https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/issue/feed วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2022-08-30T17:10:21+07:00 ผศ.ดร.ปุณยนุช นิลแสง rdi_journalsci@vru.ac.th Open Journal Systems <p>เป็นวารสารเพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานบทความวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สู่นักวิจัยและผู้สนใจทั่วไป ส่งเสริมความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ ประสบการณ์ในการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระหว่างสถาบัน ได้แก่ อาหาร วิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เกษตรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีสารสนเทศ <br />ISSN 2351-0366 ( Print )</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/258761 ปกวารสาร 2022-08-30T16:58:03+07:00 <p>-</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/258762 ปกใน 2022-08-30T16:59:53+07:00 <p>-</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/258763 บทบรรณาธิการ 2022-08-30T17:02:00+07:00 <p>-</p> <p>&nbsp;</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/258766 สารบัญ 2022-08-30T17:06:04+07:00 <p>-</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/254379 การประเมินการรั่วไหลของก๊าซปิโตรเลียมเหลวห้องปฏิบัติการครัวร้อน ด้วยโปรแกรม ALOHA และ Google Earth ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จังหวัดปทุมธานี 2022-04-22T15:30:49+07:00 อรวรรณ ชำนาญพุดซา orawan.cham@vru.ac.th ชัยวัฒน์ เผดิมรอด Chaiwat.p@fph.tu.ac.th <p>ก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือ LPG เมื่อรั่วไหลจะเกิดไฟไหม้และระเบิด ทำให้ผิวหนังไหม้ ขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตได การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแพรกระจาย และการระเบิดเมื่อมีการรั่วไหลของกาซปโตรเลียมเหลวแบบอัดอากาศ ขนาด 48 กิโลกรัม จำนวน 5 ถัง ของห้องปฏิบัติการครัวร้อนด้วยโปรแกรม ALOHA (Areal Locations of Hazardous Atmospheres) และ Google earth ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จังหวัดปทุมธานี โดยการจำลองสถานการณ์ 3 ฤดู พบว่าที่ระดับ ERPG-3 (ความเข้มข้น 33,000 ppm) ระดับ ERPG-2 (ความเข้มข้น 17,000 ppm) และระดับ ERPG-1 (ความเข้มข้น 5,500 ppm) ในฤดูหนาว<br />มีระยะการรั่วไหลสูงสุดที่ระยะ 194 , 325 และ 620 เมตรตามลำดับ โดยแพร่กระจายไปทิศทางตะวันออกเฉียงเหนือ การรั่วไหลแบบกลุ่มหมอกก๊าซไวไฟ พบว่าฤดูฝนค่าขีดจำกัดบนที่ระเบิดได้ <br />(60 %LEL ความเข้มข้น 12,600 ppm ) และค่าขีดจำกัดล่างที่ระเบิดได้ (10 %LELความเข้มข้น 2,100 ppm ) มีรัศมีการรั่วไหลสูงสุดที่ 55 และ 137 เมตรตามลำดับ ฤดูร้อนพบการเกิดเพลิงไหมและการระเบิดแบบ <br />Jet fire ที่ทำให้เกิดเปลวไฟที่ความสูง 4 เมตรทำให้ผู้ที่อยู่ภายในรัศมี 10 เมตรได้รับอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต <br />และพบว่าเกิดเพลิงไหมและการระเบิดแบบ BLEVE เป็นลูกไฟขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 18 เมตร โดยฤดูร้อนทำให้เกิดรังสีความร้อนที่ระดับความเข้ม 10 กิโลวัตต์ต่อตารางเมตร ทำให้ผู้ที่อยู่ภายในรัศมี 45 เมตรได้รับอันตรายถึงชีวิตและโครงสร้างอาคารถูกทำลาย ดังนั้น ทางมหาวิทยาลัยแห่งนี้ควรจัดทำแผนการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินที่ครอบคลุมการแพร่กระจายที่ระดับ ERPG-1,2 และ 3 ค่าระดับความเข้มที่ปลอดภัยและระดับความเข้มของการแผ่รังสีความร้อน เพื่อลดการสัมผัสที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ และนำข้อมูลไปใช้ในการจัดทำแผนตอบโต้เหตุฉุกเฉินในสถานศึกษาและชุมชนที่ใกล้เคียงที่มีความเสี่ยงในแบบเดียวกันกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ต่อไป</p> 2022-07-11T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/257102 การเติบโตของสาหร่ายขนาดเล็ก Chlorella protothecoides BUUC1602 จากหัวเชื้อที่เก็บรักษาด้วยเทคนิคการตรึงเซลล์ในแคลเซียมอัลจิเนต 2022-07-01T14:20:27+07:00 มะลิวัลย์ คุตะโค maliwan@buu.ac.th จันทร์จรัส วัฒนะโชติ janjarus@buu.ac.th ยุธยา อยู่เย็น yutthaya_yuy@dusit.ac.th นงนุช รุ่งสว่าง nongnuch_uta@dusit.ac.th รชนิมุข หิรัญสัจจาเลิศ rachanimuk@buu.ac.th ปวีณา ตปนียวรวงศ์ paveena.tap@biotec.or.th ภควรรณ เศรษฐมงคล pakawan-p@go.buu.ac.th <p>หัวเชื้อสาหร่ายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญต่อการเติบโตของสาหร่ายในกระบวนการเลี้ยง งานวิจัยนี้ได้ศึกษาการเติบโตของ <em>Chlorella protothecoides</em> BUUC1602 จากการเลี้ยงด้วยหัวเชื้อที่ได้จากวิธีการตรึงและเก็บรักษาเซลล์ที่แตกต่างกัน ในการทดลองขั้นแรกเลี้ยงสาหร่ายด้วยวิธีแบบเซลล์แขวนลอยและเซลล์ตรึงสาหร่ายด้วยอาหารสูตรกิลลาร์ด F/2 ความเค็ม 30 พีเอสยู วางขวดเลี้ยงสาหร่ายภายใต้อุณหภูมิห้องปฏิบัติการ 26±1 องศาเซลเซียส และให้แสง 4000 ลักซ์ พบว่าอัตราการเติบโตจำเพาะของสาหร่ายที่เลี้ยงแบบเซลล์แขวนลอยและเซลล์ตรึง เท่ากับ 0.34 และ 0.53 ต่อวัน ตามลำดับ ขั้นตอนต่อมา ทดลองเตรียมเม็ดเซลล์ตรึงสาหร่ายบนแคลเซียมอัลจิเนต ทั้งรูปแบบที่ไม่เติมกลีเซอรอล และเติมกลีเซอรอลให้มีความเข้มข้น 5% ปริมาตรต่อปริมาตร แล้วนำเม็ดเซลล์ตรึงสาหร่ายเก็บรักษาด้วยวิธีการแช่เยือกแข็งที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส และทำแห้งด้วยวิธีการระเหิด เก็บรักษาเม็ดเซลล์ตรึงที่ผ่านขั้นตอนเก็บรักษาเซลล์ไว้เป็นเวลา 30 วัน จากนั้นจึงละลายเม็ดเซลล์ตรึง และนำสาหร่ายไปเลี้ยงแบบเซลล์แขวนลอย พบว่า การใช้หัวเชื้อสาหร่ายในรูปของเซลล์ตรึงที่มีการเติมกลีเซอรอล และผ่านขั้นตอนการเก็บรักษาเซลล์ด้วยวิธีการระเหิด ทำให้สาหร่ายมีการเติบโตได้ดีกว่าชุดการทดลองอื่น โดยให้เซลล์สูงสุด 138x10<sup>4</sup> เซลล์ต่อมิลลิลิตร และอัตราการเติบโตจำเพาะ 0.69 ต่อวัน แสดงให้เห็นว่า หากต้องการเก็บรักษาเซลล์สาหร่าย <em>C. protothecoides</em> BUUC1602 เพื่อใช้งานเป็นหัวเชื้อที่สะดวกในการเก็บรักษาสภาพ สามารถทำโดยวิธีการตรึงเซลล์สาหร่ายบนแคลเซียมอัลจิเนตที่มีกลีเซอรอลเป็นส่วนผสมและผ่านการทำแห้งด้วยวิธีการระเหิดได้</p> 2022-07-24T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/255396 ผลของการใช้เพอร์ไลต์ที่ปรับสภาพด้วยความร้อนเป็นสารปรับปรุงดินต่อผลผลิตของมันสำปะหลัง และสมบัติของดินทรายจัด ในตำบลเพนียด อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี 2022-06-21T10:17:38+07:00 รัตถชล อ่างมณี rattachon@vru.ac.th สิโรรัตน์ จั่นงาม sirorath@vru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้เพอร์ไลต์ที่ปรับสภาพด้วยความร้อนเป็น<br />สารปรับปรุงดินต่อผลผลิตของมันสำปะหลัง และสมบัติของดินทรายจัด ในตำบลเพนียด อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ผลการศึกษาพบว่าดินในพื้นที่ศึกษาเป็นประเภทดินทรายจัด มีค่าความหนาแน่นรวม 1.58 กรัม/ลบ.