https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/issue/feed วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2022-04-29T16:18:33+07:00 ผศ.ดร.ปุณยนุช นิลแสง rdi_journalsci@vru.ac.th Open Journal Systems <p>เป็นวารสารเพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานบทความวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สู่นักวิจัยและผู้สนใจทั่วไป ส่งเสริมความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ ประสบการณ์ในการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระหว่างสถาบัน ได้แก่ อาหาร วิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เกษตรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีสารสนเทศ <br />ISSN 2351-0366 ( Print )</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/256189 ปกวารสาร 2022-04-29T16:00:10+07:00 <p>-</p> 2022-04-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/256190 ปกใน 2022-04-29T16:11:16+07:00 <p>-</p> 2022-04-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/256193 บทบรรณาธิการ 2022-04-29T16:14:51+07:00 <p>-</p> 2022-04-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/256195 สารบัญ 2022-04-29T16:16:29+07:00 <p>-</p> 2022-04-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/253875 CRYSTAL MODULUS OF TWARON AND TECHNORA FIBRES 2022-03-17T17:14:14+07:00 Nathakamolwan Srijunpetch nathakamolwan@vru.ac.th R.J. Young robert.young@manchester.ac.uk <p>Synchrotron radiation was used to follow the change of <em>c</em><strong>-</strong>spacing of meridional reflections with applied tension which allowed the crystal strain to be calculated<strong>. </strong>The crystal modulus values of Technora, Twaron 81 and 83 fibres were determined and compared to the fibre tensile modulus values<strong>. </strong>The crystal moduli of both Twaron 81 and 83 had similar values of 200 GPa where as that of Technora fibre was much lower at 105 GPa<em>.</em></p> 2022-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/253824 การพัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรดกีวีผสมมะตาด (Dillenia indica Linn.) เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในชุมชนมอญสามโคก จังหวัดปทุมธานี 2022-01-28T15:26:40+07:00 สวรส วรรณพราหมณ์ sawarot.wan@vru.ac.th มงคล วงษ์พูล mongkol.wong@vru.ac.th มนัญญา คำวชิระพิทักษ์ manunya@vru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบผลมะตาดซึ่งเป็นพืชพื้นถิ่นของตำบลบ้านงิ้ว อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ให้เป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อเป็นช่องทางหนึ่งที่ใช้เพื่อส่งเสริมการสร้างผลิตภัณฑ์ประเภทสเปรด โดยมีวัตถุประสงค์ 1. หาอัตราส่วนกีวีต่อน้ำตาลซูโครสที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์สเปรดกีวี และ 2.พัฒนาเป็นผลิตภัณ ฑ์สปรดกีวีผสมมะตาด ผลการตรวจคุณภาพผลิตภัณฑ์ด้วยการทดสอบทางประสาทสัมผัสและคุณภาพทางกายภาพและเคมีของผลิตภัณฑ์ พบว่า อัตราส่วนกีวีต่อน้ำตาลซูโครสในการผลิตสเปรดกีวีคือ 70:30 เมื่อนำมาพัฒนาต่อเป็นสเปรดกีวีผสมมะตาดโดยศึกษาอัตราส่วนที่ของกีวีต่อมะตาด 3 ระดับ คือ 100:0, 75:25 และ 50:50 ตามลำดับ พบว่าสูตรที่เหมาะสม คือสูตรที่มีกีวีต่อมะตาดในอัตราส่วน 50:50 โดยได้รับคะแนนยอมรับทางประสาทสัมผัส ด้านสี กลิ่นรสชาติเปรี้ยว รสชาติหวาน ด้านความยากง่ายในการสเปรดและด้านความชอบโดยรวม เท่ากับ 6.68, 6.81, 7.54, 7.27, 7.68 และ 7.68 ตามลำดับ มีค่าสี L*, a* และ b* เท่ากับ 50.96, -0.21 และ 7.39 ตามลำดับ มีปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมด (Total soluble solid, TSS) เท่ากับ 60.57°Brix ค่า a<sub>w </sub>เท่ากับ 0.85 และมีค่าความแข็ง ค่าแรงดึงความเหนียวยึดติด และค่าการยึดติด เท่ากับ 167.16 g, 89.16g และ 10.98 mJ</p> <p> </p> 2022-04-04T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/254279 องค์ประกอบทางพฤกษเคมีและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของกะทกรก 2022-03-03T09:24:48+07:00 วัลย์ลิกา สุขสำราญ wallika.s@lawasri.tru.ac.th กัณฐมณี โพธิวัฒน์ ktmnptw782540@gmail.com อรอนงค์ ประนนท์ pangonanong18@gmail.com <p>งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาสารพฤกษเคมี และฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดหยาบชั้นเมทานอลจากส่วนต่าง ๆ ของกะทกรก (<em>Passiflora foetida </em>L.) ทั้งหมด 4 ส่วน ได้แก่ ใบ ดอก เปลือก และเมล็ดจากการศึกษาสารพฤกษเคมีจากสารสกัดหยาบชั้นเมทานอลจากส่วนต่าง ๆ ของกะทกรก สารพฤกษเคมี ของสารสกัดหยาบ พบคาร์ดิแอคไกลโคไซด์ คูมาริน ซาโปนิน แทนนิน ฟีนอลิก และ ฟลาโวนอยด์ ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวม ปริมาณสารประกอบแทนนินรวมและปริมาณสารประกอบฟลาโวนอยด์รวม มีปริมาณ 22.02 ± 0.04 ถึง 68.82 ± 0.08 mgGAE.g-1, 34.25 ± 0.09 ถึง 87.36 ± 0.04 mgTAE.g-1 และ 22.13±0.31 ถึง 148.33±2.92 mgRE.g-1 ตามลำดับ ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH free radical scavenging assay ที่ความเข้มข้น 1395.00 ไมโครกรัมต่อลิตร สารสกัดหยาบชั้นเมทานอลจากใบกะทกรก มีฤทธิ์ของการต้านอนุมูลอิสระมากที่สุดเท่ากับร้อยละ 91.24 ± 0.19 รองลงมาคือ เปลือก (ร้อยละ 87.52 ± 0.65) เมล็ด (ร้อยละ 76.79 ± 0.54) และดอก (ร้อยละ 47.13 ± 0.36) ตามลำดับ และจากการศึกษาความเข้มข้นของสารที่มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระร้อยละ 50 () พบว่าสารสกัดหยาบชั้นเมทานอลจากใบกะทกรกมีค่ามากที่สุดเท่ากับ 494.70 ไมโครกรัมต่อลิตร รองลงมาคือ เปลือก (629.08 ไมโครกรัมต่อลิตร) เมล็ด (897.90 ไมโครกรัมต่อลิตร) และดอก (1524.15 ไมโครกรัมต่อลิตร) จากผลข้างต้นพบว่าสามารถนำส่วนต่าง ๆ ของกะทกรกมาเป็นข้อมูลที่สนับสนุนการพัฒนาสมุนไพรมาใช้ต่อไป</p> 2022-04-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/253818 การพิมพ์สีธรรมชาติจากใบเพกาด้วยเทคนิคการถ่ายโอนสีสู่ผ้าฝ้าย 2022-02-02T15:16:53+07:00 วีระศักดิ์ ศรีลารัตน์ veerasak@vru.ac.th สุจาริณี สังข์วรรณะ sujarinee@vru.ac.th ภัทรภร พุฒพันธ์ phattaraporn@vru.ac.th ธิติรัตน์ วงษ์กาฬสินธุ์ thitirat@vru.ac.th ณรัช พรนิธิบุญ narat.porn@vru.ac.th ธนัง ชาญกิจชัญโญ thanang2528@hotmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาวิธีการพิมพ์สีธรรมชาติที่ดีที่สุด โดยเปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยต่างๆ ได้แก่ สารที่ช่วยกระตุ้นเม็ดสี (เฟอร์รัสซัลเฟต กรดอะซิติก แคลเชียมไฮดรอกไซด์) และระยะเวลา (30 45 60 นาที) ผลการศึกษาพบว่า การผสมน้ำด้วยเฟอร์รัสซัลเฟตที่ 0.2 กรัมต่อลิตร ระยะเวลา 45 นาที สามารถให้สีเหลืองเข้มและความคมชัดของใบเพกาได้ดีที่สุดกว่าวิธีอื่นๆ นอกจากนี้เมื่อนำไปประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างต่อการวางลวดลาย พบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 คน มีความพึงพอใจต่อการวางลวดลายทั้ง 3 แบบ อยู่ในระดับมาก โดยการวางลวดลายในแบบที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาเป็นแบบที่ 3 และ 2 ตามลำดับ การพิมพ์ผ้าด้วยเทคนิคที่เป็นธรรมชาติสามารถทำให้สีใบเพกามีความชัดเจน และมีลวดลายทันสมัย โดยสามารถดึงสีสันจากสีใบเพกาให้มีสีเหลืองเข้ม ลวดลายมีความคมและประณีตของเส้นใบ อีกทั้งยังสามารถนำไปต่อยอดโดยการตัดเย็บเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และของตกแต่งบ้านจากผ้า ตลอดจนเป็นการส่งเสริมธุรกิจครัวเรือนและชุมชนได้อีกทางหนึ่ง </p> 2022-04-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/252415 พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของประชาชน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 2022-03-28T15:50:30+07:00 นัชชา ยันติ nadchar_net@hotmail.com ธธิธา เวียงปฏิ tatitawiangpati@gmail.com <p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กลุ่มตัวอย่างคือประชาชน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จำนวน 381 คน เก็บข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบไคสแควร์ ผลการศึกษา พบว่า ประชาชนมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองภาพรวมในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.4 (S.D. = 0.42) โดยมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเอง ด้านการรับประทานอาหารอยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.6 (S.D. = 0.62) พฤติกรรมการออกกำลังกายอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.0 (S.D. = 0.65) และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพจิตอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.6 (S.D. = 0.37) พฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.3 (S.D. = 0.53) ปัจจัยพฤติกรรมการบริโภคอาหารและพฤติกรรมการออกกำลังกาย มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของประชาชน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 (<em>p</em> – value = &lt;0.001 และ <em>p</em> – value = &lt;0.001 ตามลำดับ) ดังนั้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรดำเนินการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพในเรื่องของการบริโภคอาหารและการออกกำลังกายเพื่อให้ประชาชนมีการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีต่อไป</p> 2022-04-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/252203 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคโนโมโฟเบียของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี 2022-03-25T16:21:59+07:00 สุจารี ดำศรี melinda.sujaree@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการใช้สมาร์ตโฟน/แท็บเล็ต ศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคโนโมโฟเบีย และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคโนโมโฟเบียของนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ปีการศึกษา 2563 จำนวน 400 คน เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบ t-test F-test และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ร้อยละ 94.30 ของตัวอย่างใช้สมาร์ตโฟน/แท็บเล็ตเป็นประจำในขณะที่อยู่คนเดียว โดยโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันในสมาร์ตโฟน/แท็บเล็ตที่นักศึกษาใช้เป็นประจำมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ Facebook ร้อยละ 95.50 รองลงมาเป็น Line ร้อยละ 86.0 และ Messenger ร้อยละ 80.30 เมื่อพิจารณาถึงระยะเวลาในการใช้งานสมาร์ตโฟน/แท็บเล็ตต่อวัน พบว่า ร้อยละ 33.00 ของตัวอย่างมีระยะเวลาในการใช้งานสมาร์ตโฟน/แท็บเล็ตต่อวันตั้งแต่ 10 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เพื่อสนทนาออนไลน์ รองลงมาจะใช้เพื่อฟังเพลง พฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคโนโมโฟเบียมากที่สุด 2 อันดับแรก คือ การใช้สมาร์ตโฟน/แท็บเล็ตนานกว่าที่ได้ตั้งใจไว้ รองลงมา คือ การนำสมาร์ตโฟน/แท็บเล็ตติดตัวไปทุกที่แม้กระทั่งเข้าห้องน้ำ ซึ่งร้อยละ 49.00 ของตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคโนโมโฟเบียระดับปานกลาง สำหรับข้อมูลทั่วไปที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคโนโมโฟเบียที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ได้แก่ ชั้นปี คณะ เกรดเฉลี่ย (GPA) ในภาคเรียนล่าสุด การใช้สมาร์ตโฟน/แท็บเล็ตเป็นประจำขณะรับประทานอาหาร