ผลของการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาที่ส่งผลต่อดัชนีมวลกายของกลุ่มคนวัยเรียนระดับอุดมศึกษา

ผู้แต่ง

  • ธัญญารัศมิ์ ศิริกลิ่นแคฆ์ สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น, E-mail: thanyaras.si@northern.ac.th
  • ชัยชนะ นิ่มสุวรรณ สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น, E-mail: thanyaras.si@northern.ac.th
  • พิจิตรา ยืนยั่ง สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น, E-mail: thanyaras.si@northern.ac.th

คำสำคัญ:

การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา, ดัชนีมวลกาย

บทคัดย่อ

      การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของกลุ่มคนวัยเรียนระดับอุดมศึกษาก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา (High Intensity Interval Training: HIIT) และ (2) เปรียบเทียบค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม HIIT การวิจัยเป็นแบบทดลองเชิงปฏิบัติ โดยใช้รูปแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มคนวัยเรียนระดับอุดมศึกษาที่มีภาวะน้ำหนักเกิน จำนวน 15 คน คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง โปรแกรมการออกกำลังกายแบบ HIIT มีระยะเวลา 8 สัปดาห์ ความถี่ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ความหนัก 75–85% HRmax (ช่วงหนัก) และ 50–60% HRmax (ช่วงเบา) โดยใช้กิจกรรมพื้นฐาน เช่น กระโดดตบ วิ่งอยู่กับที่ ลันจ์ และสควอท เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ เครื่องวัดองค์ประกอบร่างกาย และแบบบันทึกข้อมูลสุขภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา (ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติอนุมาน Paired Sample t-test

      ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่า BMI เฉลี่ยของนักศึกษาลดลงจาก 26.10 ± 2.40 เป็น 24.90 ± 2.20 กก./ม² หลังจบโปรแกรม 8 สัปดาห์ โดยแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) น้ำหนักตัวเฉลี่ยลดลงจาก 74.25 ± 8.96 เป็น 70.92 ± 8.72 กก. สะท้อนประสิทธิผลและความเป็นไปได้ของการนำโปรแกรม HIIT ไปใช้จริงในกลุ่มนักศึกษา ก่อนการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่า BMI เฉลี่ย 26.10 ± 2.40 kg/m² หลังการทดลองมีค่า BMI เฉลี่ยลดลงเหลือ 24.90 ± 2.20 kg/m² ผลการทดสอบทางสถิติพบว่าค่า t = 8.43 และ p-value = 0.000 ซึ่งน้อยกว่าระดับนัยสำคัญ .05 แสดงถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โปรแกรม HIIT ส่งผลให้ค่า BMI ลดลงในกลุ่มนักศึกษาที่มีภาวะน้ำหนักเกินอย่างชัดเจน และยังเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในกลุ่มนักศึกษา เนื่องจากใช้เวลาสั้น ยืดหยุ่น และไม่ต้องใช้อุปกรณ์มาก

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงสาธารณสุข. (2564). ยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2564–2570. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.

กรมอนามัย. (2565). รายงานสถานการณ์โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักเกินในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). (2565). สถานการณ์พฤติกรรมสุขภาพของนักศึกษาไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ.

กรมอนามัย. (2566). แนวทางการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพและการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs). กรุงเทพฯ: สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย.

คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. (2565). รายงานผลการวิจัยด้านสมรรถภาพทางกายและพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

ศิริพร, ค. (2564). แรงจูงใจในการออกกำลังกายของนักศึกษาไทยที่เข้าร่วมโปรแกรม HIIT. วารสารวิจัยสุขภาพและพลศึกษา, 5(3), 60–72.8.ชลธิชา, พ. (2563). ผลของการฝึก HIIT ต่อสมรรถภาพทางกายและองค์ประกอบร่างกายของนักศึกษาหญิง. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

ภานุวัฒน์, ส. (2565). ประสิทธิผลของโปรแกรม HIIT ต่อการเปลี่ยนแปลงสมรรถภาพทางกายในนักศึกษาชาย. วารสารสุขศึกษาและพลศึกษา, 12(1), 33–47.วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม, 3(2), 16-31.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-12-31

รูปแบบการอ้างอิง

ศิริกลิ่นแคฆ์ ธ. . ., นิ่มสุวรรณ ช. ., & ยืนยั่ง พ. . (2025). ผลของการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาที่ส่งผลต่อดัชนีมวลกายของกลุ่มคนวัยเรียนระดับอุดมศึกษา. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 10(4), 727–732. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291171