https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/issue/feed Journal of Variety in Language and Literature 2026-04-21T22:01:28+07:00 รศ.ดร.บุณยเสนอ ตรีวิเศษ thithatphu@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสาร วิวิธวรรณสาร เป็นวารสารด้านภาษาและวัฒนธรรม เกิดขึ้นจากการความร่วมมือของนักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เป็นวารสารรายสี่เดือน โดยกำหนดตีพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ ได้แก่</p> <p>ฉบับแรกอยู่ในเดือน มกราคม- เมษายน ฉบับที่สองอยู่ในเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมและฉบับที่สามอยู่ในเดือน กันยายน-ธันวาคม</p> <p>กองบรรณาธิการวารสารเปิดรับต้นฉบับบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ เพื่อพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่ตามข้อกำหนดของวารสาร โดยมีขอบเขตเนื้อหาครอบคลุมสาขาทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ดังนี้ ภาษาไทย วรรณคดีไทย คติชนวิทยา ภาษาศาสตร์ การสอนภาษา และ ภาษาเพื่อการสื่อสาร</p> <p>บทความที่ส่งให้วารสารเพื่อพิจารณาตีพิมพ์จะผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับบทความ โดยเป็นการประเมินแบบอำพรางทั้งสองฝ่าย โดยที่ผู้ประเมินและผู้เขียนทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ในองค์กรเดียวกัน</p> <p>ทั้งนี้ ผู้เขียนบทความอาจจะได้รับคำแนะนำให้แก้ไขบทความต้นฉบับตามที่ผู้ทรงคุณวุฒินำเสนอ</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/290651 โคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์: ศิลปวิธีแห่งภาษาวรรณศิลป์ และอิทธิพลต่อชุมชนป่าโมก จังหวัดอ่างทอง 2026-01-06T17:15:46+07:00 วิเชษฐชาย กมลสัจจะ wichetchay.jm@gmail.com ชญานนท์ ชมดี Chayanon.swu@gmail.com ก่อพงศ์ นามวัฒน์ korpong.n@rumail.ru.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศิลปวิธีแห่งภาษาวรรณศิลป์ในโคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์ และ 2) ศึกษาอิทธิพลของโคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์ที่มีต่อชุมชนป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผสานการวิจัยเอกสารร่วมกับข้อมูลภาคสนาม เก็บรวบรวมข้อมูลจากตัวบทจารึกโคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมก ตัวบทโคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์ ฉบับกรมศิลปากร พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา และการสัมภาษณ์ชาวบ้านชุมชนป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ผลการศึกษาพบว่า โคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์เป็นวรรณกรรมจารึกที่ไม่ได้เป็นเพียงบันทึกเหตุการณ์ หากแต่ทำหน้าที่ “สร้างความหมายใหม่” ทำให้เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นเรื่องเล่าเชิงสุนทรียะผ่านกระบวนการทางภาษาวรรณศิลป์ โดยใช้ศิลปวิธี 7 ประการ คือ 1) การกำหนดสร้างฉันทลักษณ์และเนื้อหา 2) การปรุงแต่งเสียงและจังหวะ3) การใช้คำภาษาต่างประเทศ 4) การใช้วงศัพท์ 5) การใช้ถ้อยคำภาษาสร้างจินตภาพ 6) การปรุงแต่งความ และ7) กลวิธีการใช้รูปภาษาแสดงการเชื่อมโยงความที่สอดคล้องกับลักษณะวรรณศิลป์ วรรณกรรมเรื่องนี้จึงดีเด่นทั้งรูปแบบ ภาษา และเนื้อหา ส่วนด้านอิทธิพลของโคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์ที่มีต่อชุมชนป่าโมก พบว่า มีอิทธิพลต่อชุมชนในฐานะทุนทางวัฒนธรรม ตามแนวคิดของ Bourdieu (1986) จำแนกได้ 3 รูปแบบ คือ 1) ทุนที่ฝังในตัวคน 2) ทุนรูปธรรม และ 3) ทุนรับรองจากสถาบัน โดยชุมชนทำหน้าที่เป็นผู้แปลงทุน ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่สร้างคุณค่าหลายมิติ ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Variety in Language and Literature https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/291608 เรื่องเล่าบาดแผล การเยียวยาและการสร้างมาตุภูมิใหม่ในจินตนาการที่ปรากฏในเรื่อง អ្នកណាជាម្ដាយខ្មុំ “เนียะณาเจียมดายคญม” (ใครเป็นแม่ของฉัน?) ของ อุม สุผานี 2026-02-03T09:13:22+07:00 สายธาร ทิมทับ saythan.tim@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปรากฏการที่แสดงถึงบาดแผลของตัวละครและวิธีการเยียวยาบาดแผล ผ่านความสัมพันธ์ของครอบครัวที่สร้างขึ้นใหม่ในเรื่อง <em>ใครเป็นแม่ของฉัน</em> ซึ่งเป็นวรรณกรรมรางวัลของกัมพูชา ประพันธ์โดย อุม สุผานี ผลการวิจัยพบว่า เรื่องเล่านี้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำที่บอกเล่าบาดแผลผ่านช่วงเวลาสำคัญ คือ ยุคสงครามกลางเมือง ปี ค.ศ. 1972-1975 ที่ลอน นอลและเขมรแดงปกครอง และยุคฟื้นฟูประเทศ ช่วงทศวรรษ 1990 โดยนำเสนอผ่านตัวละครหลัก ได้แก่ สุขา เกด และรัฏฐา ที่ได้รับบาดแผลจากสงครามด้วยการสูญเสีย ‘แม่’ ที่หมายถึงการต้องพลัดพรากจากบ้านและแผ่นดินเกิด เมื่อบ้านที่เป็นมาตุภูมิทางกายภาพถูกทำลายลงจากภัยสงครามและเหตุการณ์เพลิงไหม้ ตัวละครไม่สามารถกลับไปเยียวยาตนเองในพื้นที่เดิมได้ จึงมีการรื้อฟื้นมาตุภูมิในจินตนาการขึ้นมาแทนที่ โดยเปลี่ยนจากความผูกพันที่เป็นสถานที่มาเป็นผู้คน ผ่านการสร้างครอบครัวใหม่ที่ไม่ได้ยึดติดกับสายเลือด แต่เกิดจากความเข้าใจในชะตากรรมร่วมกัน การรวมกลุ่มเป็นครอบครัวใหม่ของตัวละครจึงเป็นวิธีการเยียวยาบาดแผลทางใจและเป็นการกอบกู้ความหมายของคำว่าบ้านและแม่ให้กลับคืนมาอีกครั้ง</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Variety in Language and Literature https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/287986 การวิเคราะห์หนังสือเรียนภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่าง พ.ศ. 2553-2564 2025-09-17T18:08:44+07:00 ณิชาดา ดิษยบุญสุวรรณ krupamnichada@gmail.com นนทิยา จันทร์เนตร์ sinsub.yy@bru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์หนังสือเรียนภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่าง พ.ศ. 2553-2564 แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการศึกษา คือ หนังสือเรียนภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 6 เล่ม ได้แก่ หนังสือเรียนภาษาไทย “วิวิธภาษา” และ “วรรณคดีวิจักษ์” ของสำนักพิมพ์องค์การค้าของ สกสค. หนังสือเรียนภาษาไทย “หลักภาษาและการใช้ภาษา” และ “วรรณคดีและวรรณกรรม” ของสำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ (อจท.) และหนังสือเรียนภาษาไทย “หลักภาษาและการใช้ภาษาไทย” และ “วรรณคดีและวรรณกรรม” <br />ของสำนักพิมพ์สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) โดยคัดเลือกจากหนังสือเรียนภาษาไทยที่มีจำนวนครั้งที่พิมพ์สูงสุด 3 อันดับ จำนวน 3 สำนักพิมพ์ เป็นหนังสือเรียนหลักภาษาไทย จำนวน 1 เล่ม และหนังสือเรียนวรรณคดีไทยจำนวน 1 เล่ม จากสำนักพิมพ์เดียวกัน ทั้งหมด 3 สำนักพิมพ์ รวม 6 เล่ม แบ่งการวิเคราะห์หนังสือเรียนภาษาไทยเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหาและด้านกายภาพ ผลการศึกษา พบว่าหนังสือเรียนภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่าง พ.ศ. 2553-2564 มีองค์ประกอบ 2 ด้าน ดังนี้ ด้านเนื้อหาครบถ้วนถูกต้องเหมาะสม กิจกรรมและแบบฝึกหัดมีให้เลือกหลากหลาย ภาษาที่ใช้ถูกต้องตามหลักการใช้ภาษาไทย ด้านกายภาพสำนักพิมพ์องการค้าของ สกสค. ใช้สีสันสดใส 4 สี ภาพประกอบมีเกือบทุกหน้า, สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ (อจท.) และสำนักพิมพ์สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ใช้สีในการพิมพ์ 2-4 สี ภาพประกอบมีจำนวนน้อย</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Variety in Language and Literature https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/291697 การตั้งชื่อช่องยูทูบไทยด้านการเงินและการลงทุน 2026-02-03T09:16:43+07:00 สมเกียรติ วัฒนาพงษากุล watsomkiat@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาษาที่ใช้ตั้งชื่อช่องยูทูบไทยด้านการเงินและการลงทุนและวิเคราะห์การตั้งชื่อช่องยูทูบไทยด้านการเงินและการลงทุน งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลรายชื่อช่องยูทูบไทย จำนวน 300 ชื่อ ระหว่างวันที่ 1 - 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ภาษาที่ใช้ในการตั้งชื่อช่องยูทูบแบ่งเป็น การตั้งชื่อภาษาเดียว ด้วยภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ และการตั้งชื่อสองภาษา โดยส่วนหนึ่งของชื่อเป็นภาษาไทย อีกส่วนหนึ่งของชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ด้านการใช้เครื่องหมายวรรคตอนพบเครื่องหมายยัติภังค์ ทวิภาค วงเล็บ จุด และไม้ยมก 2) การตั้งชื่อช่องยูทูบใช้วงความหมายหลักในการตั้งชื่อ 2 วงความหมาย ได้แก่ ก) วงความหมายเกี่ยวกับการเงินและการลงทุน แบ่งเป็นสินทรัพย์เพื่อการเงินและการลงทุน, ทรัพยากรด้านการเงินและการลงทุน, วิธีการหรือกระบวนการที่เกี่ยวกับการเงินและการลงทุน, เครื่องมือและเครื่องมือวิเคราะห์ทางการเงินและการลงทุน, เป้าหมายทางการเงินและการลงทุน, คำเรียกบุคคลตามบทบาท, และคำเชิงเปรียบ ข) วงความหมายทั่วไป แบ่งเป็นชื่อบุคคล/ชื่อองค์กร, อาชีพและสถานภาพบุคคล, เครือญาติ, สัตว์, สถานที่, การบอกลักษณะเด่นเนื้อหา, และ อื่นๆ โดยพบรูปแบบการตั้งชื่อ 3 รูปแบบ คือ การตั้งชื่อด้วยวงความหมายทั่วไป, การตั้งชื่อด้วยวงความหมายเกี่ยวกับการเงินและการลงทุน, และการตั้งชื่อด้วยวงความหมายเกี่ยวกับการเงินและการลงทุนร่วมกับวงความหมายทั่วไป</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Variety in Language and Literature https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/290213 การสืบทอดทำนองสวดพระมาลัย อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2025-12-09T18:09:38+07:00 สุวิมล เวชวิโรจน์ suwimon026@gmail.com <p>บทความวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1. เพื่อรวบรวมทำนองสวดพระมาลัย 2. เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษาในบทสวดพระมาลัย อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ การเก็บข้อมูลการศึกษาเฉพาะคณะพระมาลัยวารี ปัญญาอภิวงศ์พระมาลัยเก่าแก่เพียงคณะเดียวที่ยังคงรับแสดงตามวาระและโอกาสตามงานพิธีศพ และขยายพื้นที่ในการสวดตามส่วนงานราชการ และเอกชน ทั้งนี้ได้เก็บรวมรวมจากแผ่นบันทึกภาพเคลื่อนไหว การสัมภาษณ์กลุ่มผู้บอกภาษาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสวดพระมาลัย ได้แก่ แม่เพลงและลูกคู่พระมาลัย ประกอบกับการสังเกตการณ์ภาคสนาม ร่วมกับการศึกษาจากเอกสารทางวิชาการ ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษา พบว่า การสวดพระมาลัยใช้บทสวดจากลายมือเขียนที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ปัจจุบันมีทำนองสวดทั้งสิ้น 15 ทำนอง จำแนกเป็น ทำนองเก่า 2 ทำนอง ได้แก่ ทำนองฉันท์ ราบหรือร่าย และทำนองลำนอก 13 ทำนอง ได้แก่ ทำนองลำนอกที่คณะพระมาลัยแต่ง และทำนองลำนอกที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวรรณคดี เช่น ขุนช้างขุนแผน จันทโครบ ส่วนการสืบทอดมี 3 รูปแบบ คือ การสืบทอดโดยสายตระกูลจากบิดามารดา การฝากตัวเป็นศิษย์ และครูพักลักจำ ด้านกลวิธีการใช้ภาษาในบทสวดพระมาลัย แบ่งออกเป็น 4 ประการ คือ ประการแรก กลวิธีการใช้ภาษาในบทสวดพระมาลัย ประการที่สอง กลวิธีการใช้โวหารภาพพจน์ ประการที่สาม กลวิธีด้านการสื่อความหมาย และประการที่สี่ กลวิธีด้านการใช้คำถามวาทศิลป์ อันเป็นการสร้างสรรค์การใช้ภาษาตามลักษณะเฉพาะของแต่ละวัฒนธรรม</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Variety in Language and Literature https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/288920 การศึกษาเชิงวิเคราะห์อักขรวิธีของคำโบราณ จากกฎหมายโบราณจังหวัดพิษณุโลก 2025-12-01T09:21:45+07:00 สมเกียรติ ติดชัย somkiat.t@psru.ac.th <p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอักขรวิธีของการเขียนคำโบราณและจำแนกประเภทของคำที่ปรากฏในเอกสารต้นฉบับกฎหมายโบราณจังหวัดพิษณุโลก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางเอกสาร โดยเอกสารที่ใช้ศึกษา คือ ต้นฉบับกฎหมายโบราณ เอกสารจากสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จำนวน 46 ฉบับ ซึ่งปริวรรตเป็นภาษาไทยปัจจุบันโดยผู้วิจัย และประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดของการศึกษาเอกสารโบราณพิษณุโลกจากสมเกียรติ ติดชัย ผลการศึกษาพบคำโบราณจำนวน 130 คำ สามารถแบ่งออกตามรูปแบบของอักขรวิธีได้ 7 รูปแบบ คือ รูปแบบที่ 1 อักขรวิธีคล้ายกับปัจจุบัน จำนวน 51 คำ (พบมากที่สุด) รูปแบบที่ 2 อักขรวิธีมีทั้งคล้ายกับปัจจุบันและไม่เหมือนกับปัจจุบัน จำนวน 23 คำ รูปแบบที่ 3 อักขรวิธีไม่เหมือนกับปัจจุบัน จำนวน 22 คำ รูปแบบที่ 4 อักขรวิธีมีทั้งคล้ายกับปัจจุบันและเหมือนกับปัจจุบันทุกประการ จำนวน 15 คำ รูปแบบที่ 5 อักขรวิธีเหมือนกับปัจจุบันทุกประการ จำนวน 11 คำ รูปแบบที่ 6 อักขรวิธีมีทั้งคล้ายกับปัจจุบัน เหมือนกับปัจจุบันทุกประการ และไม่เหมือนกับปัจจุบัน จำนวน 7 คำ และรูปแบบที่ 7 อักขรวิธีมีทั้งเหมือนกับปัจจุบันทุกประการและไม่เหมือนกับปัจจุบัน จำนวน 1 คำ คำโบราณที่พบนั้นสามารถแบ่งออกเป็นคำประเภทต่าง ๆ ตามการจำแนกคำได้ 4 ประเภท คือ 1. คำนาม จำนวน 105 คำ 2. คำกริยา จำนวน 21 คำ 3. คำวิเศษณ์ จำนวน 3 คำ และ 4. เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม จำนวน 1 คำ การศึกษาวิจัยครั้งนี้จะเป็นคู่มือการปริวรรตกฎหมายโบราณพิษณุโลกอีกฉบับหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้สนใจกฎหมายโบราณเข้าใจถึงบริบทของคำโบราณ และจะทำให้ผู้ปริวรรตหรืออ่านกฎหมายโบราณสามารถอ่านเอกสารต้นฉบับได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Variety in Language and Literature https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/293092 ศิลปะการใช้คำและถ้อยคำของวรรณกรรมเพลงเมืองพะเยา 2026-02-27T16:39:13+07:00 ปาริชาต โปธิ parichart.po@up.ac.th นลินภัสร์ เมฆเกรียงไกร nalinpat.pi@up.ac.th วรวรรธน์ ศรียาภัย waaraathaanaa@yahoo.co.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะเด่นของศิลปะการใช้คำและถ้อยคำในวรรณกรรมเพลงเมืองพะเยา และเพื่อสังเคราะห์อัตลักษณ์พะเยาผ่านศิลปะการใช้คำและถ้อยคำในวรรณกรรมเพลงเมืองพะเยา โดยการศึกษาจากตัวบทวรรณกรรมเพลงจำนวน 31 เพลง ตามลักษณะการใช้ภาษาใน<br />การประพันธ์บทเพลงไว้ 2 ด้าน ได้แก่ เพลงลูกกรุงและเพลงลูกทุ่ง จากนั้นจึงดำเนินการวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารตัวบทแล้วนำเสนอผลการศึกษาในรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ด้านลักษณะเด่นของศิลปะการใช้คำและถ้อยคำ ผู้ประพันธ์มีการคัดสรรการใช้คำและถ้อยคำอย่างมีวรรณศิลป์ไว้ 6 ด้าน ได้แก่ การใช้คำและถ้อยคำสื่ออารมณ์ การซ้ำคำและซ้ำความ การซ้อนคำ การใช้คำภาษาถิ่น (คำเมือง) การเล่นเสียงสัมผัส และการใช้คำความหมายเหมือน ส่วนด้านการสร้างอัตลักษณ์พะเยาผ่านศิลปะการใช้คำและถ้อยคำพบ 4 ด้าน ได้แก่ อัตลักษณ์ประวัติศาสตร์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อัตลักษณ์วิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับภูมิสถานสำคัญ อัตลักษณ์ธรรมชาติของพะเยา และอัตลักษณ์ชาวพะเยา<strong> </strong>โดยการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าวรรณกรรมเพลงเมืองพะเยามิได้ให้เพียงความบันเทิง แต่ยังเป็นสื่อกลางเชิงสุนทรียภาพที่บันทึกรากเหง้าทางวัฒนธรรมและสร้างการจดจำความเป็นเมืองพะเยาได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Variety in Language and Literature https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/291367 การศึกษาปัญหาการสื่อสารภาษาญี่ปุ่นของแรงงานชาวไทย: กรณีศึกษาแรงงานชาวเชียงรายที่ทำงานดูแลผู้สูงอายุ 2026-02-03T09:10:26+07:00 ศุภธิดา นันต๊ะภูมิ tankokirei79@hotmail.com วริทธิ์ สร้อยจาตุรนต์ waritto@hotmail.com โซอิจิ ทานากะ waritto@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการสื่อสารภาษาญี่ปุ่นของแรงงานไทยชาวเชียงรายที่ทำงานดูแลผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่น 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการสื่อสารภาษาญี่ปุ่นของแรงงานไทยชาวเชียงรายที่ทำงานดูแลผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่น ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ประชากรที่ใช้ศึกษา คือ แรงงานไทยชาวเชียงรายที่ทำงานดูแลผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่นที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเชียงรายและมีระยะเวลาทำงานดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 12 ชุด จำนวน 66 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย () และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการศึกษา พบว่า 1) แรงงานไทยชาวเชียงรายที่ทำงานดูแลผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่น มีปัญหาการใช้ภาษาญี่ปุ่นในการทำงานด้านเอกสารเกี่ยวกับงานดูแลผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่น (อ่าน-เขียน) มากที่สุด ต้องการพัฒนาการสื่อสารภาษาญี่ปุ่นด้านทักษะด้านการฟังมากที่สุด และรูปแบบการเรียนที่ต้องการมากที่สุด คือเรียนในชั้นเรียนกับผู้สอนชาวต่างประเทศ 2) แนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการสื่อสารภาษาญี่ปุ่นของแรงงานไทยชาวเชียงรายที่ทำงานดูแลผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่น คือสถาบันหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเขตจังหวัดเชียงรายควรวางแผนจัดการเรียนการสอนหรือจัดกิจกรรมอบรมเตรียมความพร้อมทักษะด้านการเขียน การอ่าน และการฟังภาษาญี่ปุ่นให้เพียงพอโดยมีผู้สอนหรือวิทยากรดำเนินการสอนหรืออบรมแก่แรงงานไทยชาวเชียงรายที่ทำงานดูแลผู้สูงอายุเพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้ภาษาญี่ปุ่นและทำงานดูแลผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่น</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Variety in Language and Literature https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/292743 กลวิธีทางภาษาที่สื่อถึงอุดมการณ์เด็กดี ในเพลงมาร์ชโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดในประเทศไทย 2026-02-27T16:32:19+07:00 ประภากร ทัดเทียม aomaam.29.aa@gmail.com ราชันย์ นิลวรรณาภา sinsub.yy@bru.ac.th <p>บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีทางภาษาที่สื่อถึงอุดมการณ์ในเพลงมาร์ชโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดในประเทศไทย โดยใช้กรอบแนวคิดการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์และทฤษฎีอุดมการณ์ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาคือเพลงมาร์ชของโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด 77 จังหวัด จำนวน 264 โรงเรียน รวม 194 เพลง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการจำแนกและตีความกลวิธีทางภาษา ผลการวิจัยพบว่า เพลง มาร์ชโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดใช้กลวิธีทางภาษา 7 ประเภท ได้แก่ 1. กลวิธีทางศัพท์ ประกอบด้วย การใช้คำเรียกชื่อและคำเรียกขานที่สร้างความสัมพันธ์แบบครอบครัวและอัตลักษณ์ร่วม 2. กลวิธีการใช้ทัศน ภาวะ ผ่านคำสั่งและความจำเป็นเช่น จง ต้อง มิยอม 3. กลวิธีการอ้างถึง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สถาบันหลัก และบุคคลสำคัญ 4. กลวิธีการใช้คำอุปมา เปรียบเทียบโรงเรียนและนักเรียนกับสิ่งมีค่า 5. กลวิธีการใช้อุปลักษณถ่ายโอนความหมายเช่น การศึกษาเป็นแสงสว่าง 6. กลวิธีการใช้สัญลักษณ์ ผ่านสี ดอกไม้ และต้นไม้ และ 7. กลวิธี การตั้งชื่อตามบุคคล วัด ภูมินาม และความหมาย กลวิธีเหล่านี้ทำงานร่วมกันสร้างอุดมการณ์เด็กดี ที่ครอบคลุมมิติด้านความเป็นเลิศทางวิชาการและกีฬา ด้านคุณธรรม ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ความสามัคคี และมีจิตอาสา โดยถ่ายทอดผ่านพิธีกรรมการร้องซ้ำทุกเช้าซึ่งหล่อหลอมจิตสำนึกและอัตลักษณ์ของเด็กไทยอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Variety in Language and Literature https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/290272 กลวิธีทางภาษาเพื่อการสร้างอัตลักษณ์ในการขายสินค้าออนไลน์: กรณีศึกษา “พิมรี่พาย” 2026-02-14T14:48:44+07:00 รัชฎาพร ตัณฑสิทธิ์ radchadaporntantasit@gmail.com เชิดชัย อุดมพันธ์ sinsub.yy@bru.ac.th <p><strong>บทความวิจัยนี้มุ่งวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาของ “พิมรี่พาย” ในการประกอบสร้างอัตลักษณ์การเป็นผู้ประกอบการแบบสร้างตัวตน (Self-Made) บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการใช้ภาษา และแนวคิดอัตลักษณ์ เก็บข้อมูลจากวิดีโอไลฟ์สดยอดนิยม 9 คลิป ระหว่างเดือนมกราคม–กันยายน 2024 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยปรากฏ 2 ประเด็น ได้แก่ กลวิธีทางภาษาพบ 9 ประเภท ได้แก่ การเลือกใช้คำและวลี การใช้เรื่องเล่า การใช้วัจนกรรม การใช้การเปรียบเทียบ การใช้สหบท การอ้างถึง การใช้โครงสร้างเน้นย้ำ การใช้คำแสดงทัศนะภาวะ การใช้มูลบท เพื่อสื่อสารและย้ำชุดความคิดหลัก 5 ประการ ได้แก่ การเป็นคนขยัน การมีพื้นฐานชีวิตลำบาก การขายสินค้าราคาย่อมเยา การทำประโยชน์เพื่อสังคม และความกตัญญูต่อบุพการี และบริบททางสังคมที่สนับสนุนชุดความคิดของพิมรี่พาย พบว่า การสร้างอัตลักษณ์ของพิมรี่พายสะท้อนกระบวนการก่อรูปอัตลักษณ์ดิจิทัลของผู้ขายในพื้นที่สื่อออนไลน์ที่มีลักษณะพลวัตและปรับเปลี่ยนตามบทบาทและสถานการณ์ทางสังคม จากแม่ค้าทั่วไปสู่การเป็นผู้ประกอบการออนไลน์ที่มีอิทธิพลในสังคมไทย ทั้งนี้ กลวิธีทางภาษาที่มีลักษณะตรงไปตรงมา เข้มข้น และไม่เป็นทางการมีบทบาทในการสร้างความใกล้ชิดและความรู้สึกร่วมกับผู้บริโภค ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมการค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้คุณค่ากับความจริงใจและการสร้างแบรนด์ส่วนบุคคล นอกจากนี้ กระบวนการประกอบสร้างตัวตนดังกล่าวยังสามารถอธิบายได้ผ่านแนวคิดทฤษฎีการแสดงละครของกอฟแมน ซึ่งอธิบายว่าปัจเจกบุคคลมีการปรับบทบาทและการแสดงออกของตนให้สอดคล้องกับผู้ชมและบริบททางสังคม เพื่อจัดการความประทับใจ (impression management) และสร้างอัตลักษณ์ตามที่ต้องการในพื้นที่สาธารณะของสื่อออนไลน์</strong></p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Variety in Language and Literature https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/289078 การเปรียบเทียบความเป็นชายในรามจริตมานัส และรามเกียรติ์: กรณีตัวละครหนุมาน 2025-10-09T20:45:57+07:00 ศศศิริ สุวรรณทิพย์ Sasasiri.suwan11@gamil.com <p>การศึกษาเปรียบเทียบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างสรรค์และการนำเสนอความเป็นชายผ่านตัวละครหนุมานในวรรณกรรมสองเรื่องของภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ รามจริตมานัสของโคสวามี ตุลสีทาส (ค.ศ. 1574) และรามเกียรติ์ ฉบับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ค.ศ. 1797) การศึกษานี้ประยุกต์ใช้แนวคิดความเป็นชายเชิงอำนาจ (hegemonic masculinity) ของ R.W. Connell เป็นกรอบทฤษฎีในการวิเคราะห์ โดยพิจารณาว่าอัตลักษณ์ความเป็นชายของหนุมานถูกสร้างสรรค์ผ่านสี่มิติ ประกอบด้วย การแสดงออกทางกายภาพ เพศวิถีและความปรารถนา อัตลักษณ์เชิงภักติ และการใช้อำนาจทางสังคม ผลการวิเคราะห์พบว่า รามจริตมานัสสร้างสรรค์ความเป็นชายของหนุมานผ่านมุมมองของเทววิทยาภักติฮินดูที่เน้นย้ำการรับใช้และความเข้มแข็งทาง จิตวิญญาณเป็นหลัก ในขณะที่รามเกียรติ์ได้ปรับเปลี่ยนคุณลักษณะเหล่านี้ให้สอดคล้องกับกรอบจักรวาลวิทยาแบบพุทธศาสนาของไทย โดยผนวกองค์ประกอบของแนวคิดเทวราชาและจริยธรรมพุทธศาสนาเถรวาท จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าอุดมคติความเป็นชายได้รับการดัดแปลงและเปลี่ยนแปลงตามบริบททางวัฒนธรรมข้ามพรมแดนทางภูมิศาสตร์และศาสนา ทั้งนี้ยังคงรักษาโครงสร้างต้นแบบของมหากาพย์ไว้ได้ โดยสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางของความเป็นชายแบบวีรบุรุษที่มีรากฐานมาจากประเพณีปรัชญาของภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Variety in Language and Literature https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/291227 การสังเคราะห์เชิงวิพากษ์เกี่ยวกับวาทศิลป์แห่งความหวาดกลัวและภาพแทนของความพิการในเกม Hellblade: Senua's Sacrifice (2017) 2026-02-03T09:08:21+07:00 สุทินา เหรียญทอง sutina.rianthong@g.swu.ac.th วิริยา ด่านพรมแก้ว wiriyad@g.swu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือเพื่อระบุและวิเคราะห์วาทศิลป์แห่งความหวาดกลัวที่ปรากฎในเกม <em>Hellblade: Senua’s Sacrifice</em> (Ninja Theory, 2017) และเพื่อศึกษาการนำเสนอาภาพของผู้มีอาการทางจิตในเกมดังกล่าว การวิจัยนี้ใช้แนวคิดเรื่อง "วาทศิลป์แห่งความหวาดกลัว" ของ Thomas G. Couser มาเป็นกรอบการวิเคราะห์หลัก และใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์อย่างละเอียด ทั้งด้านตัวบท สื่อภาพ และเสียงของฉากการเล่นที่คัดเลือกมา โดยมุ่งเน้นไปที่โครงสร้างเรื่อง การนำเสนอภาพตัวละคร ภาพลักษณ์เชิงทัศนศิลป์ และการออกแบบเสียง " ผลการศึกษาพบว่า เกม <em>Hellblade: Senua’s Sacrifice</em> (2017) ได้นำเสนอรูปแบบวาทศิลป์แห่งความหวาดกลัวในหลายลักษณะ ผ่านการสร้างภาพความผิดปกติจากจิตใจให้มีลักษณะน่าหวาดกลัวและผิดปกติ รวมถึงการแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมต่อผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตโดยตัวละครที่มีร่างกายปกติ งานวิจัยนี้เสนอว่า แม้ว่าเกมดังกล่าวอาจยังคงตอกย้ำภาพเหมารวมเชิงลบบางประการเกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางจิตผ่านการนำเสนอตัวละคร Senua แต่ในขณะเดียวกัน เกมดังกล่าวสามารถก้าวข้ามการสร้างความรู้สึกเห็นใจแบบผิวเผินไปสู่การสร้างความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง ด้วยการทำให้ผู้เล่นได้สวมบทบาทเป็นตัวละครเอกที่มีความผิดปกติทางจิต เป็นการใช้วาทศิลป์แห่งความหวาดกลัวเป็นเครื่องมือในการวิพากษ์สังคมและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Variety in Language and Literature https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/289778 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วรรณคดีไทยโดยใช้เทคนิคแผนผังความคิด ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย 2025-11-28T10:41:05+07:00 พรทิพย์ ทิศอุ่น tidaoon@hotmail.com สมหวัง อินทร์ไชย sinsub.yy@bru.ac.th อาภิสรา พลนรัตน์ sinsub.yy@bru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคแผนผังความคิดร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบผสมผสาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/10 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายโดยใช้ห้องเรียน เป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยโดยใช้เทคนิคแผนผังความคิดร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนมีประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้ตามเกณฑ์ E1/E2 เท่ากับ 87.57/84.18 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ระดับ 80/80 และคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Variety in Language and Literature https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/288654 การศึกษาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทย สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา 2025-11-29T20:52:08+07:00 หนึ่งฤทัย ชวนะลิขิกร sinsub.yy@bru.ac.th จันทร์จิรา หาวิชา jass_v_@hotmail.com อนันต์ ลากุล sinsub.yy@bru.ac.th ชมชนก ธนาวีราภรณ์ sinsub.yy@bru.ac.th <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทย สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏ โดยมีรูปแบบการศึกษาเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research &amp; Development) เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี (Mixed method) ที่ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพและวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาวิชาชีพครู ชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จำนวน 29 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล <br />คือ 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น 2. แบบวัดความสามารถในการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) การหาค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทย สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏ พบว่า คะแนนระหว่างเรียนของนักศึกษา มีคะแนนเต็ม 50 คะแนน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 40.59 คิดเป็นร้อยละ 81.17 และคะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดความสามารถ ในการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยหลังเรียน คะแนนเต็ม 15 คะแนน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 12.38 คิดเป็นร้อยละ 82.53 ดังนั้นประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เท่ากับ 81.17/82.53 ซึ่งมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 แสดงว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับได้</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Variety in Language and Literature https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/295009 บทบรรณาธิการ 2026-04-21T19:47:19+07:00 บุณยเสนอ ตรีวิเศษ sinsub.yy@bru.ac.th <p><strong>บทบรรณาธิการ</strong></p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p>ปีที่สิบ เล่มยี่สิบแปด แดดเมษา</p> <p>ยังมุ่งหน้า หยัดสร้าง อย่างมุ่งมั่น</p> <p>ภาษา-วัฒนธรรม คงสำคัญ</p> <p>เป็นพื้นที่ สร้างสรรค์ ทางปัญญา</p> <p>&nbsp;</p> <p>วารสารวิวิธวรรณสาร (Journal of Variety in Language and literature) เล่มนี้ เป็นปีที่ 10 ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน 2569) เป็นเล่มที่ 28 แล้ว สำหรับการเดินทางของเครือข่าย นักวิชาการด้านภาษาและวัฒนธรรม ในเล่มนี้ มีบทความหลากหลายจำนวน 14 บทความ โดยอาจจัดกลุ่มเนื้อหาได้ 3 กลุ่ม ดังนี้</p> <p><strong>กลุ่มที่เน้นการวิเคราะห์วิจารณ์วรรณกรรม</strong> ได้แก่ 1. โคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์: ศิลปวิธีแห่งภาษาวรรณศิลป์และอิทธิพลต่อชุมชนป่าโมก จังหวัดอ่างทอง &nbsp;2. เรื่องเล่าบาดแผล การเยียวยาและการสร้างมาตุภูมิใหม่ในจินตนาการที่ปรากฏในเรื่อง អ្នកណាជាម្ដាយខ្មុំ “เนียะณาเจียมดายคญม” (ใครเป็นแม่ของฉัน?) ของ อุม สุผานี &nbsp;3. การวิเคราะห์หนังสือเรียนภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่าง พ.ศ. 2553-2564&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;4. ศิลปะการใช้คำและถ้อยคำของวรรณกรรมเพลงเมืองพะเยา &nbsp;5. A Comparative Study of Masculinity in the Ramcharitmanas and the Ramakien: A Case Study of Hanuman &nbsp;6. Critical Synthesis of Rhetoric of Horror and Disability Representation in Hellblade: Senua's Sacrifice (2017)</p> <p><strong>กลุ่มที่เน้นการศึกษาภาษา กลวิธีทางภาษา และคติชนวิทยา</strong> ได้แก่ &nbsp;7. การตั้งชื่อช่องยูทูบไทยด้านการเงินและการลงทุน &nbsp;8. การสืบทอดทำนองสวดพระมาลัย อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp; 9. การศึกษาเชิงวิเคราะห์อักขรวิธีของคำโบราณจากกฎหมายโบราณจังหวัดพิษณุโลก&nbsp; 10. กลวิธีทางภาษาที่สื่อถึงอุดมการณ์เด็กดี ในเพลงมาร์ชโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดในประเทศไทย &nbsp;11. กลวิธีทางภาษาเพื่อการสร้างอัตลักษณ์ในการขายสินค้าออนไลน์: กรณีศึกษา “พิมรี่พาย”</p> <p>และ<strong>กลุ่มที่เน้นการสื่อสารและการสอนภาษาไทย</strong> ได้แก่ &nbsp;12. การศึกษาปัญหาการสื่อสารภาษาญี่ปุ่นของแรงงานชาวไทย: กรณีศึกษาแรงงานชาวเชียงรายที่ทำงานดูแลผู้สูงอายุ&nbsp; 13. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วรรณคดีไทยโดยใช้เทคนิคแผนผังความคิด ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และ 14. การศึกษาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทย สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา</p> <p>ขอขอบคุณผู้นิพนธ์ทุกท่านที่ส่งบทความคุณภาพมาให้พิจารณา ทำให้ผู้อ่านได้มีตัวเลือกหลาก หลายในการเลือกอ่านตามความสนใจและความจำเป็นเฉพาะตน</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p>รวมสิบสี่ บทความ สร้างความหมาย</p> <p>มีหลากหลาย เรื่องเด่น เลือกเฟ้นหา</p> <p>เชิญอ่านคิด พินิจสาร ดาลพัฒนา</p> <p>สื่อภาษา พาวิวิธ สัมฤทธิ์ไกล</p> <p>&nbsp;</p> <p>บุณยแสนอ ตรีวิเศษ</p> <p>บรรณาธิการ</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Variety in Language and Literature