การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังด้วยกระบวนการ จัดการความรู้ผ่านค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

ผู้แต่ง

  • นฤมล หลักรัตน์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

คำสำคัญ:

ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง, สร้างเสริมสุขภาพ, ค่าย, พฤติกรรมสุขภาพ, การพัฒนา

บทคัดย่อ

      การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา และความต้องการ พัฒนารูปแบบค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผู้ และประเมินผลของรูปแบบค่ายที่พัฒนาขึ้นต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และภาวะสุขภาพของผู้ป่วย แบ่งการดำเนินการเป็น ระยะศึกษาบริบท พฤติกรรมการดูแลตนเอง ความเครียด และความต้องการของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 399 คน ระยะพัฒนาและประเมินรูปแบบค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วยกระบวนการจัดการความรู้ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน และระยะประเมินประสิทธิผลของรูปแบบค่าย โดยเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณาและสถิติทดสอบ

      ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับโรคไตและพฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับปานกลาง และมีความเครียดในระดับปานกลางถึงสูง รูปแบบค่ายที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ในระดับมากถึงมากที่สุด หลังเข้าร่วมค่าย ผู้ป่วยมีความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และค่า eGFR ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization. Chronic kidney disease: Global epidemiology and burden. Geneva: WHO; 2023.

กรมการแพทย์. สถานการณ์โรคไตเรื้อรังของประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข; 2566.

สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง. กรุงเทพฯ: สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย; 2567.

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สปสช.; 2567.

กลุ่มงานโรคไม่ติดต่อ . รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรังและโรคไตเรื้อรัง จังหวัดอุบลราชธานี, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี, 2567.

สุขุม กาญจนพิมาย. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 2565; 40(1): 89–102.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ. คู่มือการจัดการความรู้ในหน่วยงานภาครัฐ. กรุงเทพฯ: สำนักงาน ก.พ.ร.; 2563.

World Health Organization. Depression and other common mental disorders: Global health estimates. Geneva: WHO; 2022.

Park HC, Yoon HB, Son MJ. Depression and anxiety in patients with chronic kidney disease. Kidney Research and Clinical Practice. 2021; 40(2): 193–201.

กรมสุขภาพจิต. รายงานสถานการณ์สุขภาพจิตของผู้ป่วยโรคเรื้อรังในประเทศไทย พ.ศ. 2566. กระทรวงสาธารณสุข, 2566.

Phromphithak S, Peltzer K. Social support and health outcomes among patients with chronic illness. Journal of Public Health and Development.2020; 18(3): 12–25.

จุฑามาศ ศรีประเสริฐ. ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพต่อการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเรื้อรังในชุมชน. วารสารสาธารณสุขชุมชน. 2564; 30(2): 45–58.

ชัยนิตย์ อินงาม. การพัฒนาแบบวัดพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง. วารสารพยาบาลศาสตร์. 2553; 28(3): 23–35.

Wagner EH, Austin BT, Davis C, Hindmarsh M, Schaefer J, Bonomi A. Improving chronic illness care: Translating evidence into action. Health Affairs. 2001; 20(6): 64–78.

Ricardo AC, Anderson CA, Yang W, Zhang X, Fischer MJ, Dember LM, et al. Healthy lifestyle and risk of kidney disease progression. American Journal of Kidney Diseases. 2015; 65(3): 412–424.

Nonaka I, Takeuchi H. The knowledge-creating company: How Japanese companies create the dynamics of innovation. New York: Oxford University Press; 1995.

Bandura A. Social foundations of thought and action: A social cognitive theory. Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall; 1986.

Knowles MS, Holton EF, Swanson RA. The adult learner: The definitive classic in adult education and human resource development. 8th ed. London: Routledge; 2015.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-03-31

รูปแบบการอ้างอิง

หลักรัตน์ น. . (2026). การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังด้วยกระบวนการ จัดการความรู้ผ่านค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 11(1), 21–30. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293370