Valaya Alongkorn Review Journal https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var <p><strong>วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์</strong></p> <p><a href="https://portal.issn.org/search?search=Valaya+Alongkorn+Review+Journal+">ISSN 3056-9419 (Print)</a> <br /><a href="https://portal.issn.org/search?search=Valaya+Alongkorn+Review+Journal+">ISSN 3056-9427 (Online)</a></p> <p><strong>Publication Frequency</strong> : 3 issues per year <br />- Number 1 January - April <br />- Number 2 May - August <br />- Number 3 September - December</p> <p><strong>Focus and Scope</strong><br /> Valaya Alongkorn Review Journal เป็นวารสารวิชาการของ Valaya Alongkorn Rajabhat University under the Royal Patronage Pathum Thani Province ที่ดำเนินการเผยแพร่บทความอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 โดยมีวัตถุประสงค์<br /> 1. เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในสาขาวิชา Education, General Social Sciences, General Psychology, General Business, Management and Accounting, General Arts and Humanities, ของอาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน<br /> 2. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ และองค์ความรู้ทางวิชาการในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ<br /> 3. เพื่อส่งเสริมพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของบุคลากรทั้งภายในและภายนอก<br /><br /><strong>Peer Review Process<br /></strong> 1. บทความวิชาการหรือบทความวิจัย ที่จัดพิมพ์ในวารสารทุกบทความต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรอง และได้รับการยอมรับการตีพิมพ์บทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง จากภายในและ/หรือภายนอกมหาวิทยาลัยที่มาจากหลากหลายสถาบัน และไม่สังกัดในหน่วยงานเดียวกันกับผู้นิพนธ์ จำนวน 3 ท่าน (<strong>Double-blinded Review</strong>) <br /> 2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นบทความจากทั้งบุคลากรภายในและบุคลากรภายนอกมหาวิทยาลัยที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารฉบับอื่น ๆ หากตรวจสอบพบว่ามีการจัดพิมพ์ซ้ำซ้อนถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์ประสานงานและผู้นิพนธ์ร่วม<br /> 3. บทความ ข้อความ ภาพประกอบ และตารางประกอบที่ลงพิมพ์ในวารสารเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้นิพนธ์ กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นตามเสมอไป และไม่มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์ประสานงานและผู้นิพนธ์ร่วม<br /> 4. บทความที่ต้องการรับพิจารณาลงพิมพ์ รูปแบบต้องเป็นไปตามที่วารสารกำหนดเท่านั้น<br /><br /><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong> <br /> - หากตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ บทความละ 4,000 บาท (สี่พันบาทถ้วน) <br /> - การชำระค่าธรรมเนียม ผู้นิพนธ์จะสามารถชำระได้ก็ต่อเมื่อผ่านการประเมินเบื้องต้นแล้ว และได้รับแบบฟอร์มการชำระค่าธรรมเนียมพร้อมข้อความแจ้งจากทางวารสารก่อนจึงจะสามารถชำระได้ <br /> - การชำคะค่าธรรมเนียมจะต้องโอนผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เลขบัญชี .......... เท่านั้น</p> <p><br /><br /><br /></p> สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี th-TH Valaya Alongkorn Review Journal 3056-9419 <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ เป็นความคิดเห็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน มิใช่เป็นทัศนะและมิใช่ความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการจัดทำวารสาร และ<br />มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์</p> อิทธิพลที่ความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองในการเรียนรู้ และใช้ภาษาอังกฤษมีต่อการใช้กลวิธีการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/294085 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ในการเรียนรู้และใช้ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ 2) ศึกษาการใช้กลวิธีการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักศึกษา และ 3) ศึกษาอิทธิพลของ ความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองในการเรียนรู้และใช้ภาษาอังกฤษที่มีต่อการใช้กลวิธีการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักศึกษา การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองในการเรียนรู้ และใช้ภาษาอังกฤษ (QESE) (ค่าความเชื่อมั่นวัดจาก Cronbach’s alpha 0.97) และแบบสอบถาม การใช้กลวิธีการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ (ค่าความเชื่อมั่นวัดจาก Cronbach’s alpha 0.93) กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา VLE205 และ VLE310 ในภาคเรียนที่ 2 ประจำ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 69 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบตามสะดวก ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และความถดถอย <br /> ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า นักศึกษามีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ในการเรียนรู้และใช้ภาษาอังกฤษในระดับปานกลาง <em>(M</em> = 