ผลของโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคทางเดินหายใจส่วนบนต่อการกลับเป็นซ้ำ
คำสำคัญ:
ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, โรคทางเดินหายใจส่วนบน, คุณภาพชีวิต, การกลับเป็นซ้ำบทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อการลดการกลับเป็นซ้ำในผู้ปกครองเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยอาศัยแนวคิดการจัดการตนเองของแคนเฟอร์ และแกลิค โปรแกรมมุ่งเพิ่มสมรรถนะเชิงความรู้ ทักษะปฏิบัติ และการตัดสินใจของผู้ปกครอง ครอบคลุมการให้ความรู้โรคทางเดินหายใจ การล้างจมูก การให้ยาอย่างเหมาะสม การสังเกตสัญญาณอันตราย การดูแลเบื้องต้น รวมถึงการฝึกทักษะเชิงปฏิบัติ
การวิจัยใช้แบบกึ่งทดลอง ในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 42 คน คัดเข้าโดยสมัครใจ และเข้าเกณฑ์ทางคลินิก เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลเด็กป่วย
ผลการวิจัยพบว่าคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) สัดส่วนผู้ปกครองที่อยู่ระดับวิจารณญาณ เพิ่มจาก 4.76% เป็น 28.57% โดยเฉพาะด้านการรู้เท่าทันสื่อ/สารสนเทศ และการตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พฤติกรรมการดูแลเด็กป่วยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ค่าเฉลี่ยรวมเพิ่มจาก 1.67 เป็น 2.40 คะแนน (p < 0.05) ครอบคลุมทั้งการดูแลจำเป็นทั่วไป การดูแลตามพัฒนาการ และการดูแลตามภาวะเบี่ยงเบนสุขภาพ ซึ่งเป็นด้านที่เพิ่มสูงสุด หลังจบโปรแกรม อัตราการกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วันอยู่ที่ 14.29% และจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล 2.38% สะท้อนผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีขึ้นสอดคล้องกับการเพิ่มความรอบรู้ และพฤติกรรมการดูแล
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค กองระบาดวิทยา. สถิติสุขภาพคนไทย [อินเทอร์เน็ต]. 2564 [เข้าถึงเมื่อ 8 มกราคม 2568]. เข้าถึงได้จาก:https://www.hiso.or.th/thaihealthstat/area/index.php?ma=2&pf=01101001&tp=231
กันยา โพธิปิติ. (2565). ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้เลี้ยงดูหลักและครู/ผู้ดูแลเด็กในเขตสุขภาพที่ 5. วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น 2565;15(1):28-50.
ธมณณัฏฐ์ วิชา. (2566). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันโรคโควิด-19 ของเด็กวัยเรียนในสังกัดเทศบาลนครเชียงราย. พยาบาลสาร;50(2):212-26.
รัตนรัตน์ ธนเจริญชนันชัย. (2562). ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อความสามารถของมารดาในการล้างจมูกบุตรที่มีน้ำมูกคั่งค้าง[วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต]. ชลบุรี:มหาวิทยาลัยบูรพา.
สุภรี สุวรรณจูฑะ, ธีรชัย ฉันทโรจน์ศิริ, ชลิดา เลาหพันธ์, ทวี โชติพิทยสุนนท์, ศศิธร ลิขิตนุกูล, นวลจันทร์ ปราบพาล และคณะ. (2562). แนวทางการดูแลรักษาโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจในเด็ก. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: บียอนด์ เอ็นเทอร์ ไพร์ จำกัด
Nutbeam D. (2000). Health literacy as a public health goal: A challenge for contemporary health education and communication strategies into the 21st century. Health Promotion International ;15(3):259-67. doi: 10.1093/heapro/15.3.259
Wicha K, Jintrawet U, Lamchang S. (2021). Health literacy and care behaviors of parents in preventing respiratory infection in children with congenital heart disease prior to cardiac surgery. Nursing Journal ;48(2):193-205.
Ismail AF, Ardini YD, Mohamad N, Bakar HA. (2018). Association between parental oral health literacy and children’s oral health status. Revista Latinoamericana de Hipertensioon;13(3):305-9.
Brega AG, Thomas JF, Henderson WG, Batliner TS, Quissell DO, Braun PA, et al. (2016). Association of parental health literacy with oral health of Navajo Nation preschoolers. Health Education Research;31(1):70-81. doi: 10.1093/her/cyv055
Thira W, Patarawan W, Onjira W, Monthichar C. (2015). Situation review and management mechanism of health literacy. Nonthaburi: Health Systems Research Institute
Kanfer, F. H., & Gaelick-Buys, L. (1991). Self-management methods. In F. H. Kanfer & A. Goldstein (Eds.), Helping people change: A textbook of methods. NewYork: Pergamon Press.