ความถี่ในการใช้สมาร์ตโฟน/แท็บเล็ต เพื่อโทรศัพท์ออกต่อวัน และระยะเวลาในการใช้สมาร์ตโฟน/แท็บเล็ตต่อวัน และมี 5 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคโนโมโฟเบียของนักศึกษาที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ได้แก่ ปัจจัยด้านวัตถุประสงค์การใช้สมาร์ตโฟน/แท็บเล็ต (r=0.30, p&lt;0.05) ปัจจัยด้านครอบครัว (r=0.20, p&lt;0.05) ปัจจัยด้านเพื่อน (r=0.28, P&lt;0.05) ปัจจัยด้านค่านิยม (r=0.55, p&lt;0.05) และปัจจัยด้านเทคโนโลยี (r=0.34, p&lt;0.05)</p> 2022-04-27T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/254637 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการป้องกันภาวะไขมันในเส้นเลือดสูงของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลไผ่ต่ำ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี 2022-04-20T10:34:25+07:00 ปัณณทัต ตันธนปัญญากร phannathat.tan@vru.ac.th อัษฎาวุฒิ โยธาสุภาพ aussadawut.yo@vru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูง และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูง<br />ในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) ในตำบลไผ่ต่ำ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 160 คน สุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มแบบบังเอิญ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการป้องกันภาวะไขมันในเส้นเลือดสูงอยู่ในระดับดี กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 71.9) สถานภาพสมรส <br />(ร้อยละ 63.1) การศึกษาระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 73.8) โดยมีอายุเฉลี่ย 63.3 ปี และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 6,028.9 บาท อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับภาวะไขมันในเส้นเลือด (ร้อยละ 49.4) ทัศนคติเกี่ยวกับภาวะไขมันในเส้นเลือด (ร้อยละ 81.9) และการรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกัน (ร้อยละ 54.4) เกี่ยวกับภาวะไขมันในเส้นเลือดสูงอยู่ในระดับปานกลาง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านส่วนใหญ่มีการรับรู้โอกาสเสี่ยง (ร้อยละ 73.8) การรับรู้ความรุนแรง (ร้อยละ 88.8) อยู่ในระดับมาก และส่วนใหญ่มีแรงสนับสนุนทางสังคม (ร้อยละ 77.5) อยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูง ได้แก่ อายุ น้ำหนัก ความรู้เกี่ยวกับภาวะไขมันในเส้นเลือดสูง การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดไขมันในเส้นเลือดสูง และแรงสนับสนุนทางสังคม (p -value = 0.003, p -value = 0.048, p -value = 0.022, p -value = 0.034, p -value &lt; 0.001 ตามลำดับ) ผลการศึกษานี้สามารถประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโปรแกรมที่จะช่วยลดระดับไขมันในเลือดและส่งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดี </p> <p> </p> 2022-04-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/253825 การพัฒนาชาเขียวมะลิผสมมะตาด (Dillenia indica Linn.) และสารทดแทนความหวาน เพื่อเป็นแนวทางการผลิตเป็นชาพร้อมดื่ม สินค้าชุมชนชาวมอญ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 2022-03-25T16:07:35+07:00 มงคล วงษ์พูล mongkol.wong@vru.ac.th สวรส วรรณพราหมณ์ sawarot.wan@vru.ac.th มนัญญา คำวชิระพิทักษ์ manunya@vru.ac.th <p>มะตาดจัดเป็นพืชพื้นถิ่นของชุมชนมอญสามโคก จังหวัดปทุมธานีเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์สูงด้านเภสัชวิทยาที่คนมอญนิยมนำมาใช้ประกอบอาหาร งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชามะตาดที่บรรจุในชาซองเยื่อกระดาษโดยศึกษาอัตราส่วนผสมของชาเขียวกลิ่นมะลิและมะตาดแห้ง 3 ระดับ คือ 70:30, 50:50 และ 30:70 โดยน้ำหนัก และศึกษาชนิดของสารทดแทนความหวานที่ไม่ให้พลังงาน 3 ชนิด คือ สารทดแทนความหวานที่ไม่ให้พลังงานทางการค้า