่า และ 3) ข้อค้นพบที่สำคัญแสดงให้เห็นความแตกต่างจากทฤษฎีวงจรชีวิต โดยพบว่าเทคโนโลยีช่วยให้คนรุ่นใหม่เริ่มต้นออมได้เร็วขึ้น แต่ปริมาณเงินออมยังคงแปรผันตามช่วงวัยและรายได้</p> ภารดี นึกชอบ ปริยากร สว่างศรี เทพสถิต ดีบาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ภารดี นึกชอบ, ปริยากร สว่างศรี, เทพสถิต ดีบาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-11 2026-03-11 16 1 176 191 การพัฒนาโมเดลการเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่างแนวคิด STAR STEMS และ Design Thinking เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/290865 <p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ช่องว่างระหว่างแนวคิด STAR STEMS และ Design Thinking เพื่อพัฒนาโมเดลการเรียนรู้แบบบูรณาการที่ผสมผสานจุดแข็งของทั้งสองแนวคิด เพื่อทดสอบประสิทธิผลของโมเดลที่พัฒนาขึ้น และเพื่อศึกษากระบวนการเรียนรู้ และทัศนคติของนักศึกษาต่อโมเดล ดำเนินการวิจัยแบบผสมวิธี โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ 15 คน สำหรับการวิเคราะห์ช่องว่างและตรวจสอบคุณภาพโมเดล และนักศึกษาระดับปริญญาตรี 120 คน สำหรับการทดสอบประสิทธิผลในระยะเวลา 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบทดสอบทักษะการคิดสร้างสรรค์ดัดแปลงจาก Torrance Tests of Creative Thinking แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหาดัดแปลงจาก Problem Solving Inventory แบบสอบถามเจตคติและความมั่นใจ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติเชิงพรรณนา t-test Effect Size ค่า IOC ค่า Fleiss' Kappa และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิเคราะห์ช่องว่าง พบว่า STAR STEMS มีจุดแข็งในด้านการเชื่อมโยงกับบริบทไทยและ ภูมิปัญญาสังคม ขณะที่ Design Thinking มีจุดแข็งในด้านการบูรณาการข้ามศาสตร์และกระบวนการคิดเชิงระบบ โมเดล iDiamonds ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ ได้แก่ i-Integrated (การบูรณาการข้ามศาสตร์), D-Discover (การค้นพบ), I-Innovate (การสร้างสรรค์), A-Apply (การประยุกต์ใช้), M-Master (การพัฒนาความเชี่ยวชาญ), O-Optimize (การปรับปรุงต่อเนื่อง), N-Network (การสร้างเครือข่าย), D-Develop (การพัฒนาต่อยอด) และ S-Social Wisdom (ภูมิปัญญาสังคม) ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.77) ผลการทดสอบประสิทธิผลพบว่า โมเดล iDiamonds สามารถพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.2 (Cohen's d = 0.65 ระดับปานกลางถึงสูง) และทักษะการแก้ปัญหาเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.9 (Cohen's d = 0.77 ระดับสูง) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) นอกจากนี้ยังพบการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในด้าน ความมั่นใจในการเรียนรู้อย่างโดดเด่น การบูรณาการข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเผยให้เห็นกลไกการทำงานของโมเดลที่สำคัญ 6 กลไก รวมถึงการเกิด Positive Feedback Loop และบทบาทของภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็น Learning Catalyst ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการบูรณาการแนวคิดการศึกษาในบริบทไทย และเป็นต้นแบบสำคัญสำหรับการพัฒนาโมเดลการเรียนรู้ ที่เหมาะสมกับศตวรรษที่ 21</p> ภัทริยา งามมุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ภัทริยา งามมุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-11 2026-03-11 16 1 192 206