ซม. มีค่าความหนาแน่นของอนุภาคดิน 2.55 กรัม/ลบ.ซม และมีค่าความพรุนประมาณ 41 % ไม่มีคุณสมบัติในการกักเก็บธาตุอาหารเนื่องจากอนุภาคส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นควอตซ์ เป็นกรดเล็กน้อย มีปริมาณน้ำที่เป็นประโยชน์ต่ำมาก (5 %) มีอินทรียวัตถุ และธาตุอาหารต่าง ๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก ค่าการแลกเปลี่ยนประจุบวกต่ำ การศึกษาการปรับปรุงดินด้วยเพอร์ไลต์ที่ปรับสภาพด้วยความร้อนโดยการผสมในแปลงทดลองที่<br />แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 800 กิโลกรัม/ไร่ 1,600 กิโลกรัม/ไร่ และไม่ใส่เพอร์ไลต์ แต่ละกลุ่มตัวอย่างมี<br />จำนวน 3 ตัวอย่าง โดยเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์สมบัติของดินทุก ๆ 60 วัน ผลการทดลองพบว่าดินหลังการปรับปรุงด้วยเพอร์ไลต์ที่ปรับสภาพด้วยความร้อนมีผลทำให้สมบัติของดินได้แก่ค่าความเป็นกรดด่าง ค่าการนำไฟฟ้า ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดิน โพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ในดิน แคลเซียมที่เป็นประโยชน์ในดิน แมกนีเซียมที่เป็นประโยชน์ในดิน ปริมาณน้ำที่เป็นประโยชน์ในดินสูงกว่าดินแปลงควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ <br />ผลการศึกษาผลของเพอร์ไลต์ต่อผลผลิตมันสำปะหลัง พบว่าให้ค่าผลผลิตรวมสูงกว่า ดินก่อนการปรับปรุง อย่างมีนัยสำคัญ (Sig. = 0.000) โดยผลผลิตเฉลี่ยของมันสำปะหลังของแปลงทดลองจำนวน 3 แปลงที่ปรับปรุงดินด้วยเพอร์ไลต์ในอัตราส่วน 1,600 กิโลกรัม/ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ยที่ 64 กิโลกรัม ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยจากแปลงทดลองที่ไม่ได้รับการปรับปรุงดินด้วยเพอร์ไลต์ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ยทั้ง 3 แปลง 46 กิโลกรัม ผลการศึกษาครั้งนี้จึงสรุปได้ว่า การใช้เพอร์ไลต์ที่ปรับสภาพด้วยความร้อนเป็นวัสดุปรับปรุงดินส่งผลต่อสมบัติทางเคมี และกายภาพของดิน ตลอดจนผลผลิตของมันสำปะหลังอย่างมีนัยสำคัญ</p> 2022-07-24T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/256345 แบบจำลองการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ ภายใต้แรงภายนอกที่ขึ้นอยู่กับเวลา 2022-06-23T11:27:09+07:00 จุฑามาศ ช้างคำ namsay110@gmail.com ปิยรัตน์ มูลศรี piyarutto@hotmail.com อาทิตย์ หู้เต็ม artithutem@pcru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเคลื่อนที่ของอนุภาคที่เคลื่อนที่แบบออสซิลเลตที่เป็นฟังก์ชันของเวลาในแนวระดับและแนวดิ่ง ซึ่งการศึกษาเริ่มจากวิเคราะห์สมการการเคลื่อนที่ของอนุภาคตาม<br />กฎข้อที่สองของนิวตัน จากนั้นคำนวณหาการกระจัดและความเร็วในแนวระดับและแนวดิ่งของอนุภาคที่เคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ที่เป็นฟังก์ชันของเวลา ภายใต้แรงต้านอากาศและแรงยก และเปรียบเทียบกับการเพิ่มแรงภายนอกเข้าไปในแนวดิ่ง จากนั้นนำผลที่ได้สร้างกราฟด้วยโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งผลการวิจัย พบว่า กราฟความเร็วและกราฟการกระจัดในแนวดิ่งที่เป็นฟังก์ชันของเวลาที่มีแรงภายนอกมากระทำสูงกว่ากราฟที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำเมื่อเวลาเท่ากัน