3.86, <em>SD</em> = 1.36) อีกทั้งมีการใช้กลวิธี การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษในระดับปานกลาง (<em>M</em> = 3.62, <em>SD</em> = 0.71) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองในการเรียนรู้และใช้ภาษาอังกฤษกับการใช้กลวิธีการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษพบว่า มีความสัมพันธ์กันที่ระดับนัยสำคัญ .05 และ ผลการวิเคราะห์ความถดถอยแสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองในการเรียนรู้ และใช้ภาษาอังกฤษด้านการอ่าน สามารถพยากรณ์การใช้กลวิธีการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษได้ ร้อยละ 65 (R Squared = 0.65)</p> วรวรรณ วงศ์ศรีวิวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วรวรรณ วงศ์ศรีวิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 16 2 1 17 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/294337 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) การดำเนินการประกับคุณภาพภายในสถานศึกษา และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำ ทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 ปีการศึกษา 2567 กำหนดกลุ่มตัวอย่างจากตารางเครจซี่ และมอร์แกน จำนวน 327 คน จากนั้นโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นแบบมาตรฐานส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางวิชาการเท่ากับ 0.92 และเกี่ยวกับการดำเนินการประกันคุณภาพภายใน เท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน <br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 4.44, <em>SD</em> = 0.42) 2) การดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 4.45, <em>SD</em> = 0.39) และ 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กันทางบวกกับการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง (r = .854)</p> กาญจนา ชมชัย นิวัตต์ น้อยมณี กัญภร เอี่ยมพญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กาญจนา ชมชัย, นิวัตต์ น้อยมณี, กัญภร เอี่ยมพญา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 16 2 18 31 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/292147 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่องการบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ และ 3) ประเมินพัฒนาการความสามารถในการแก้ปัญหา ทางคณิตศาสตร์หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/4 โรงเรียนวัดเขียนเขต ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากวิธีการแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ จำนวน 8 แผน มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 5.00, <em>SD</em> = 0.00) 2) บอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 8 เกม 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 15 ข้อ และอัตนัยจำนวน 2 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.67-1.00 มีค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.34-0.81 และ มีค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.31-0.43 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าทีชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเรื่องการบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหา ทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 81.21/82.50 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถ ในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (<em>M</em> = 14.77, <em>SD</em> = 2.80) สูงกว่าก่อนเรียน (<em>M</em> = 7.87, <em>SD</em> = 2.21) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลการประเมินพัฒนาการความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์โดยคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ พบว่า นักเรียนมีพัฒนาการโดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 58.53) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการบูรณาการบอร์ดเกมเข้ากับกระบวนการกลุ่มช่วยส่งเสริมทักษะความสามารถในการแก้ปัญหาของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิผล</p> คชินทร์ โกกนุทาภรณ์ พิชญา บุญเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คชินทร์ โกกนุทาภรณ์, พิชญา บุญเรือง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 16 2 32 44 ผลการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบเศษส่วน โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/290443 <p> งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต่อการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบเศษส่วน โดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านคลองใหญ่ ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ปีการศึกษา 2568 จำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบเศษส่วน โดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก มีค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบเศษส่วน เป็นแบบเลือกตอบ มีค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 ค่าความยากง่าย 0.36, 0.75 และค่าอำนาจจำแนก 0.39, 0.58 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เรื่อง การบวก การลบเศษส่วน มีค่า IOC โดยรวม 0.83 