แนวทางการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงกลุ่ม 1, 2 โดยการมีส่วนร่วมของผู้ดูแล (CG) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชียงเหียน อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม

ผู้แต่ง

  • รัชนีย์ จันทำ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านเชียงเหียน อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม

คำสำคัญ:

ภาวะสมองเสื่อม, ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง, ผู้ดูแล, การกระตุ้นการรู้คิด, การมีส่วนร่วมของชุมชน

บทคัดย่อ

      การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi experiment research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงกลุ่ม 1 และ 2 2) พัฒนาแนวทางการป้องกันภาวะสมองเสื่อมโดยการมีส่วนร่วมของผู้ดูแล (Caregiver: CG) 3) ศึกษาผลของแนวทางการดูแลต่อสภาพสมองของผู้สูงอายุ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้สูงอายุและผู้ดูแลต่อแนวทางการดูแลที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงกลุ่ม 1 และ 2 จำนวน 50 คน และผู้ดูแล (CG) จำนวน 34 คน ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชียงเหียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวทางการป้องกันภาวะสมองเสื่อมโดยการมีส่วนร่วมของผู้ดูแล แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้น (TMSE) แบบทดสอบความรู้ของผู้ดูแล และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบค่าที (Paired t-test)

      ผลการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 74) อายุระหว่าง 70–79 ปี (ร้อยละ 74) จบการศึกษาระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 94) และมีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 90) ผู้ดูแลส่วนใหญ่เป็นบุตรสาวและอาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับผู้สูงอายุ (ร้อยละ 86) แนวทางการป้องกันภาวะสมองเสื่อมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยกิจกรรมกระตุ้นการรู้คิด 4 มิติ ได้แก่ การระลึกความหลังผ่านสื่อท้องถิ่น ดนตรีบำบัด กายบริหารสมอง และการจัดการอาหารและยา โดยให้ผู้ดูแลดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องที่บ้านเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลการประเมินพบว่า คะแนนเฉลี่ยการทดสอบสภาพสมองเบื้องต้น (TMSE) ของผู้สูงอายุหลังการทดลอง (equation = 26.54, S.D.= 3.25) สูงกว่าก่อนการทดลอง (equation = 25.86,S.D. = 3.14) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนความรู้ของผู้ดูแลหลังการฝึกอบรม (equation = 14.65, S.D. = 0.54) สูงกว่าก่อนการฝึกอบรม (equation = 13.12, S.D. = 1.45) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมในระดับมากที่สุด และผู้ดูแลมีความพึงพอใจต่อแนวทางการดูแลในระดับมากถึงมากที่สุด

เอกสารอ้างอิง

กรมอนามัย. (2564). คู่มือปฏิบัติงาน Long Term Care สำหรับพยาบาลวิชาชีพและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข. นนทบุรี: กองส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ กระทรวงสาธารณสุข.

กระทรวงสาธารณสุข. (2561). สถานการณ์ผู้สูงอายุและแนวโน้มปัญหาสุขภาพในประเทศไทย.กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.

Benjapolpitak, P. (2023). Dementia prevention and care for older persons in Thailand. Department of Mental Health, Ministry of Public Health, Thailand.

World Health Organization. (2021). Global status report on the public health response to dementia. Geneva: World Health Organization.

Alzheimer’s Disease International. (2023). World Alzheimer Report 2023: Reducing the risk of dementia. London: ADI.

มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.). (2566). สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2565. กรุงเทพฯ: อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์.

กรมการแพทย์. (2565). แนวทางการจัดบริการคลินิกผู้สูงอายุ (Geriatric Clinic Guideline). นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข.

Pongchaiyakul, C., et al. (2022). Situation of dementia among Thai older adults. Institute of Geriatric Medicine, Mahidol University.

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชียงเหียน. (2567). รายงานสถานะสุขภาพประชากรและสถิติผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง ประจำปีงบประมาณ 2567. มหาสารคาม: กองสาธารณสุข องค์การบริหารส่วน จังหวัดมหาสารคาม.

Thai Mental State Examination (TMSE) โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โดยตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในสารศิริราช ฉบับที่ 45(6) เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2536 (หน้า 359-374)

Bloom, B. M. (1968). Learning for Mastery. Center for the Study of Evaluation of Instructional Programs, 1, 1-12.

Likert, R. (1932). A technique for the measurement of attitudes. Archives of Psychology,140, 1–55.

Best J. W.(1981), Research in Education, 4th Edition , New Delhi, Prentice Hall Of India Pvt. Ltd.

Cronbach, L. J. (1951). Coefficient alpha and the internal structure of tests. Psychometrika, 16(3), 297–334.

Chuchuen, P., & Tunvirachaisakul, C. (2025). Multi-modal cognitive stimulation program improves cognition and quality of life in Thai older adults with mild cognitive impairment. Dementia and Geriatric Cognitive Disorders.

Ni, P., Wang, F., Liu, L., Zhang, S., Li, Q., & Hu, X. (2026). Effects of reminiscence therapy for people living with cognitive impairment and their caregivers: A systematic review and meta-analysis. Journal of the American Medical Directors Association.

Moreno-Morales, C., et al. (2024). Music therapy and cognitive function in dementia: A network meta-analysis of randomized controlled trials. Journal of Personalized Medicine, 14(5), 497.

Suepthayat,S.,Jullmate,P., & Tabootwong,W. (2025). Development of cognitive stimulation program integrated with family participation for retarding dementia in older adults. Journal of The Royal Thai Army Nurses, 26(2), 124–132.

Lin, Z., Yin, X., Levy, B. R., Yuan, Y., & Chen, X. (2024). Association of family support with lower modifiable risk factors for dementia among cognitively impaired older adults. American Journal of Geriatric Psychiatry, 32(10), 1187–1199.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-03-31

รูปแบบการอ้างอิง

จันทำ ร. . (2026). แนวทางการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงกลุ่ม 1, 2 โดยการมีส่วนร่วมของผู้ดูแล (CG) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชียงเหียน อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 11(1), 986–995. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293913