และไม่เป็นกราฟพาราโบลาที่สมมาตรตามทฤษฎี</p> 2022-08-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/256367 ผลของสารสกัดจากใบแมงลักต่อการงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของพืช 4 ชนิด 2022-06-21T11:27:28+07:00 ภารดี แซ่อึ้ง parad.nuch@gmail.com ณัฐวรรณ ปัญญา Natthawan.232541@gmail.com <p>การศึกษาผลของสารสกัดจากใบแมงลักต่อการงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของพืช 4 ชนิด ได้ทำการทดสอบในพืชทดสอบได้แก่ หญ้าข้าวนก ข้าว ต้อยติ่ง และถั่วเขียว วางแผนการทดลองแบบ Completely Randomized Design (CRD) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยแบบ Least Significant Difference(LSD) จำนวน 3 สิ่งทดลอง โดยสิ่งทดลองที่เปรียบเทียบ คือ 1) การใช้สารสกัดใบแมงลักความเข้มข้น 0 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร <br />2) การใช้สารสกัดใบแมงลักความเข้มข้น 500 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร และ 3) การใช้สารสกัดใบแมงลักความเข้มข้น 1,000 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ผลการทดสอบพบว่า การใช้สารสกัดใบแมงลักความเข้มข้น 500 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร การใช้สารสกัดใบแมงลักความเข้มข้น 1,000 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร แช่เมล็ดพันธุ์ในการเพาะเมล็ด มีผลทำให้พืชมีความงอกและการเจริญของต้นกล้าด้านความยาวลำต้นและความยาวรากลดลง ตลอดจนการใช้สารสกัดใบแมงลักความเข้มข้น 500 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร และการใช้สารสกัดใบแมงลักความเข้มข้น 1,000 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นต้นพืช มีผลทำให้พืชมีการเจริญเติบโตลดลง</p> 2022-08-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/256636 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างการรับรู้เกี่ยววัคซีนป้องกันโรคโควิค-19 ของนักศึกษาสายวิทยาศาสตร์สุขภาพที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อสถานการณ์การระบาด 2022-06-21T13:54:55+07:00 ปัณณทัต ตันธนปัญญากร phannathat.tan@vru.ac.th ทัศนพรรณ เวชศาสตร์ narutong_tp@hotmail.com นลพรรณ ขันติกุลานนท์ nonlapan.kh@gmail.com ศศิวิมล จันทร์มาลี sasiwimol.chan@vru.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคโควิค-19 ของนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อสถานการณ์การระบาด นักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป และศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในพื้นเสี่ยงต่อสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า-2019 ซึ่งแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 55 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรค โควิค-19 กลุ่มควบคุมได้รับคู่มือมาตรฐานเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคโควิค-19 วัดผลการทดลองก่อนและหลังโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติการทดสอบไคสแควร์ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน สถิติการทดสอบ t-test ได้แก่ independent t-test และ paired sample t-test ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนการรับรู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคโควิค-19 ทัศนคติเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคโควิค-19 และพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิค-19 เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (p&lt;0.001) และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสำหรับการเปรียบเทียบภายในกลุ่มทั้งกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม (p&lt;0.001) ผลจากการศึกษาในครั้งนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการสร้างแรงจูงใจให้กับนักศึกษาในการเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคโควิค-19 หน่วยงานทางด้านการบริการทางสุขภาพสามารถประยุกต์ในการวางแผนสำหรับการป้องกันโรค และเฝ้าระวังการระบาดร่วมกับมาตรการของภาครัฐได้</p> 2022-08-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/255962 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรในการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุ ในตำบลทองเอน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี 2022-06-21T13:55:34+07:00 ชวภณ พุ่มพงษ์ chawapon.pho@dpu.ac.th ทัศพร ชูศักดิ์ tsp2548@hotmail.com <p>การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรในการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุในตำบลทองเอน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 293 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วนคือ ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้เรื่องสมุนไพร ทัศนคติต่อการใช้ยาสมุนไพร และพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรในการดูแลสุขภาพตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบไคสแควร์และสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน </p> <p>ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มตัวอย่าง มีความรู้เรื่องสมุนไพรระดับดี ( <img title="\bar{X}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{X}" /> = 11.17, S.D. = 2.36) มีทัศนคติต่อการใช้ยาสมุนไพรระดับปานกลาง ( <img title="\bar{X}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{X}" /> = 2.18, S.D. = 0.38) และมีพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรในการดูแลสุขภาพตนเองระดับปานกลาง ( <img title="\bar{X}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{X}" /> = 2.15, S.D. = 0.35) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรในการดูแลสุขภาพตนเอง ได้แก่ ความรู้เรื่องสมุนไพร มีความสัมพันธ์ทางบวก (r = 0.155) และทัศนคติต่อการใช้ยาสมุนไพร มีความสัมพันธ์ทางบวก (r = 0.496) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value = 0.008 และ &lt; 0.001 ตามลำดับ) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า มีความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมการจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการใช้สมุนไพรอย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง แก้ไขความเข้าใจผิดที่เกิดจากตนเองและคนรอบข้าง สร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการใช้ยาสมุนไพร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก่อให้เกิดประโยชน์ในสุขภาวะที่ดีแก่ผู้สูงอายุ</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/256187 