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบาค มีค่าเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ และ 2) ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต่อการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบเศษส่วน โดยใช้การจัด การเรียนรู้เชิงรุก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 19.00, = 1.37) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านบรรยากาศในห้องเรียน มีความพึงพอใจมากที่สุด อยู่ในระดับมาก (µ = 4.34, <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\sigma&amp;space;" alt="equation" /> = 0.47) รองลงมา คือ ด้านผลการเรียนรู้ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (µ = 4.31, <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\sigma&amp;space;" alt="equation" /> = 0.47) ด้านกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (µ = 4.26, <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\sigma&amp;space;" alt="equation" /> = 0.45) และด้านวิธีการจัดการเรียนรู้ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (µ = 4.24, <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\sigma&amp;space;" alt="equation" /> = 0.48)</p> อิทธิพล สุขเกษม พรสิน สุภวาลย์ เดช บุญประจักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อิทธิพล สุขเกษม, พรสิน สุภวาลย์, เดช บุญประจักษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 16 2 45 57 การพัฒนาทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับอินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/290474 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมาย ข้อมูลวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับอินโฟกราฟิก 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ<br />หาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับอินโฟกราฟิก 3) ศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับอินโฟกราฟิก และ 4) ศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับ<br />อินโฟกราฟิก เป็นงานวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น แบบแผนการวิจัยแบบแผนกลุ่มเดียวทดสอบก่อนหลัง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนกุยบุรีวิทยา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ <br />ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้อง รวมทั้งสิ้น 31 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่าง<br />แบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรม<br />การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับอินโฟกราฟิก <br />2) แบบวัดทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบสังเกตพฤติกรรม 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที การวิเคราะห์เนื้อหา<br /> ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับอินโฟกราฟิก มีทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ด้านพฤติกรรมการเรียน นักเรียนแสดงออกถึงความกล้าคิด กล้าแสดงออก สามารถให้เหตุผลในการเลือกรูปแบบการนำเสนอข้อมูลได้อย่างถูกต้อง และสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนนำไปสู่ การสรุปสาระสำคัญที่ถูกต้อง นอกจากนี้ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ทวีทิพย์ ตันตินิมิตรกุล ยุพิน ยืนยง พีชาณิกา เพชรสังข์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ทวีทิพย์ ตันตินิมิตรกุล, ยุพิน ยืนยง, พีชาณิกา เพชรสังข์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 16 2 58 73 การศึกษาองค์ประกอบความสำเร็จในการศึกษาหลักสูตรดนตรีศึกษา ของนักศึกษาในภาคเหนือของประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/291356 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจความสำเร็จในการศึกษาหลักสูตรดนตรีศึกษาของนักศึกษาในภาคเหนือของประเทศไทย และ 2) ศึกษาระดับความสำเร็จ ในการศึกษาหลักสูตรดนตรีศึกษาของนักศึกษาในภาคเหนือของประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเป็นนักศึกษาที่กำลังศึกษาในหลักสูตรปริญญาตรีที่เกี่ยวข้องกับดนตรีศึกษาชั้นปีที่ 3 ขึ้นไป ในมหาวิทยาลัยภูมิภาคเหนือ ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 329 คน ได้มาโดยอาศัยกฎการกำหนดขนาดอย่างง่ายแล้วทำการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามปัจจัยความสำเร็จแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง .67 ถึง 1.00 และ ค่าความเชื่อมั่นระดับสูงมาก (α = .97) การสกัดองค์ประกอบความสำเร็จด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติบรรยายประกอบไปด้วย ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการศึกษาเปรียบเทียบระดับความสำเร็จด้วยสถิติทดสอบที และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว <br /> ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบความสำเร็จในการศึกษาหลักสูตรดนตรีศึกษาของนักศึกษาในภาคเหนือของประเทศไทยประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบ คือ 1.1) ความรู้ความสามารถทางดนตรี 1.2) คุณลักษณะและทัศนคติของการเป็นครูดนตรี 1.3) ความฉลาดรู้และทักษะสมัยใหม่ 1.4) การส่งเสริมสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย 1.5) ผู้ปกครอง เพื่อน และสังคมรอบข้าง 2) ระดับความสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรดนตรีศึกษาของนักศึกษาในภาคเหนือของประเทศไทย มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในตัวแปร เพศ ที่พัก ที่ตั้งของมหาวิทยาลัย การกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา และประสบการณ์ทางดนตรี</p> เกริกพงศ์ ใจคำ อรทัย เครือศรีรัตน์ ประสิทธิ์ คำปิงชัย ชนะพล ยงไสว ธวัช อัศวเดชาฤทธิ์ ธัญลักษณ์ ภู่ริยะพันธ์ หัทยา เฮ็ฟเนอร์ พัทธ์ธีรา สุตัณฑวิบูลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เกริกพงศ์ ใจคำ, อรทัย เครือศรีรัตน์, ประสิทธิ์ คำปิงชัย, ชนะพล ยงไสว, ธวัช อัศวเดชาฤทธิ์, ธัญลักษณ์ ภู่ริยะพันธ์, หัทยา เฮ็ฟเนอร์, พัทธ์ธีรา สุตัณฑวิบูลย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 16 2 74 91 การสังเคราะห์ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/292696 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษา เพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตรและการจัด การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จำนวน 3 คน กลุ่มที่ใช้ในการวิเคราะห์กิจกรรมการเรียนรู้ ได้แก่ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 36 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยมีห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในการวิจัยประกอบด้วย แบบบันทึก การวิเคราะห์เอกสาร แบบประเมินความเหมาะสมของขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษา และแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 2 แผน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษา เพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ระบุปัญหา ขั้นตอนที่ 2 วางแผนเพื่อแก้ปัญหา ขั้นตอนที่ 3 ดำเนินการแก้ปัญหา ขั้นตอนที่ 4 การทดสอบ และขั้นตอนที่ 5 นำเสนอชิ้นงานเพื่อพัฒนาต่อยอด 2) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษา มีความเหมาะสมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด (<em>M</em> = 4.96, <em>SD</em> = 0.22)</p> ฮานีซะห์ มายิ ศุภกาญจน์ บัวทิพย์ ณัฐวิทย์ พจนตันติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ฮานีซะห์ มายิ, ศุภกาญจน์ บัวทิพย์, ณัฐวิทย์ พจนตันติ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 16 2 92 105 ปัจจัยสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้แบบอัจฉริยะส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้เรียนเจเนอเรชันซี กรณีศึกษานักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/292126 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงอิทธิพลของปัจจัยสภาพแวดล้อม ในการเรียนรู้แบบอัจฉริยะต่อความพึงพอใจของผู้เรียน เจเนอเรชันซี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนจำนวน 3 แห่ง ที่มีการเรียนรู้แบบอัจฉริยะระดับชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 ทั้งเพศชายและหญิงจำนวน 250 คน โดยคัดเลือกจากคณะที่มีการจัดการเรียนรู้แบบอัจฉริยะ 5 คณะ ใช้เกณฑ์การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างจากโปรแกรม G*Power โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลซึ่งผลการตรวจสอบความเชื่อมั่นอยู่ที่ 0.92 ความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 ซึ่งยอมรับได้และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติอนุมาน (Inferential Statistics) คือ การวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) ด้วยวิธี Partial Least Squares (PLS-SEM)<br />ผลการวิจัยพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี (SRMR = 0.060) โดยสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะสามารถพยากรณ์ความพึงพอใจของผู้เรียนได้ร้อยละ 78.5 (R^2 = 0.785) และมีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (Path Coefficient = 0.886, t = 45.901) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า บรรยากาศในการเรียนรู้ (Atmosphere) มีค่าน้ำหนักความสำคัญสูงสุด (0.930) รองลงมาคือการมีส่วนร่วม (Participation) (0.923) และสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (Physical) (0.844) ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล<br />การวิเคราะห์ค่าน้ำหนักองค์ประกอบ (Outer Loadings) พบว่า “บรรยากาศในการเรียนรู้” (Atmosphere) เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญสูงสุด (0.930) ตามมาด้วย “การมีส่วนร่วม” (Participation) (0.923) และ “สภาพแวดล้อมทางกายภาพ” (Physical) (0.844) ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ธีรวัฒน์ สิริกชกร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธีรวัฒน์ สิริกชกร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 16 2 106 120 การพัฒนาหลักสูตรดนตรี ในรายวิชาปฏิบัติรวมวง 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารธุรกิจอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/294863 <p> การวิจัยนี้เป็นแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้รายวิชาปฏิบัติรวมวง 1 ของวิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารธุรกิจอุดรธานี 2) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้รายวิชาปฏิบัติรวมวง 1 ให้เหมาะสมกับบริบทของวิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารธุรกิจอุดรธานี 3) ประเมินระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้ ด้วยหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น และ 4) แสดงผลงานและรางวัลที่ได้รับจากการดำเนินการตามรูปแบบการจัดการศึกษา พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้รายวิชาปฏิบัติรวมวง 1 การวิจัยมี 4 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาความต้องการของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้รายวิชาปฏิบัติรวมวง 1 ของวิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารธุรกิจอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างคือผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 156 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสังเกต พบว่า ผู้เรียน มีความต้องการให้รายวิชาปฏิบัติ รวมวง 1 วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลทางสถิติด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติ วิเคราะห์ ประมวลผลข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ระยะที่ 2 ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องการดำเนินการตามกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติและแนวคิดการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะ ระยะที่ 3 ประเมินระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ ด้วยหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น ได้แก่ ผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 2 ทุกสาขาวิชาประเภทบริหารธุรกิจ จำนวน 254 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นการประเมินระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น วิเคราะห์ระดับคุณภาพความต้องการของผู้เรียนต่อรายวิชาปฏิบัติรวมวง 1 โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 4 นักเรียนนักศึกษาผู้สมัครเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 45 คน และนักเรียนนักศึกษาที่ผ่านการคัดกรอง เพื่อเข้ารับการแข่งขันขั้นที่ 1 จำนวน 26 คน ใช้หลักเกณฑ์ในการประเมินการร้องเพลงที่สำคัญด้านคุณภาพเสียง ด้านจังหวะและทำนอง ด้านอักขรวิธี ด้านเทคนิคการร้อง ด้านการตีความและการสื่ออารมณ์ บุคลิกภาพและการแสดงออก<br /> พบว่าหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบสนองต่อบริบทของสถานศึกษาและความแตกต่างระหว่างผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม การบูรณาการองค์ความรู้ด้านดนตรี ส่งเสริมพัฒนา การด้านจิตใจ การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ และสมรรถนะทางสังคมผู้เรียนสามารถทำงานร่วมกันข้ามสาขาวิชา เกิด การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีมและการปรับตัว ผู้เรียนมีระดับความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะด้านความสนุกสนานในการเรียนรู้ การมีส่วนร่วมในกิจกรรม การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง การทำงานเป็นกลุ่ม ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนซึ่งกิจกรรมการเรียนรู้ด้านดนตรีช่วยลดช่องว่างของความต่างด้านความสามารถ สร้างบรรยากาศ การเรียนรู้ที่เอื้อต่อความมั่นใจ การมีส่วนร่วมของผู้เรียน ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านทักษะดนตรี อย่างชัดเจนทั้งด้านการฟัง การร้อง การปฏิบัติจังหวะ สามารถนำความรู้ ทักษะไปใช้ในการแข่งขัน ทักษะวิชาชีพระดับจังหวัด และได้รับรางวัลระดับเหรียญทองหลายรายการ สะท้อนให้เห็นว่าหลักสูตรการเรียนรู้รายวิชาปฏิบัติรวมวง 1 ที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อัชฌพร อังกินันทน์ พิไรกุล แก้วคำงาม เสียงพิณ เสือก่านคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อัชฌพร อังกินันทน์, พิไรกุล แก้วคำงาม, เสียงพิณ เสือก่านคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 16 2 121 133 อิทธิพลของการตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์และการตลาดเชิงเนื้อหา ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมความงามของผู้บริโภค เจเนอเรชันซีในเขตพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/291495 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์และการตลาดเชิงเนื้อหาที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมความงามของผู้บริโภคเจเนอเรชันซีในเขตพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ ดำเนินการศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์เสริมความงามผ่านการตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์และการตลาดเชิงเนื้อหา ได้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 385 คน ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบสะดวก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ <br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) การตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์: องค์ประกอบทั้ง 5 ด้าน มีผลต่อ การตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมความงามของผู้บริโภคเจเนอเรชันซีในเขตพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ โดยด้านที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุดคือ ด้านความเหมือนกันของกลุ่มเป้าหมาย (0.25) รองลงมาคือ ด้านความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (0.20) รองลงมาคือ ด้านความไว้วางใจ (0.18) รองลงมาคือ ด้านความดึงดูดใจ (0.16) และ ด้านความเคารพ (0.11) มีอิทธิพลน้อยที่สุด อย่างมีนัยสำคัญที่สถิติ ที่ระดับ .05 ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจซื้อ ได้ร้อยละ 56.60 2) การตลาดเชิงเนื้อหา: องค์ประกอบทั้ง 5 ด้าน มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมความงามของผู้บริโภคเจเนอเรชันซีในเขตพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ โดยด้านที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุดคือด้านสร้างแรงบันดาลใจ และด้านสร้างอารมณ์หรือความบันเทิง (0.22) รองลงมาคือ ด้านบอกแนวทางแก้ปัญหา (0.18) รองลงมาคือ ด้านให้ไอเดีย (0.16) และ ด้านให้คำแนะนำหรือความรู้ (0.13) มีอิทธิพลน้อยที่สุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจซื้อ ได้ร้อยละ 58.00</p> พลอยชมภู ใจดี ลัสดา ยาวิละ รัตนา สิทธิอ่วม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 พลอยชมภู ใจดี, ลัสดา ยาวิละ, รัตนา สิทธิอ่วม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 16 2 134 147 การสร้างแบรนด์และสื่อสารการตลาดผักกูดอำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/291035 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจพฤติกรรมการบริโภคและความต้องการของผู้บริโภคผักกูดลานสกา 2) สร้างแบรนด์ผักกูดลานสกาแบบชุมชนมีส่วนร่วม และ 3) สื่อสารการตลาดผักกูดลานสกาให้เข้าถึงผู้บริโภค คณะผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงผสานวิธี ในการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการด้านอาหารและสมุนไพร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 20 คน และสนทนากลุ่ม จำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึก การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจาก กลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคผักกูด ซึ่งใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก จำนวน 400 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยการลงรหัส (Coding) สำหรับการสถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ความถี่ และร้อยละ<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) จากการสัมภาษณ์เกษตรกรและผู้ประกอบการผักกูด ผู้ประกอบการด้านอาหารและสมุนไพร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ผักกูดมีตลาดรับซื้อทั้งในและนอกพื้นที่ โดยมีแม่ค้าคนกลางมารับซื้อถึงที่ เพื่อไปส่งขายทั้งภายในจังหวัดและภายนอกจังหวัด และมีร้านอาหารในพื้นที่และนอกพื้นที่รับซื้อโดยตรง และจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคโดยใช้แบบสอบถาม ผู้บริโภคส่วนใหญ่รับประทานผักกูด 1-5 ครั้งต่อเดือน 299 คน ร้อยละ 74.8 ผู้ตอบแบบสอบถามให้เหตุผลในการซื้อผักกูด คือ มีประโยชน์ต่อร่างกาย 175 คน ร้อยละ 29.4 ประเภทอาหารที่ได้รับ ความนิยมมากที่สุด คือ การนำผักกูดไปลวก 205 คน ร้อยละ 32.6 อย่างไรก็ตาม มีผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ได้คำนึงถึงแหล่งปลูก 231 คน ร้อยละ 57.8 และไม่ทราบว่าแหล่งปลูกผักกูดที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดนครศรีธรรมราชอยู่ที่อำเภอลานสกา 286 คน ร้อยละ 71.5 รวมถึงไม่ทราบข้อดีของ ผักกูดลานสกา สำหรับผู้ที่ทราบให้ความสำคัญกับผักกูดลานสกาในแง่ของความอุดมสมบูรณ์ของ ดินและน้ำ อากาศที่บริสุทธิ์ นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับเรื่องการซื้อง่ายสะดวกสำหรับความต้องการผักกูดลานสกา ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับเรื่องผักปลอดสารพิษ มากที่สุด โดยสื่อที่ต้องการให้ใช้ในการสื่อสารการตลาด คือ สื่อสังคมออนไลน์ 279 คน ร้อยละ 36.9 แพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ TikTok 299 คน ร้อยละ 44.3 2) การสร้างแบรนด์ผักกูดลานสกาแบบชุมชนมีส่วนร่วม ผู้ให้ข้อมูลต้องการให้หมู่บ้านเสมา หมู่ที่ 6 อำเภอลานสกาเป็นตัวแทน และภาพจำของผักกูดของอำเภอลานสกา ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดเป้าหมายของแบรนด์ การวางตำแหน่งสินค้าของแบรนด์ การสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ และการสร้างตัวตนของแบรนด์ผ่านการสร้างตราสัญลักษณ์ และคำขวัญ รวมถึงสื่อมาสคอตเพื่อใช้ในกิจกรรมทางการตลาด 3) เพื่อสื่อสารการตลาดผักกูดลานสกาให้เข้าถึงผู้บริโภค ผู้ให้ข้อมูลได้ร่วมกันคิดเนื้อหาและวิธีการนำเสนอผ่านการสื่อสารการตลาดในรูปแบบสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งคลิปและภาพนิ่งเล่าเรื่องผักกูดลานสกาและสื่อออฟไลน์ ได้แก่ สื่อป้ายและสื่อกิจกรรม<strong><br /></strong></p> เมธาวี จำเนียร กรกฎ จำเนียร ปัญจพร เกื้อนุ้ย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เมธาวี จำเนียร, กรกฎ จำเนียร, ปัญจพร เกื้อนุ้ย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 16 2 148 164 ปัจจัยขับเคลื่อนความสำเร็จ: บทบาทสมรรถนะผู้นำและการจัดการกลุ่มของวิสาหกิจชุมชนภาคกลางตอนบน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/294862 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินบทบาทและสมรรถนะของผู้นำวิสาหกิจชุมชนภาคกลางตอนบน 2) วิเคราะห์กระบวนการจัดการกลุ่มของวิสาหกิจชุมชนที่ประสบความสำเร็จ <br />3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะผู้นำกับความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชน และ 4) นำเสนอองค์ความรู้ใหม่ในการพัฒนาการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนขององค์กร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณศึกษาจากสมาชิกวิสาหกิจชุมชนภาคกลางตอนบน จำนวน 30,400 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่าง 395 คน ด้วยการสุ่มแบบชั้นภูมิ จำแนกตามจังหวัด และการวิจัยเชิงคุณภาพผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 คน ได้รับการคัดเลือกด้วย วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง โดยพิจารณาจากผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ และบทบาทเกี่ยวข้องกับ การบริหารและการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และสังเคราะห์ประเด็นหลัก ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br /> ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะผู้นำโดยรวมอยู่ในระดับน้อย โดยเฉพาะสมรรถนะเชิงโอกาสที่ยังขาดความสามารถในการแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ การตลาด และการสร้างเครือข่าย ความร่วมมือ ขณะที่สมรรถนะเชิงความสัมพันธ์ยังมีข้อจำกัดด้านการสื่อสารและการสร้างการมีส่วนร่วม ส่วนสมรรถนะเชิงความคิดรวบยอดยังขาดการคิดเชิงระบบและการวางแผนระยะยาว ส่งผลให้ การกำหนดทิศทาง การพัฒนากลุ่มยังไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนกระบวนการจัดการกลุ่มโดยรวมอยู่ในระดับน้อย (<em>M</em> = 2.36, <em>SD</em> = .78) และความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนอยู่ในระดับน้อยเช่นกัน (<em>M</em> = 2.24, <em>SD</em> = .74) อย่างไรก็ตาม การจัดการกลุ่มมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสำเร็จในระดับ สูงมาก (r = .940, p &lt; .01) โดยเฉพาะด้านการควบคุม ขณะที่สมรรถนะผู้นำโดยรวม (<em>M</em> = 2.55, <em>SD</em> = .67) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสำเร็จในระดับสูงมากเช่นกัน (r = .947, p &lt; .01) การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน พบว่า การจัดการกลุ่มด้านการควบคุม (X1) สมรรถนะ ผู้นำเชิงโอกาส (X2) และสมรรถนะผู้นำเชิงความคิดรวบยอด (X3) เป็นตัวแปรที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนได้ดีที่สุด โดยมีค่า R = .982, R² = .965, Adjusted R² = .964 และ SE = .223 สามารถอธิบายความแปรปรวนของความสำเร็จได้ร้อยละ 96.50 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 222.399, p &lt; .01) สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ Ŷ = 0.964 + 0.821(X₁) + 0.651(X₂) + 0.121(X₃) และสมการคะแนนมาตรฐาน คือ Z = 0.793(X₁) + 0.614(X₂) + 0.273(X₃) นำผลการวิจัยไปสังเคราะห์เกิดองค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบ “3C Leadership and Control Model” ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การจัดการกลุ่มด้านการควบคุม สมรรถนะผู้นำเชิงโอกาส และสมรรถนะผู้นำเชิงความคิดรวบยอด โดยทั้งสามองค์ประกอบทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความสำเร็จ และความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชน</p> ภิญญาพัชญ์ นาคภิบาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ภิญญาพัชญ์ นาคภิบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 16 2 165 177 การรับรู้คุณค่าของตราสินค้าและทัศนคติที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องดื่มอัดลมของผู้บริโภค Generation Y ในจังหวัดนครพนม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/292458 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้คุณค่าตราสินค้า ทัศนคติ และการตัดสินใจซื้อ เครื่องดื่มอัดลมในกลุ่มผู้บริโภค Generation Y ในจังหวัดนครพนม ตลอดจนการศึกษาความสัมพันธ์และอิทธิพลเชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัย เชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภค Generation Y อายุ 29-44 ปี ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนครพนม และมีประสบการณ์ซื้อเครื่องดื่มอัดลมใน 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 400 คน ได้มาโดยใช้การสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.67-1.00) และค่าความเชื่อมั่น (α = 0.88-0.91) การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM)<br /> ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภค Generation Y ในจังหวัดนครพนม มีการรับรู้คุณค่าตราสินค้า ทัศนคติ และการตัดสินใจซื้อเครื่องดื่มอัดลมอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 3.89, 3.76 และ 3.81 ตามลำดับ) การรับรู้คุณค่าของตราสินค้าและทัศนคติมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.68 และ 0.72 ตามลำดับ) ทั้งนี้ ทัศนคติมีอิทธิพลทางตรงต่อการตัดสินใจซื้อสูงกว่าการรับรู้คุณค่าตราสินค้า (β = 0.46 และ 0.38 ตามลำดับ p &lt; .01) โดยทั้งสองตัวแปรสามารถอธิบายความแปรปรวนในการตัดสินใจซื้อได้ร้อยละ 62 (R<sup>2</sup> = 0.62) ผลการวิจัยสนับสนุนแนวคิดคุณค่าตราสินค้าของ Aaker และทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนของ Ajzen อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่าปัจจัย ทางจิตวิทยามีความสำคัญต่อการอธิบายพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคในภูมิภาค ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่เท่านั้น</p> มณีวรรณ บรรลุศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มณีวรรณ บรรลุศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 16 2 178 193 อิทธิพลการสื่อสารการตลาดบูรณาการที่ส่งผลต่อ พฤติกรรมการใช้บริการโรงแรมสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/293382 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอิทธิพลการสื่อสารการตลาดบูรณาการ ได้แก่ การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการขาย การตลาดทางตรง การใช้พนักงานขาย และการตลาดเชิงเนื้อหา ที่มีต่อพฤติกรรมการใช้บริการโรงแรมสัตว์เลี้ยง และศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการโรงแรมสัตว์เลี้ยง เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากผู้เคยใช้บริการจำนวน 400 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็นด้วยวิธีการสุ่มแบบสะดวก เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามออนไลน์ โดยตรวจสอบความเชื่อมั่นกับกลุ่มตัวอย่าง 30 ชุด ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ถดถอยอย่างง่าย และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ<br /> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 238 คน คิดเป็น ร้อยละ 59.50 มีอายุ 26-36 ปี จำนวน 148 คน คิดเป็นร้อยละ 37.00 ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน จำนวน 125 คน คิดเป็นร้อยละ 31.30 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-40,000 บาท จำนวน 157 คน คิดเป็นร้อยละ 39.30 และมีสถานภาพโสด จำนวน 226 คน คิดเป็นร้อยละ 56.50 พฤติกรรมการใช้บริการโรงแรมสัตว์เลี้ยงของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีการแนะนำบอกต่อ อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.80 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการถดถอยอย่างง่าย พบว่า การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการขาย การตลาดทางตรง การใช้พนักงานขาย และการตลาดเชิงเนื้อหา มีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการใช้บริการโรงแรมสัตว์เลี้ยงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อนำมาวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ พบว่า ตัวแปรดังกล่าวทั้ง 6 ตัวแปรสามารถร่วมกันอธิบายความแปรผันของพฤติกรรมการใช้บริการโรงแรมสัตว์เลี้ยงได้ ร้อยละ 76.5 (Adjusted R² = .765) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> พีรณัฐ นวรัตน์ ณ อยุธยา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 พีรณัฐ นวรัตน์ ณ อยุธยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 16 2 194 209 ความหลากหลายทางเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นเชิงปรับตัวของระบบเศรษฐกิจ: กรณีศึกษาจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/var/article/view/293087 <p> การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาตัวชี้วัดดัชนีรวมและวิเคราะห์รูปแบบของความหลากหลายทางเศรษฐกิจร่วมกับความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้างของ 17 จังหวัดภาคเหนือ 2) จำแนกกลุ่มจังหวัดตามระดับการฟื้นตัวและความสามารถในการปรับตัวต่อวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ โดยใช้แบบจำลองพิกัดความหลากหลาย-ยืดหยุ่น (Diversity-Resilience Matrix) และ 3) ศึกษาความยืดหยุ่นของเครือข่ายเศรษฐกิจและความสามารถในการรับมือกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดของ 17 จังหวัดในภาคเหนือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538-2566 รวม 493 ข้อมูล (17 จังหวัด × 29 ปี) ซึ่งรวบรวมจากฐานข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)<br /> ผลการศึกษาพบว่า ความหลากหลายทางเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความยืดหยุ่นของเครือข่าย (r = 0.935) อย่างไรก็ตาม ค่าสหสัมพันธ์ดังกล่าวควรตีความด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากตัวแปรความหลากหลาย (Di) ถูกรวมไว้ในสูตรคำนวณดัชนีความยืดหยุ่น (Ri) ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าสหสัมพันธ์สูงกว่าความเป็นจริง จังหวัดลำปาง ตาก และนครสวรรค์ มีดัชนีความหลากหลายสูงสุด 0.855, 0.852 และ 0.848 ตามลำดับ ในขณะที่เชียงใหม่มีความหลากหลายต่ำ (อันดับ 11) เนื่องจากพึ่งพิงภาคท่องเที่ยวสูงถึงร้อยละ 36.4 การจัดกลุ่มด้วยแบบจำลองพิกัดความหลากหลาย-ยืดหยุ่น แสดงให้เห็นว่ากลุ่มดาวเด่น (Stars) มีสัดส่วนร้อยละ 41.2 กลุ่มจุดคำถาม (Question Marks) ร้อยละ 11.8 ประกอบด้วยจังหวัดลำพูนและพิจิตร กลุ่มจุดอ่อน (Dogs) ร้อยละ 47.1 โดยไม่มีจังหวัดใดในกลุ่มแหล่งรายได้ (Cash Cows) การวิเคราะห์การรับมือวิกฤตการณ์ 3 ครั้ง เผยให้เห็นรูปแบบ ความยืดหยุ่นเชิงปรับตัว โดยอุตรดิตถ์แสดงประสิทธิภาพดีที่สุด (+0.239) ในขณะที่ตากมีการลดลง (−0.145) เนื่องจากผลกระทบจากการปิดพรมแดน การศึกษาเสนอแนะให้ยกระดับและสร้าง ความหลากหลายภายในภาคบริการสำหรับจังหวัดที่พึ่งพิงภาคเดียว พัฒนาลำปางเป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้ และสร้างระบบเตือนภัยวิกฤตเฉพาะแต่ละประเภทจังหวัด</p> ภคพร วัฒนดำรงค์ ไอลดา สุขนาค เนื้อทิพย์ สุ่มแก้ว อิทธิฤทธิ์ วงศ์ไชย วิทวัส ขัดทาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ภคพร วัฒนดำรงค์, ไอลดา สุขนาค, เนื้อทิพย์ สุ่มแก้ว, อิทธิฤทธิ์ วงศ์ไชย, วิทวัส ขัดทาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 16 2 210 228