Journal of Variety in Language and Literature https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan <p>วารสาร วิวิธวรรณสาร เป็นวารสารด้านภาษาและวัฒนธรรม เกิดขึ้นจากการความร่วมมือของนักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เป็นวารสารรายสี่เดือน โดยกำหนดตีพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ ได้แก่</p> <p>ฉบับแรกอยู่ในเดือน มกราคม- เมษายน ฉบับที่สองอยู่ในเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมและฉบับที่สามอยู่ในเดือน กันยายน-ธันวาคม</p> <p>กองบรรณาธิการวารสารเปิดรับต้นฉบับบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ เพื่อพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่ตามข้อกำหนดของวารสาร โดยมีขอบเขตเนื้อหาครอบคลุมสาขาทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ดังนี้ ภาษาไทย วรรณคดีไทย คติชนวิทยา ภาษาศาสตร์ การสอนภาษา และ ภาษาเพื่อการสื่อสาร</p> <p>บทความที่ส่งให้วารสารเพื่อพิจารณาตีพิมพ์จะผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับบทความ โดยเป็นการประเมินแบบอำพรางทั้งสองฝ่าย โดยที่ผู้ประเมินและผู้เขียนทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ในองค์กรเดียวกัน</p> <p>ทั้งนี้ ผู้เขียนบทความอาจจะได้รับคำแนะนำให้แก้ไขบทความต้นฉบับตามที่ผู้ทรงคุณวุฒินำเสนอ</p> Academic Network on Language and Culture th-TH Journal of Variety in Language and Literature 3088-1544 <p>ลิขสิทธิ์ของบทความเป็นของวารสาร การพิมพ์ซ้ำจะต้องได้ร้บการอนุญาตจากบรรณาธิการวารสาร</p> บทบรรณาธิการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/290991 บุณยเสนอ ตรีวิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Variety in Language and Literature https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 9 3 เพศวิถีของตัวละครชายรักชายในนวนิยายเรื่อง Billy and Joe https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/286799 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะของเพศวิถีของตัวละครชายรักชายในนวนิยายเรื่อง Billy and Joe ของ alittlebixth เผยแพร่ปี 2566 ผลการศึกษาพบว่า เพศวิถีของตัวละครทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ 1) บุคลิกภาพของตัวละครชายรักชาย ภายนอกมีลักษณะสูง หล่อ ร่างกายกำยำแม้เป็นตัวละครฝ่ายรับ ซึ่งเป็นไปตามอุดมคติของผู้ชายสมัยใหม่ ส่วนลักษณะนิสัยแตกต่างกันโดยสัมพันธ์กับฐานะทางสังคม หน้าที่การงานและประสบการณ์ 2) อัตลักษณ์ทางเพศของตัวละครชายรักชาย พบทั้งตัวละครที่ชอบเพศเดียวกันแต่แรก และตัวละครที่มีการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางเพศภายหลัง โดยมีปัจจัยบางประการที่ทำให้เกิดการตระหนักรู้ถึงเพศวิถีของตน 3) ความคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศของตัวละครชายรักชาย พบว่ามีค่านิยมที่ตัวละครใช้ปฏิบัติตนด้านสุขอนามัยทางเพศ ความสัมพันธ์ทางเพศที่ไม่ต้องรักกัน หรือแม้แต่คำชมที่ไม่จำกัดเพศ และมีจินตนาการทางเพศที่สะท้อนอารมณ์ปรารถนาของตัวละครว่าอยากสมหวังในความรัก และ 4) ความสัมพันธ์ทางเพศของตัวละครชายรักชาย จะพบเพียงตัวละครหลัก โดยมีปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางเพศไม่ได้มีเพียงความรัก แต่รวมถึงความอยากรู้ อยากลอง ความต้องการเติมเต็มความรู้สึก หรือความอยากครอบครองอีกด้วย</p> ชริดา อนันต์เรือง นิฟาติน สะอะ จิราภรณ์ อัจฉริยะประสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Variety in Language and Literature https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 9 3 425 439 ลักษณะภาษาและการถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ของผู้ดำเนินรายการชาวเกาหลี ที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองในการนำเสนอวัฒนธรรมไทยของช่องคัลแลนแฮทเบอรี่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/289298 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะภาษาในการพูดภาษาไทย และการถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ของผู้ดำเนินรายการชาวเกาหลีที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองในการนำเสนอวัฒนธรรมไทย ของช่องยูทูบคัลแลนแฮทเบอรี่ โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหารายการ จำนวน 6 ตอน ผลการวิจัย<strong>ด้านลักษณะภาษา</strong> พบลักษณะการพูดภาษาไทยของผู้ดำเนินรายการชาวเกาหลีใน 3 ลักษณะ ได้แก่ 1) การออกเสียงผิดพลาด เช่น การออกเสียงสระเสียงยาวเป็นเสียงสั้น การออกเสียงไม่ตรงวรรณยุกต์ การออกเสียงไม่ตรงรูปสระ การออกเสียงไม่ตรงตัวสะกด <br />2) การเลือกใช้คำผิดพลาด เช่น การคิดคำศัพท์ใหม่ การจัดเรียงคำใหม่ การใช้คำซ้ำคำซ้อนไม่เป็นธรรมชาติ การใช้คำผิดความหมาย การละลักษณะนามหรือหน่วยนับ และ3) การใช้ประโยคและไวยากรณ์ผิดพลาด เช่น การวางคำขยายในประโยคผิดตำแหน่ง การวางคำแสดงเหตุผลผิดตำแหน่ง <strong>ด้านการถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ </strong>พบการถ่ายโอนใน 2 ลักษณะ ได้แก่ 1) การถ่ายโอนเชิงภาษาศาสตร์วัจนปฏิบัติ คือการนำกฎเกณฑ์และรูปแบบภาษาจากภาษาเกาหลีมาใช้ในภาษาไทย เช่น การออกเสียง การเลือกใช้คำ และไวยากรณ์ 2) การถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติศาสตร์สังคม คือ การนำหลักการที่มีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมเกาหลีมาสื่อวัจนกรรมในภาษาไทย ทำให้ผู้พูดสื่อสารเจตนาในบริบทพระพุทธศาสนา และพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อผิดพลาด ทั้งนี้ลักษณะความผิดพลาดดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงพัฒนาความรู้ในภาษาใหม่ อันเป็นผลมาจากการถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ ซึ่งเป็นการถ่ายโอนด้านลบจากภาษาแม่ไปยังภาษาที่สองจึงทำให้เกิดภาษาที่ไม่เหมาะสมขึ้น</p> เอกชัย แสงโสดา พงศธร สุรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Variety in Language and Literature https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 9 3 441 458 กลวิธีทางภาษาในเรื่องเล่าข่าวภัยพิบัติพายุยางิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/288355 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษาที่ปรากฏในเรื่องเล่าข่าวภัยพิบัติทางธรรมชาติ กรณีศึกษาข่าวพายุยางิ ข้อมูลที่ใช้ศึกษาได้แก่ ข่าวภัยพิบัติทางธรรมชาติจากพายุยางิที่ส่งผลกระทบในจังหวัดเชียงราย ประเทศไทยซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์สำนักข่าว จำนวน 10 เว็บไซต์ รวมจำนวนทั้งสิ้น 270 ข่าว ผลการศึกษาพบกลวิธีทางภาษา 4 กลวิธี ได้แก่ 1. กลวิธีทางศัพท์ ได้แก่ คำแสดงความรุนแรง วิกฤติฉับพลัน, คำกริยาแสดงอารมณ์ความรู้สึก, การใช้ชื่อบุคคลหน่วยงานสถานที่เฉพาะ, คำขยายหรือคำเน้นระดับ, คำศัพท์ด้านตัวเลขและปริมาณ, คำศัพท์เชิงเศรษฐกิจ, คำแสดงสาเหตุ-ผลลัพธ์ 2. กลวิธีการขยายความ ได้แก่ การขยายภาพความเสียหาย, การขยายเวลาสถานที่ ลักษณะทางภูมิศาสตร์, การขยายความหมายด้านบวก ด้านลบ 3. กลวิธีทางวัจนปฏิบัติศาสตร์และวาทกรรม ได้แก่ การวิจารณ์เชิงนโยบาย คำถามเชิงโต้เถียง, การใช้เสียงของประชาชนชุมชน, การเล่าเรื่อง การจัดโครงเรื่อง, การใช้วัจนกรรม และ 4. กลวิธีทางวาทศิลป์ ได้แก่ การเปรียบเปรย, การใช้คำเชิงศีลธรรม และ การสร้างภาพ “ฮีโร่”</p> ขจิตา ศรีพุ่ม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Variety in Language and Literature https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 9 3 459 475 การศึกษาเปรียบเทียบอาหารในวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้างขุนแผนกับวรรณคดีเขมรเรื่องตุมเตียว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/289179 <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอาหารในวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้างขุนแผนกับวรรณคดีเขมรเรื่องตุมเตียว ผลการศึกษา พบอาหารที่ปรากฏในวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้างขุนแผนกับวรรณคดีเขมรเรื่องตุมเตียว ในโอกาสสำคัญ 3 วาระ ได้แก่ 1. อาหารสำหรับงานมงคล 2.อาหารสำหรับถวายพระสงฆ์ และ 3. อาหารสำหรับเซ่นไหว้ จากการศึกษายังพบว่าอาหารในวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้างขุนแผนกับวรรณคดีเขมรเรื่องตุมเตียว มีลักษณะคล้ายคลึงและลักษณะแตกต่างกัน ลักษณะคล้ายคลึงกัน พบว่า อาหารเปรียบเสมือนคันฉ่องที่สะท้อนให้เห็นถึงชนชั้นและสถานะทางสังคมที่แตกต่างกัน ในด้านลักษณะแตกต่างกัน พบว่า ในวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้างขุนแผน ให้ความสำคัญกับอาหารที่จะนำไปถวายพระสงฆ์ เนื่องจากความเชื่อทางพุทธศาสนาที่ทำบุญกับพระจะได้อานิสงส์มาก ส่วนในวรรณคดีเขมรเรื่องตุมเตียวพบว่า ให้ความสำคัญกับอาหารสำหรับงานมงคล และอาหารสำหรับเซ่นไหว้บรรพบุรุษ มากกว่าอาหารสำหรับพระสงฆ์ เนื่องจากลักษณะค่านิยมการบริโภคของชนชั้นกลางในสังคมเขมรและการให้ความสำคัญในวัฒนธรรมเขมร</p> กฤษณาภูมิ เกษอินทร์ กีรติ ธนะไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Variety in Language and Literature https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 9 3 477 491 ลื่นไหลในหลากหลาย: มิติตัวบทเควียร์ในการ์ตูนวายเรื่อง ถูกใจนายติดอ่างที่รัก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/289433 <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประกอบสร้างความเป็นตัวบทเควียร์ จากการ์ตูนวายในแพลตฟอร์มไลน์เว็บตูน (LINE WEBTOON) เรื่อง ถูกใจนายติดอ่างที่รัก โดยผู้วิจัยได้ใช้แนวคิดตัวบทเควียร์ เป็นหลักในการวิเคราะห์ ผ่านการนำเสนอในประเด็นการศึกษา 3 ประเด็น คือ 1) ตัวตนที่ลื่นไหล: การโต้ตอบทางการเมืองแบบเควียร์ 2) การแต่งกายไร้เพศ: ภาวะเควียร์กับเสรีบนเรือนร่าง และ 3) ภาวะเควียร์กับความลักลั่นในความสัมพันธ์แบบชายรักชาย ผลการศึกษาพบว่า มิติตัวบทเควียร์ได้แสดงตัวผ่านเนื้อหาและภาพการ์ตูน เพื่อสื่อนัยขบถต่อขนบวรรณกรรมวายของไทย แทนที่ด้วยความลื่นไหลทางเพศที่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว ภาวะเควียร์หักล้างข้อยึดโยงระหว่างสรีระ เพศวิถี อัตลักษณ์ และรสนิยมทางเพศ ผ่านความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้ความสัมพันธ์แบบชายรักชาย</p> กุลปรียา อังมีพิษ ปฐม หงษ์สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Variety in Language and Literature https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 9 3 493 508 ประชุมจดหมายเหตุออกพระวิสุทสุนทร (โกษาปาน) : ลักษณะโปราณิกศัพท์สมัยอยุธยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/288166 <p>บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะโปราณิกศัพท์สมัยอยุธยา ในการเขียนบันทึกรายวันของออกพระวิสุทสุนทร (โกษาปาน) ซึ่งเป็นบันทึกภาษาไทย จำนวน 68 หน้า ผลการศึกษาพบว่า ในการเขียนบันทึกรายวันของออกพระวิสุทสุนทร (โกษาปาน) สมัยอยุธยานั้น มีการใช้โปราณิกศัพท์ทั้งที่เป็นคำไทยและโปราณิกศัพท์ที่เป็นคำยืม โดยในส่วนของคำไทย ผู้ศึกษาพบคำศัพท์โบราณในบันทึกของโกษาปาน ทั้งที่เป็นคำนาม คำกริยา และคำวิเศษณ์ ดังนี้ 1) คำศัพท์ที่เป็นคำนามมีทั้งหมด 3 ประเภท คือ สามานยนาม (คำนามทั่วไป) วิสามานยนาม (คำนามชี้เฉพาะ) ลักษณนาม (คำนามบอกลักษณะ) 2) คำศัพท์ที่เป็นคำกริยามีทั้งหมด 2 ประเภทคือ อกรรมกริยา (กริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมาต่อท้าย) สกรรมกริยา (กริยาที่ต้องมีกรรมมาต่อท้าย) 3) คำศัพท์ที่เป็นคำวิเศษณ์ โดยพบว่ามีการใช้ลักษณวิเศษณ์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนคำยืมนั้น ผู้ศึกษาพบว่ามีการใช้โบราณิกศัพท์หลายภาษา ได้แก่ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาโปรตุเกส ภาษาอังกฤษ ภาษาบาลีสันสกฤต และภาษาเขมร</p> บุญเลิศ วิวรรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Variety in Language and Literature https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 9 3 509 522 ประเพณีบุญกฐินของกลุ่มชาติพันธุ์กูยบ้านคูขาด อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ : รูปแบบประเพณีตามพุทธบัญญัติ อัตลักษณ์ชุมชน และการอนุรักษ์สืบสาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/289371 <p>บทความวิจัยเรื่อง ประเพณีบุญกฐินของกลุ่มชาติพันธุ์กูยบ้านคูขาด อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ : รูปแบบประเพณีตามพุทธบัญญัติ อัตลักษณ์ชุมชน และการอนุรักษ์สืบสาน มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาองค์ความรู้ประเพณีบุญกฐินของกลุ่มชาติพันธุ์กูย ผลการศึกษาพบว่า ประเพณีบุญกฐินของกลุ่มชาติพันธุ์กูย เป็นรูปแบบกฐินราษฎร์ คือ ประชาชนนำผ้ากฐินไปถวายตามวัดต่าง ๆ ที่มิใช่วัดหลวง เป็น<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%86%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1">สังฆกรรม</a>ที่มีกำหนดเวลา คือ ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เท่านั้น และประเพณีบุญกฐินของกลุ่มชาติพันธุ์กูยชุมชนบ้านคูขาด มีพิธีกรรมโดดเด่นที่ร่วมกันจัดเพิ่มเติมขึ้นมาและไม่ปรากฏในชุมชนอื่น ได้แก่ พิธีกรรมสะพานมนุษย์ ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรก ในพ.ศ. 2524 วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 คือ เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูประเพณีบุญกฐินของกลุ่มชาติพันธุ์กูย ผลการศึกษาพบว่า อนุรักษ์ประเพณีบุญกฐิน โดยวิธีสัมภาษณ์เก็บข้อมูลประวัติประเพณีบุญกฐิน และพิธีกรรมที่จัดเพิ่มเติม จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมของเยาวชน และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ สื่อชุมชน สื่อส่วนบุคคลเผยแพร่ข้อมูลให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง วัตถุประสงค์ข้อที่ 3 คือ เพื่อค้นหารูปแบบการพัฒนากิจกรรมในการอนุรักษ์ฟื้นฟูประเพณีบุญกฐินของกลุ่มชาติพันธุ์กูย ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการอนุรักษ์ มี 3 รูปแบบ คือ 1. รวบรวมประวัติประเพณีบุญกฐินจากเอกสารวิชาการ พระสงฆ์ ปราชญ์ผู้รู้ บันทึกในรูปแบบเอกสาร 2. จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมแก่เยาวชน โดยมีนักเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์เข้าร่วม 3. ประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมประเพณีบุญกฐินของกลุ่มชาติพันธุ์กูย</p> สำราญ ธุระตา ทิพวัลย์ เหมรา ยุพาวดี อาจหาญ ปนิดา ทองบุญชม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Variety in Language and Literature https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 9 3 523 536 การศึกษาความคล้ายคลึงของคำศัพท์ภาษาเกาหลีและไทยผ่านภาษาตัวกลาง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/286517 <p>บทความนี้มุ่งศึกษาความคล้ายคลึงของคำศัพท์ภาษาเกาหลีและภาษาไทยที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางตระกูลภาษาผ่านภาษาตัวกลาง (Intermediary Language) โดยศึกษาคำศัพท์อักษรจีน ในภาษาเกาหลีและคำยืมจีนในภาษาไทยผ่านบริบททางประวัติศาสตร์ สอง ศึกษาคำศัพท์ภาษาบาลีและสันสกฤตในบริบททางพุทธศาสนา ซึ่งประเทศเกาหลีรับอิทธิพลศาสนาพุทธนิกายมหายาน จึงได้รับภาษาสันสกฤตผ่านการแปลเป็นอักษรจีน ส่วนประเทศไทยรับอิทธิพลพุทธศาสนานิกายเถรวาท จึงได้รับภาษาบาลีและสันสกฤตทั้งในด้านคำศัพท์เชิงศาสนาและปรัชญา จากการศึกษาพบว่า ภาษาเกาหลีและภาษาไทยมีคำศัพท์ที่คล้ายคลึงกันจำนวนมาก เช่น คำว่า “ส่ง” กับ “송 [Song]” มีรากศัพท์จีน “送 [Sòng]” หรือคำว่า “แขก” กับ “객 [Gaek]” มีรากศัพท์จีน “客 [Kè]” หรือคำศัพท์ในบริบททางพุทธศาสนา เช่นคำว่า “불타 [Bulta]” มาจากอักษรจีน “佛陀 (พุทธะ)”, “열반 [Yeolban]” มาจากอักษรจีน “涅槃 (นิพพาน)” ซึ่งเป็นผลของกระบวนการถ่ายทอดทางอารยธรรมและ “การแปลวัฒนธรรม (Cultural Translation)” ที่ซับซ้อน จะช่วยให้เข้าใจลักษณะการแลกเปลี่ยนทางภาษาระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างรอบด้าน อีกทั้งยังเป็นแนวทางสำหรับงานวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างภาษาเอเชียโดยวางกรอบแนวคิดทางภาษาศาสตร์และภาษาศาสตร์เชิงประวัติ โดยมุ่งเน้นไปยังบทบาทของภาษาตัวกลางในการเกิดคำศัพท์คล้ายคลึงกัน</p> ธัญทิพ อบเชย ฌองส์ ฮวัน ซึง ฮวัน ซึง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Variety in Language and Literature https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 9 3 533 553 ผลการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ TPACK CLIL CBL และ PBL เรื่อง การพูดสื่อสารกับชุมชน ที่มีต่อความสามารถด้านการพูดสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/289459 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ TPACK CLIL CBL และ PBL เรื่อง การพูดสื่อสารกับชุมชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ TPACK CLIL CBL และ PBL กับเกณฑ์การประเมินร้อยละ 75 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 จำนวน 37 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนละหานทรายรัชดาภิเษก อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ TPACK CLIL CBL และ PBL เรื่อง การพูดสื่อสารกับชุมชน จำนวน 5 แผน 2) แบบประเมินความสามารถด้านการพูดสื่อสาร มีลักษณะเป็นเป็นแบบประเมินผลตามสภาพจริง (Rubric Scoring) คะแนนเต็ม 20 คะแนน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ การหาประสิทธิภาพ E1/E2 การทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ TPACK CLIL CBL และ PBL เรื่อง การพูดสื่อสารกับชุมชสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่ 77.14/78.91 2) ความสามารถด้านการพูดสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ TPACK CLIL CBL และ PBL มีคะแนนเฉลี่ย 15.78 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> วรโชติ ต๊ะนา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Variety in Language and Literature https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 9 3 555 570 การสร้างแบบทดสอบวินิจฉัยข้อบกพร่องในการเขียนสะกดคำพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สำหรับดำเนินการสอบโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/288599 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อบกพร่องในการเขียนสะกดคำพื้นฐาน 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวินิจฉัยข้อบกพร่องในการเขียนสะกดคำพื้นฐาน และ 3 ประเมินผล<br />การนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไปใช้ในการดำเนินการสอบเขียนสะกดคำพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 430 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบทดสอบวินิจฉัยในการเขียนสะกดคำพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือ ได้แก่ ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ค่าความเชื่อมั่น ค่าอำนาจจำแนก และค่าความยาก ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบทดสอบวินิจฉัยในการเขียนสะกดคำพื้นฐาน มีจำนวน 3 ฉบับ 45 ข้อ ได้แก่ ฉบับที่ 1 การเขียนสะกดคำควบกล้ำ จำนวน 15 ข้อ ฉบับที่ 2 การเขียนสะกดคำอักษรนำ จำนวน 15 ข้อ และฉบับที่ 3 การเขียนสะกดคำที่มีตัวการันต์ จำนวน 15 ข้อ เมื่อพิจารณาข้อบกพร่องที่พบมากที่สุด พบว่า ฉบับที่ 1 การไม่เข้าใจความหมายของคำ ฉบับที่ 2 ออกเสียงคำผิด และฉบับที่ 3 จำตัวการันต์ไม่ได้ 2) คุณภาพของแบบทดสอบวินิจฉัยมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ตั้งแต่ 0.80 ถึง 1.00 มีค่าความยากตั้งแต่ 0.23 ถึง 0.80 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.84 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.94 3) ผลการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไปใช้อยู่ในระดับ มาก ( = 4.28) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความถูกต้องมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ( = 4.52)</p> มยุรี คำแก้ว อรนุช ศรีคำ วนิดา หอมจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Variety in Language and Literature https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 9 3 571 586 การพัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานเป็นฐาน สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/288229 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ เน้นภาระงานเป็นฐานให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) เปรียบเทียบทักษะการฟังภาษาอังกฤษหลังเรียน กับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 4) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ สาขาวิชาการบัญชี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 28 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน 2) แบบทดสอบ วัดทักษะการฟังเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3) แบบทดสอบวัดทักษะการพูด เป็นการทดสอบปากเปล่า โดยจับคู่สนทนาเกี่ยวกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติการหาค่า t แบบ One sample t-test ผลวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพด้านกระบวนการของการเรียนรู้ (E<sub>1</sub>) และประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์ของการจัดการเรียนรู้ (E<sub>2</sub>) ของแผนการจัดการเรียนรู้ เท่ากับ 76.17/75.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 70/70 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะการฟังหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการเปรียบเทียบทักษะการพูดหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.85</p> เพ็ญพร จันทร์ละมุนมา สุรชัย ปิยานุกูล เบญจพร วรรณูปถัมภ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Variety in Language and Literature https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 9 3 587 601 การพัฒนาการออกเสียงพยัญชนะต้นกักในคำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยการสอนแบบโฟนิกส์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/286690 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถการออกเสียงพยัญชนะต้นกัก (Plosive sounds) ในคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนรู้ด้วยการสอนแบบโฟนิกส์ 2) ศึกษาพัฒนาการในการอ่านออกเสียงพยัญชนะต้นกัก (Plosive sounds) ในคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ผ่านการเรียนรู้ด้วยการสอนแบบโฟนิกส์ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการสอนแบบโฟนิกส์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนสังข์อ่ำ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จำนวน 102 คน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 34 คนได้มาด้วยวิธีการแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการสอนแบบโฟนิกส์ จำนวน 16 แผน 2) แบบวัดผลการอ่านออกเสียงพยัญชนะต้นกักในคำศัพท์ภาษาอังกฤษ แบบทดสอบปรนัย แบบถูก-ผิด จำนวน 24 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.74 และ3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการสอนแบบโฟนิกส์ของนักเรียน สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ <strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1. ความสามารถการอ่านออกเสียงพยัญชนะต้นกัก (Plosive sounds) ในคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน หลังเรียนรู้ด้วยการสอนแบบโฟนิกส์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผลการประเมินพัฒนาการความสามารถการอ่านออกเสียงพยัญชนะต้นกัก (Plosive sounds) ในคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียน หลังเรียนรู้ด้วยการสอนแบบโฟนิกส์ด้วยคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงมาก 3. นักเรียนความพึงพอใจต่อการสอนแบบโฟนิกส์อยู่ในระดับมาก</p> รูฟียา อามิง ภัทรา ปิณฑะแพทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Variety in Language and Literature https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 9 3 603 619 การสร้างแบบทดสอบวินิจฉัยการอ่านภาษาไทย โดยใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/wiwitwannasan/article/view/288566 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแบบทดสอบวินิจฉัยการอ่าน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 2) เพื่อวิเคราะห์หาคุณภาพของแบบทดสอบวินิจฉัยการอ่าน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 740 คน ปีการศึกษา 2567 ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือการวิจัย มี 2 ชนิด แบบทดสอบเพื่อสำรวจความบกพร่องในการอ่าน และแบบทดสอบวินิจฉัยการอ่าน มี 4 ตอน ตอนละ 15 ข้อ รวม 60 ข้อ เมื่อทดสอบและตรวจสอบคุณภาพแล้ว เหลือจำนวน 36 ข้อ สถิติในที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ค่าความเชื่อมั่น ค่าอำนาจจำแนก ค่าความยาก ค่าพารามิเตอร์อำนาจจำแนก (a) ค่าพารามิเตอร์ความยาก (b) และค่าพารามิเตอร์โอกาสการเดาข้อสอบ (c) ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบทดสอบวินิจฉัยการอ่าน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 มี 4 ตอน 36 ข้อ ได้แก่ ตอนที่ 1 การอ่านคำ 10 ข้อ ตอนที่ 2 การอ่านประโยค 9 ข้อ ตอนที่ 3 การอ่านเนื้อเรื่องและบทความ 8 ข้อ และตอนที่ 4 การอ่านบทร้อยกรอง 9 ข้อ มีค่าความเที่ยงตรง มีค่า 0.60 ถึง 1.00 มีค่าความยาก 0.20 ถึง 0.79 มีค่าอำนาจจำแนก 0.21 ถึง 0.64 และมีค่าความเชื่อมั่น 0.88 2) คุณภาพของแบบทดสอบ ค่าพารามิเตอร์ a มีค่า -0.138 ถึง 7.979 มีค่าเฉลี่ย 2.144 ค่าพารามิเตอร์ (b) มีค่า -1.517 ถึง 2.152 มีค่าเฉลี่ย 0.712 และค่าพารามิเตอร์ (c) มีค่า 0.000 ถึง 0.398 มีค่าเฉลี่ย 0.188 และ ข้อบกพร่องการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้จากแบบทดสอบเพื่อสำรวจความบกพร่อง โดยมีความบกพร่องในการอ่านคำ การอ่านประโยค และการอ่านบทร้อยกรอง เกิดจากการเข้าใจคลาดเคลื่อน และในการอ่านเนื้อเรื่องและบทความ เกิดจากการตีความผิด ซึ่งได้จากแบบทดสอบ</p> <p> </p> ชนนิกานต์ แสวงผล สุชาติ หอมจันทร์ กระพัน ศรีงาน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Variety in Language and Literature https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 9 3 621 637