ฤทธิ์การยับยั้งเชื้อราของไคโตซานโอลิโกแซคคาไรด์ที่ผลิตด้วยเอนไซม์ไคโตซาเนสที่สกัดจากต้นอ่อนก้ามปู 2022-07-21T14:39:20+07:00 มานะ ขาวเมฆ mana@vru.ac.th <p>งานวิจัยนี้ศึกษาฤทธิ์การยับยั้งเชื้อราของไคโตซานโอลิโกแซคคาไรด์ที่ผลิตด้วยเอนไซม์ไคโตซาเนสที่สกัดจากต้นอ่อนก้ามปูอายุ 2 สัปดาห์ ด้วยอะซิเตตบัฟเฟอร์ เข้มข้น 0.1 โมลาร์ ที่พีเอช 4.5 พบว่า ไคโตซาน<br />โอลิโกแซคคาไรด์ที่ได้จากการย่อยไคโตซานเข้มข้น 1 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักต่อปริมาตร ด้วยเอนไซม์ไคโตซาเนสที่สกัดจากต้นอ่อนก้ามปูที่ใช้เวลาย่อย 0.5 ชั่วโมง มีปริมาณร้อยละรวมโมเลกุลขนาดใหญ่ของ (GlcN)<sub>8</sub>, (GlcN)<sub>7</sub>, (GlcN)<sub>6</sub>, (GlcN)<sub>5</sub> และ (GlcN)<sub>4 </sub>เท่ากับ 94.56 จะมีประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อราได้ดีที่สุดทั้ง 4 สายพันธุ์ คือ <em>Colletotrichum gloeosporioides</em>,<em> Fusarium salani</em>, <em>Phytophthora parasitica</em> และ <em>Sclerotium rolfsii </em>ร้อยละ 100 ที่ความเข้มข้น 5 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร และไคโตซานโอลิโกแซคคาไรด์ที่ได้จากการใช้เวลาย่อย 1 ชั่วโมง จะมีประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อราได้ดีทั้ง 4 สายพันธุ์ ร้อยละ 100 ที่ความเข้มข้น 10 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/256610 ตัวแบบการพยากรณ์ราคายางพารา จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2022-06-21T11:20:57+07:00 อรวรรณ สืบเสน orawan.sue@sru.ac.th ศุภชัย ดำคำ supachai_dd@hotmail.com <p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ 1) เพื่อหาตัวแบบที่เหมาะสมในการพยากรณ์ราคายางพาราจังหวัด สุราษฎร์ธานี และ 2)เพื่อเปรียบเทียบวิธีการพยากรณ์ราคายางพารา 3 วิธี โดยใช้ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2547 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2562 จำนวน 188 ค่า สำหรับการสร้างตัวแบบพยากรณ์ด้วยวิธีการสร้างเส้นแนวโน้มด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด วิธีการทำให้เรียบแบบเอ็กซ์โพเนนเชียลซ้ำสามครั้ง และวิธีวิเคราะห์อนุกรมเวลาแบบบอกซ์ เจนกินส์ โดยใช้เกณฑ์เปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ยที่ต่ำที่สุดเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบความแม่นยำของการพยากรณ์ ผลจากการศึกษาพบว่า วิธีการพยากรณ์ทั้งหมด 3 วิธี ประกอบด้วยวิธีการสร้างเส้นแนวโน้มด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด วิธีการทำให้เรียบแบบเอ็กซ์โพเนนเชียลซ้ำสามครั้ง และวิธีวิเคราะห์อนุกรมเวลาแบบบอกซ์ เจนกินส์ โดยตัวแบบการพยากรณ์ราคายางพารา จังหวัดสุราษฎร์ธานีที่เหมาะสมที่สุดคือ วิธีวิเคราะห์อนุกรมเวลาแบบบอกซ์ เจนกินส์ ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ตัวแบบการพยากรณ์ที่ได้คือ </p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/255068 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผงโรยข้าว (ฟูริคาเกะ) รสกะเพราเสริมใบชายา 2022-06-16T15:30:54+07:00 พัชรลักษณ์ วัฒนไชย patcharalak@vru.ac.th สินีนาถ สุขทนารักษ์ sineenart@vru.ac.th <p>ต้นชายาหรือคะน้าแม็กซิโก เป็นผักชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกกันในพื้นที่รอบบริเวณโรงเรียนคลองน้ำใสวิทยาคาร อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งผักชายาเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ควรที่จะนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ สำหรับวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ คือ นำใบชายามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับชมรมแปรรูปอาหาร “บาย ชายขอบ” ซึ่งเป็นชมรมของโรงเรียนคลองน้ำใสวิทยาคาร โดยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ผงโรยข้าวรสกะเพราเสริมด้วยใบชายา โดยขั้นตอนแรกจะเป็นการศึกษาหาปริมาณเครื่องปรุงรสกะเพราะที่เสริมลงไปในผงโรยข้าว 3 ระดับ คือ ร้อยละ 60 ร้อยละ 80 และร้อยละ 100 ในการเตรียมส่วนผสมเครื่องปรุงผงโรยข้าวรสกะเพรา จะประกอบไปด้วยส่วนผสม 2 ส่วน คือ ส่วนผสมหลัก ได้แก่ ปลากระตักอบแห้ง งาขาวคั่ว สาหร่าย และส่วนผสมของเครื่องปรุงรสกะเพรา ได้แก่ ผงพริกเกาหลี พริกป่น กะเพราอบแห้ง และผงกระเทียม จากการทดสอบทางประสาทสัมผัสพบว่า ผงโรยข้าวที่มีปริมาณการเสริมเครื่องปรุงรสกะเพาที่ได้รับคะแนนการยอมรับสูงสุด คือ ร้อยละ 80 หลังจากนั้นนำผงโรยข้าวรสกะเพาดังกล่าว มาศึกษาหาปริมาณใบชายาอบแห้งที่เหมาะสมในการเสริมลงไปในผงโรยข้าว โดยแบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ ร้อยละ 0 (ชุดควบคุม), ร้อยละ 5, ร้อยละ 10 และร้อยละ 15 โดยน้ำหนัก จากผลการทดลอง พบว่าผงโรยข้าวรสกะเพราเสริมด้วยใบชายาอบแห้งที่ร้อยละ 10 ได้รับคะแนนการยอมรับในภาพรวมมากที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าผงโรยข้าวรสกะเพราเสริมด้วยใบชายามีปริมาณโปรตีนและเส้นใยอยู่ร้อยละ 39.76 และ 10.60 ตามลำดับ</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/article/view/256250 การออกแบบและสร้างอินเวอร์เตอร์แหล่งจ่ายอิมพีแดนซ์แบบสองอินพุตสำหรับแหล่งจ่ายพลังงานทดแทน 2022-07-21T16:03:56+07:00 บัญชา หิรัญสิงห์ bancha@webmail.npru.ac.th เฉลิมชนม์ ตั้งวชิรพันธุ์ shalerm123@gmail.com โยษิตา เจริญศิริ yosita.cha@vru.ac.th <p>บทความนี้เป็นการนำเสนอการออกแบบและสร้างวงจรอินเวอร์เตอร์แหล่งจ่ายอิมพีแดนซ์แบบสองอินพุต โดยการมอดูเลทแบบพีดับเบิลยูเอ็ม ซึ่งมีคุณสมบัติสามารถลดและเพิ่มแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับด้านเอาต์พุท โดยไม่ต้องใช้วงจรทบระดับแรงดันให้ยุ่งยากซับซ้อน และลดสัญญาณรบกวนจากการแทรกสอดสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ชุดขับเกทไม่จำเป็นต้องมีวงเดดไทม์ จึงทำให้ไม่สูญเสียพลังงานในช่วงนั้นไป วงจรควบคุมสามารถลดความยุ่งยากซับซ้อนโดยใช้วงจรอินเวอร์เตอร์ที่เพิ่มวงจรโครงข่ายอิมพีแดนซ์ ซึ่งประกอบด้วยตัวเหนี่ยวนำและตัวเก็บประจุที่มีขนาดเท่ากันต่อไขว้กันด้านอินพุตของวงจรฟูลบริดจ์อินเวอร์เตอร์ จากจำลองการทำงานของอินเวอร์เตอร์เฟสเดียวโดยใช้โปรแกรม MATLAB/Simulink และควบคุมการทำงานด้วยสัญญาณ<br />พีดับเบิลยูเอ็มโดยใช้บอร์ด Arduino MEGA 2560 ที่ดัดแปลงเพิ่มช่วงเวลาลัดวงจรจากรูปแบบดั้งเดิมของวงจรอินเวอร์เตอร์แหล่งจ่ายแรงดัน แสดงให้เห็นว่าวงจรอินเวอร์เตอร์แบบใหม่นี้สามารถเพิ่มระดับแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับด้านเอาต์พุทได้โดยไม่ต้องใช้วงจรทบระดับแรงดัน และเหมาะสมกับการใช้งานร่วมกับแหล่งจ่ายพลังงานทดแทน</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี