การพัฒนารูปแบบการดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กโรคสมาธิสั้นโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน โรงพยาบาลโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ
คำสำคัญ:
เด็กสมาธิสั้น, การพัฒนารูปแบบ, การดูแลแบบครอบครัวและชุมชนบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) โดยใช้วงจรการวิจัยของ ADDIE Model วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหาการดูแลเด็กสมาธิสั้น พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคสมาธิสั้นโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน และประเมินผลการใช้รูปแบบการดูแลดังกล่าว อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 5 กลุ่ม จำนวน 30 คนในการสนทนากลุ่ม และผู้ปกครองพร้อมเด็กจำนวน 86 คู่ในการศึกษาเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เครื่องมือเชิงคุณภาพ ได้แก่ แนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม เครื่องมือเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้ผู้ปกครองในการดูแลเด็กสมาธิสั้น แบบวัดทัศนคติ แบบวัดพฤติกรรมการดูแล แบบประเมินทักษะการดูแลเด็กสมาธิสั้น แบบประเมินพฤติกรรม SNAP-IV และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบก่อนหลังด้วยสถิติ Paired t-test
ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนารูปแบบ CASETHING Model ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบหลัก ดังนี้ 1) C-Community Understanding ชุมชนเข้าใจ 2) A-Age-bridging สะพานข้ามรุ่น 3) S-Surveillance System ระบบเฝ้าระวัง 4) E-Educational Partnership การเรียนรู้ร่วมกัน 5) T-Team Collaboration ทีมสหวิชาชีพ 6) H-Health Adherence สุขภาพนิยมยา 7) I-Integrated Follow-up การติดตามแบบบูรณาการ 8) N-Nurturing Environment พื้นที่เฉพาะ 9) G-Group Support กลุ่มสนับสนุน ผลการใช้รูปแบบพบว่า ความรู้ของผู้ปกครองเพิ่มขึ้นจาก 7.39 ± 2.84 เป็น 13.73 ± 1.97 คะแนน ทัศนคติปรับปรุงจาก 51.07 ± 8.94 เป็น 59.64 ± 6.83 คะแนน พฤติกรรมการดูแลเพิ่มขึ้นจาก 29.88 ± 6.42 เป็น 37.28 ± 4.85 คะแนน ทักษะการดูแลเพิ่มขึ้นจาก 47.32 ± 6.84 เป็น 80.41 ± 7.23 คะแนน พฤติกรรมเด็กด้วย SNAP-IV ปรับปรุงจาก 58.39 ± 13.42 เป็น 33.62 ± 8.47 คะแนน และเปลี่ยนสถานะจากระดับต้องสงสัยเป็นระดับปกติทุกด้าน ความพึงพอใจของผู้ปกครองอยู่ในระดับมากที่สุด 4.55 ± 0.56 คะแนน การทดสอบความแตกต่างทางสถิติพบว่าตัวชี้วัดทุกด้านมีการปรับปรุงดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
เอกสารอ้างอิง
เกศริน อินเสมียน, อรพรรณ โยเหลา. การพัฒนาแนวทางการดูแลเด็กสมาธิสั้นในโรงเรียนประถมศึกษา. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข. 2565;32(2):121-35.
กรมสุขภาพจิต. รายงานสถานการณ์โรคสมาธิสั้นในประเทศไทย ประจำปี 2566. กระทรวงสาธารณสุข; 2566.
สาธารณสุขบึงกาฬ. รายงานสถานการณ์โรคสมาธิสั้นจังหวัดบึงกาฬ ประจำปี 2566. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ; 2566.
ชาญวิทย์ พรนภดล, วินัดดา ปิยะศิลป์, จันทร์อาภา สุขทัพภ์. การพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นในประเทศไทย. วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย. 2563;65(3):289-302.
มนทกานติ์ เชื่อมชิต, นันทวัน สุวรรณรูป, เบญจพร ตันตสูติ. ผลกระทบระยะยาวของโรคสมาธิสั้นต่อพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมของเด็กไทย. วารสารกุมารเวชศาสตร์. 2566;62(1):45-57.
วิมลรัตน์ ภูวราห์, วรัญญา เชื้อทอง. การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดูแลเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ. วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต. 2563;34(2):1-14.
พันธุ์นภา กิตติรัตนไพบูลย์, นัฐพร ลำยงหอม, สุภาวดี นวลมณี. การพัฒนาระบบการดูแลเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นในชุมชน: บทเรียนจากพื้นที่นำร่อง. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2564;30(4):725-38.
Bloom BS. Handbook on formative and summative evaluation of student learning. New York: McGraw-Hill; 1971.

