การพัฒนารูปแบบการดูแลมารดาคลอด โดยใช้ Active Management of Third Stage of Labor เพื่อการป้องกันการตกเลือดหลังคลอด โรงพยาบาลนามน จังหวัดกาฬสินธุ์
คำสำคัญ:
การตกเลือดหลังคลอด, Active Management of Third Stage of Labor, การพัฒนาคุณภาพการดูแลบทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหา พัฒนารูปแบบ และประเมินผลการใช้รูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้น ระหว่างเดือนมิถุนายน 2567 ถึงมิถุนายน 2568 รวมระยะเวลา 13 เดือน กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ ได้แก่ บุคลากรสุขภาพ จำนวน 10 คน เชิงปริมาณ ได้แก่ มารดาที่มาคลอด จำนวน 31 คน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับ Active Management of Third Stage of Labor แบบประเมินทักษะ แบบประเมินคุณภาพการดูแล แบบบันทึกข้อมูล แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบประเมินผลลัพธ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาณก่อนหลัง ด้วยสถิติ Paired t-test และ McNemar's test ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการศึกษา พบว่า ความรู้เกี่ยวกับ Active Management เพิ่มขึ้นจากระดับปานกลางเป็นระดับดี (17.20±1.60) ทักษะการปฏิบัติเพิ่มขึ้น เป็นระดับดี (64.80±5.20) คุณภาพการดูแลมารดาคลอดเพิ่มขึ้นเป็นระดับดี (52.40±4.80) ความมั่นใจในการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้นเป็นระดับสูง (4.40±0.52) ความพึงพอใจในการทำงานเพิ่มขึ้นเป็นระดับสูงมาก (4.50±0.53) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 3.68, 4.12, 5.23, 6.85, 4.56 ตามลำดับ) ผลลัพธ์การดูแลพบว่าอุบัติการณ์การตกเลือดหลังคลอดลดลงเป็นร้อยละ 6.45 การใช้ยาเพิ่มเติมลดลง เป็นร้อยละ 16.13 การส่งต่อผู้ป่วยลดลงเป็นร้อยละ 3.23 (McNemar's X2= 5.44, 6.75, 4.17 ตามลำดับ)
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. WHO Postpartum Haemorrhage Summit. WHO; 2023.
World Health Organization. A roadmap to combat postpartum haemorrhage between 2023 and 2030. WHO; 2024.
Corbetta-Rastelli CM, Friedman AM, Sobhani NC, Arditi B, Goffman D, Wen T. Postpartum hemorrhage trends and outcomes in the United States, 2000-2019. Obstet Gynecol. 2023;141(1):152-161.
Gelaw KA, Asaye MM, Beshir MA. การปฏิบัติและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการระยะที่สามของการคลอดแบบเชิงรุกในแอฟริกาตะวันออก: การทบทวนระบบและการวิเคราะห์อภิมาน. BMC Pregnancy Childbirth. 2566;23:458.
Prapawichar P, Ratinthorn A, Utriyaprasit K, Viwatwongkasem C. Maternal and health service predictors of postpartum hemorrhage across 14 district, general and regional hospitals in Thailand. BMC Pregnancy Childbirth. 2563;20:1-12.
Puthadechakum P, Kaoiean S, Suwanachai P, Lumbiganon P, Laopaiboon M, Yanagisawa S. Risk factors for postpartum hemorrhage in a Thai–Myanmar border community hospital: A nested case-control study. Medicina. 2021;57(5):427.
ธนพร พิเศษศิลป์, จิราภรณ์ จิระธนากร, พิชิต เลิศศักดิ์สกุล. การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อภาวะตกเลือดหลังคลอด โรงพยาบาลหลังสวน จังหวัดชุมพร. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 2567;42(1):78-89.
Hofmeyr GJ, Lawrie TA, Cuthbert A, Buchmann EJ. Uterotonic agents for preventing postpartum haemorrhage: a network meta-analysis. Cochrane Database Syst Rev. 2023;6:CD013742.
Berghella V, Caughey AB, Richter HE. Third stage of labor: evidence-based practice for prevention of adverse maternal and neonatal outcomes. Am J Obstet Gynecol. 2023;229(4):345-358.
Alemu BW, Yaekob R, Henok A. ปัจจัยที่มีผลต่อความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติของผู้ช่วยคลอดเกี่ยวกับการจัดการระยะที่สามของการคลอดแบบเชิงรุกในศูนย์สุขภาพที่เลือกในแอดดิสอาบาบา. วารสารการพัฒนาทรัพยากรและการจัดการ. 2566;10:54-61.
Althabe F, Therrien MNS, Pingray V, Hermida J, Gülmezoglu AM, Armbruster D, et al. Postpartum hemorrhage care bundles to improve adherence to guidelines: A WHO technical consultation. Int J Gynaecol Obstet. 2020;148(3):290-299.
ณิชชา เสาร์เส็ง, สุนันทา พิมพ์ใส, ณัฐวดี โพธิ์งาม. การพยาบาลมารดาที่มีภาวะตกเลือดระยะหลังคลอดและภาวะซ๊อค โรงพยาบาลกาฬสินธุ์: กรณีศึกษา. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน. 2565;8(2):45-56.

