การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลกุสุมาลย์
คำสำคัญ:
ภาวะติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ, ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ, เครือข่ายสุขภาพบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research ) มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลกุสุมาลย์ 2) เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลกุสุมาลย์ และ 3) เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลกุสุมาลย์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาผลของการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ คือ ผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ โรงพยาบาลกุสุมาลย์ จำนวน 21 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ตามคุณสมบัติที่กำหนดและยินดีเข้าร่วมการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง แบบสอบถามสภาพปัญหาและสถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ แบบทดสอบความรู้ในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ แบบสังเกตการปฏิบัติการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา แบบประเมินความพึงพอใจ แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ศึกษาในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - กันยายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติ Paired t–test
ผลการศึกษา : 1) สถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลกุสุมาลย์ พบว่า ไม่มีระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่ชัดเจน ขาดแนวทางปฏิบัติของเครือข่าย ผู้ปฏิบัติงานขาดความรู้และการปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ขาดการนิเทศและการกำกับระบบบริการ 2) ระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ ประกอบด้วย (1) ระบบคัดกรองและเฝ้าระวัง (2) มาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ (3) การสื่อสารและประสานงานในโรงพยาบาลและเครือข่ายสุขภาพ (4) สมรรถนะด้านความรู้และทักษะบุคลากร และ 3) ผลของการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ พบว่า (1) ความรู้ของพยาบาลในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา หลังการพัฒนาระบบสูงกว่าก่อนพัฒนาระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < .05 (2) การปฏิบัติของพยาบาลในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา หลังการพัฒนาระบบสูงกว่าก่อนพัฒนาระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < .05 (3) ความพึงพอใจของพยาบาลต่อการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ อยู่ในระดับมากที่สุด และ (4) อุบัติการณ์การติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพหลังการพัฒนาระบบลดลงกว่าก่อนการพัฒนาระบบจาก 1.49 เป็น 0 ครั้ง ต่อ 1,000 วันนอน
เอกสารอ้างอิง
ผู้ร่วมมือด้านการดื้อยาต้านจุลชีพ (2022). ภาระทั่วโลกของการดื้อยาต้านจุลชีพของแบคทีเรียในปี 2019: การวิเคราะห์เชิงระบบ. The Lancet; 399(10325): P629-655. DOI: https://doi.org/10.1016/S0140-6736(21)02724-0
World Health Organization. (2014). Antimicrobial resistance: Global report on surveillance 2014. Retrieved September 22, 2022 from
http://apps.who.int/iris/bitstream/handle/10665/112642/9789241564748_eng.pdf?seq
uence=1.
Abushaheen, M. A., et al., (2020). Antimicrobial resistance, mechanisms and its clinical significance. Disease a Month: DM, 66(6), 100971.
Browne, A. J., et al., (2020). Drug-resistant enteric fever worldwide, 1990 to 2018: A systematic review and meta-analysis. BMC Medicine, 18(1), 1. https://doi.org/10.1186/s12916-019-1443-1.
Center of Disease Control and Prevention (CDC). (2021). Combating antibiotic resistance: A global threat. Retrieved August 19, 2021, from จาก https://www.cdc.gov/drugresistance/index.html
Lim, C., Takahashi, E., Hongsuwan, M., Wuthiekanun, V., Thamlikitkul, V., Hinjoy, S., Limmathurotsakul, D. (2016). Epidemiology and burden of multidrug-resistant bacterial infection in a developing country. eLife, 5, e18082. doi: 10.7554/eLife.18082
ทองเปลว ชมจันทร์ และประภาพรรณ สิงโต.การติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพหลายขนานในผู้ป่วยแผนกอายุรกรรม.วารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. 2565;4:1-16.
นิธิมา สุ่มประดิษฐ์, ศิริตรี สุทธจิตต์, สิตานันท์ พูลผลทรัพย์, รุ่งทิพย์ ชวนชื่น, ภูษิต ประคองสาย. (2558) ภูมิทัศน์ของสถานการณ์และการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทย. กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2558.
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2565). คู่มือการประเมินการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างบูรณาการในโรงพยาบาล (EE-AMR Tool, Thailand). กรุงเทพฯ:ห้างหุ้นส่วนจำกัดงานพิมพ์.
Kemmis, S & McTaggart, R. (1988). The Action Research Planer (3rd ed.). Victoria : Deakin.
บุปผา ศิริรัศมี, จรรยา เศรษฐบุตร, & เบญจา ยอดดำเนิน-แอ็ตติกจ์. (2544). จริยธรรมสำหรับการศึกษาในคน. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.
ถนิตชม เกาะเรียนไชย,จินต์จุฑา รอดพาล,ศรีสุรีย์ สูนยานนท์,สมทรง บุตรชีวัน และอุไรวรรณ สุขสาลี. (2562). การพัฒนาระบบการพยาบาลป้องกันการติดเชื้อดื้อยาในทารกแรกเกิดโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา. วารสารสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย; 9(2):113-31.
ธมลวรรณ คณานิตย์,ประจักร บัวผัน และชลการ ทรงศรี. (2564). การพัฒนาแนวทางการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ โรงพยาบาลเพ็ญ. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี; 2(29): 232-248.
พงศ์ลดา รักษาขันธ์, ณัฐวิภา บุญเกิดรัมย์, กมลวัลย์ พรหมอุดม, บุญมี มีประเสริฐ. (2566). การพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาลสกลนคร. วารสารการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา; 6(1):32-45.
อัษฎางค์ สุทนต์. (2565). ผลของการปฏิบัติด้วยวิธีผสมผสานเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามแนวทางป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลอ่างทอง. วารสารวิชาการสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม, 6(12), 70-80.
ณิรดา รวยอาจิณ, ทองเปลว ชมจันทร์, ประภาพรรณ สิงห์โต. (2565). ผลลัพธ์ของการใช้แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่ต้องควบคุมเป็นกรณีพิเศษ. Singburi Hospital Journal, 31(1):27-40.