D, Erythritol (E) และ Sucralose (F) เปรียบเทียบกับน้ำตาลซูโครส (S) ในการผลิตชาเขียวกลิ่นมะลิผสมมะตาดพร้อมดื่ม ผลการวิจัยพบว่าน้ำชาสูตรที่มีอัตราส่วนผงชาเขียวมะลิต่อผงมะตาด เท่ากับ 30:70 ได้รับคะแนนยอมรับทางประสาทสัมผัสมากที่สุด น้ำชาที่ใช้สารทดแทนความหวาน E และ F ทั้งสองชนิดได้รับคะแนนความชอบเฉลี่ยมากที่สุดในด้านสี ด้านกลิ่น ด้านรสชาติ และด้านความชอบโดยรวม โดยสูตร E มีคะแนนด้านสี ด้านกลิ่น ด้านรสชาติ และด้านความชอบโดยรวม เท่ากับ 7.73, 7.68, 7.45 และ 7.83 ตามลำดับ และสูตร F เท่ากับ 7.63, 7.38, 7.70 และ 7.93 ตามลำดับ ทั้งสองสูตรมีค่า <em>L</em>*, <em>a</em>* และ <em>b</em>* ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่า <em>L</em>* ของน้ำชาสูตร E และ F เท่ากับ 26.64, 26.80 ตามลำดับ ค่าสี <em>a</em>* เท่ากับ (-0.10), (-0.12) ตามลำดับ และค่าสี <em>b</em>* เท่ากับ 3.42, 3.26 ตามลำดับ โดยมีค่าปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมดเท่ากับ 1.40, 0.30 องศาบริกซ์ ตามลำดับและมีพีเอชเท่ากับ 3.70 ชาเขียวกลิ่นมะลิผสมมะตาดมีสีเหลืองอ่อนรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย สามารถนำพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนมอญต่อไปได้ในอนาคต</p> 2022-04-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/254340 ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของบุคลากรทางการแพทย์ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัส-2019 ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง สังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 2022-04-20T10:35:30+07:00 ปัณณทัต ตันธนปัญญากร phannathat.tan@vru.ac.th กล้าณรงค์ วงศ์พิทักษ์ klarnarong.wong@vru.ac.th กุลภัสร์ชา มาอุ่น nirobon.ma@vru.ac.th พลอยณญารินทร์ ราวินิจ ploychayarin.ra@vru.ac.th อานันตยา ป้องกัน anantaya.pong@vru.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของบุคลากรทางการแพทย์ ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัส-2019 ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง สังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจำนวน 264 คน ที่มีอายุระหว่าง 18-59 ปี ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง สังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสอบถามด้วยรูปแบบออนไลน์ ระหว่างเดือนสิงหาคม ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติการทดสอบไคสแควร์ ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความชุกของความเครียดอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ45.5) รองลงมาคือ ความเครียดระดับรุนแรง และระดับปานกลาง (ร้ออยละ 38.6 และ 14.4 ตามลำดับ) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของบุคลากรทางการแพทย์ ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัส-2019 ได้แก่ เพศ <em>(</em> = 3.333, df= 1, p=0.004) รายได้ต่อเดือน <em>(</em> = 5.303, df= 3, p=0.001) โรคประจำตัว <em>(</em> = 3.347, df= 1, p&lt;0.001) พฤติกรรมการป้องกันตนเอง<em> (</em> = 6.615, df= 2, p=0.020) แรงสนับสนุนทางสังคม <em>(</em> = 2.665, df= 2, p&lt;0.001) ปัจจัยเอื้อต่อภาวะเครียด <em>(</em> = 2.295, df= 2, p&lt;0.001) และปัจจัยเสริมต่อภาวะเครียด <em>(</em> = 2.295, df= 1, p&lt;0.001) ผลจากการศึกษาในครั้งนี้สามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการลดความเครียดของบุคลากรทางการแพทย์โดยส่งเสริมให้มีกิจกรรมกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงาน ควรลดความเสี่ยงสำหรับกลุ่มบุคลากรที่มีโรคประจำตัว และส่งเสริมให้การปฏิบัติหน้าที่เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า-2019</p> 2022-04-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี