การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผู้ป่วยเสพยาและสารเสพติด ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง โดยใช้กลไกการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) จังหวัดปทุมธานี
คำสำคัญ:
ผู้ป่วยจิตเวช, ผู้ป่วยเสพยาและสารเสพติด, การก่อความรุนแรง, การพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.)บทคัดย่อ
งานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวช และผู้ป่วยเสพยาและสารเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง โดยใช้กลไกการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) จังหวัดปทุมธานี ดำเนินการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ศึกษาความต้องการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจากคณะกรรมการ พชอ. 130 คน และประชาชน 400 คน โดยใช้แบบสอบถาม (2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน โดยสัมภาษณ์ เชิงลึกผู้เกี่ยวข้อง 49 คน (3) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวช และผู้ป่วยเสพยาและสารเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (4) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบฯ จากทีมสหวิชาชีพ 50 คน โดยใช้แบบสอบถาม และญาติผู้ป่วย 50 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์เอกสารรายงาน และ (5) ศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จโดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เกี่ยวข้อง 49 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความต้องการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยในระดับมาก ปัญหาอุปสรรค ได้แก่ การทำงานแบบแยกส่วนและขาดกลไกกลางในการประสานงาน รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ได้แก่ PATHUM-UCCARE model ซึ่งเน้นการวางแผนการทำงานแบบมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบจากทุกภาคส่วนโดยใช้กลไกของ พชอ. ในการขับเคลื่อน หลังการพัฒนาทีมสหวิชาชีพมีส่วนร่วมในการดูแลและมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ญาติผู้ป่วยมีความรู้ ทัศนคติ และความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (p <. 001) จำนวนอุบัติการณ์การก่อความรุนแรงลดลง และเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่สำคัญ ได้แก่ ทีมสหวิชาชีพและภาคีเครือข่ายมีการประสานการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และจังหวัดปทุมธานีเป็น “เมืองแห่งการเรียนรู้และคืนคนดีสู่สังคม” ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญคือ รูปแบบการดูแลผู้ป่วยมีความชัดเจนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบด้วยภาวะผู้นำของทีม พชอ. และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
เอกสารอ้างอิง
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). นศ.ไทยเครียด-ซึมเศร้าสูง 30% พบ 5 ปีฆ่าตัวตายสำเร็จ 14 ราย สสส.รุกสร้างเครือข่ายมหาลัยดูแลสุขภาพจิต [อินเตอร์เน็ต]. 2567 [สืบค้นเมื่อ 9 เม.ย. 68]. เข้าถึงจาก: https://dol.thaihealth.or.th/Media/Pdfview/a1b92cf7-91ec-ee11-8103-0015d1aab6f
กรมสุขภาพจิต. ความชุกโรคจิตเวชและปัญหาสุขภาพจิตของคนไทย: ผลสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตของคนไทยระดับชาติ ปี พ.ศ. 2566 [อินเตอร์เน็ต]. 2568 [สืบค้นเมื่อ 9 เม.ย. 68]. เข้าถึงจาก: https://dmh-elibrary.org/items/show/1742
ไทยพีบีเอส (Thai PBS). คาดคนไทยป่วยสุขภาพจิต มากกว่าผู้รับการรักษา 5 เท่า [อินเตอร์เน็ต]. 2567 [สืบค้นเมื่อ 9 เม.ย. 68]. เข้าถึงจาก: https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-35
ศูนย์เฝ้าระวังป้องกันการฆ่าตัวตาย กระทรวงสาธารณสุข. รายงานสถานการณ์การฆ่าตัวตายในประเทศไทย ปีงบประมาณ 2566 [อินเตอร์เน็ต]. 2567 [สืบค้นเมื่อ 10 เม.ย. 68]. เข้าถึงจาก: https://suicide.dmh.go.th/news/view.asp?id=92
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. รายงานสภาวะสังคมไทยไตรมาส 1/2567 [อินเตอร์เน็ต]. 2567 [สืบค้นเมื่อ 10 เม.ย. 68]. เข้าถึงจาก: https://www.nesdc.go.th/download/Social/Social_ Report/2567_q1_001_report.pdf
สำนักข่าว Hfocus เจาะลึกระบบสุขภาพ. เปิดตัวเลขคนไทยรับบริการจิตเวช 2.9 ล้านคนในปี 66 ป่วยซึมเศร้า 1.5 ล้าน[อินเตอร์เน็ต]. 2567 [สืบค้นเมื่อ 10 เม.ย. 68]. เข้าถึงจาก: https://www.hfocus.org/content/2024/09/31645
ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย. สธ. เดินหน้าบำบัดผู้ป่วยจิตเวช-ยาเสพติด ด้วยกลไก Patient Journey [อินเตอร์เน็ต]. 2567 [สืบค้นเมื่อ 12 เม.ย. 68]. เข้าถึงจาก: https://theactive.thaipbs.or.th/news/publichealth-20240521
กรมสุขภาพจิต. มาตรฐานการปฏิบัติงานการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง Standard Operating Procedures : SOPs Severe Mental Illness–High Risk to Violence (V-Care). กรุงเทพฯ: บริษัท บียอนด์ พับลิสชิ่ง จำกัด; 2566.
กรมสุขภาพจิต. แนวทางการจัดทำแผนที่ยุทธศาสตร์สำหรับหน่วยงานในสังกัดกรมสุขภาพจิตประจำปีงบประมาณ 2568. นนทบุรี: กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมสุขภาพจิต; 2567.
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับพื้นที่ พ.ศ. 2561. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 45 ง หน้า 1–7.
กรมสุขภาพจิต. คู่มือระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงสำหรับสถาบัน/โรงพยาบาล สังกัดกรมสุขภาพจิต. กรุงเทพฯ: บริษัท พรอสเพอรัสพลัส จำกัด; 2563.
กระทรวงสาธารณสุข. การดำเนินงานเพื่อการบำบัดดูแลผู้ป่วยยาเสพติดอย่างมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Based Treament and x.. (CBTx) ภายใต้กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.). นนทบุรี: สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข (สลบ.สธ.).; 2567.
Stein LI, Test MA. Alternative to mental hospital treatment: Conceptual model, treatment program, and clinical evaluation. Arch Gen Psychiatry. 1980;37(4):392–7.
Thornicroft G, Tansella M. The balanced care model for global mental health. Psychol Med. 2013;43(4):849–63.
Anthony WA. Recovery from mental illness: The guiding vision of the mental health service system in the 1990s. Psychosoc Rehabil J. 1993;16(4):11–23.
Savaglio M, Vincent A, Bentley M, Gaul J, Poke S, Watson N, et al. A controlled evaluation of a psychosocial outreach support program for adults with severe mental illness. Psychosoc Interv. 2024;33(3):179–185.
ชนินทร์ ประกายสิทธิ์, และรัตนา ดวงพรม. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและจิตเวชจากสารเสพติดที่มีปัญหาซับซ้อนแบบเชิงรุกในชุมชน ผ่านกลไกการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม [อินเตอร์เน็ต]. 2567 [สืบค้นเมื่อ 15 เม.ย. 68]. เข้าถึงจาก: https://www.kaedamhospital.go.th/uploads/files/20240903162553_%E0%B8%
ประดิษฐ ศรีแสน, รัชนี ศรีแสน, แสงเดือน ศรีวรสาร, และธัชวิทย์ วงศ์เข็มมา. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชโดยกระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภออำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม. วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ2567;5(2):167–180.
ขัติยา แก้วสมบัติ, อิศรา ขุนพิลึก, อัญชลี วิจิตรปัญญา, เพ็ญสุดา ไชยเมือง, และประภาพร จันทร์นาม. การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชโดยภาคีเครือข่ายจังหวัดเลย. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน. 2567;9(5):549–560.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี. (2568). เอกสารประกอบการตรวจราชการและนิเทศงานกรณีปกติ รอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2568. เอกสารอัดสำเนา.
Kemmis, & McTaggart, R. The Action research planner, 3 rd ed. Geelong: Deakin University, Australia; 1988.
Smith WE. The AIC model: concepts and practice. Washington, DC: Organizing for Development: an International Institute (ODII); 1992.
Krejcie RV, Morgan DW. Determining sample size for research activities. Educ Psychol Meas 1970;30(3):607–10. doi: 10.1177/001316447003000308.
Bloom BS. Human characteristics and school learning. New York: McGraw-Hill Book Company; 1976.
อัจศรา ประเสริฐสิน. เครื่องมือการวิจัยทางการศึกษาและสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ; 2563.
Best JW, Kahn JV. Research in education. 3rd ed. New Jersey: Prentice hall; 1986.
บุญชัช เมฆแก้ว. รายงานการวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดช่วยวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์หาค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบ (KR-20). พังงา: วิทยาลัยชุมชนพังงา; 2562.
Cronbach LJ. Educational Psychology. New York: Harcourt Brace Jevanovich; 1977.
Creswell JW, Poth CN. Qualitative inquiry and research design: choosing among five approaches. 4th ed. Thousand Oaks (CA): Sage Publications; 2018.
Crabtree BF, Miller WL. Doing qualitative research: multiple strategies. Thousand Oaks (CA): Sage Publications; 1992.
Keeves JP. Educational research, methodology, and measurement: an international handbook. Oxford: Pergamon Press; 1988.
Shepherd JP. The Cardiff model for violence prevention. London: Royal College of Emergency Medicine; 2024 [cited 2025 June 9]. Available from: https://rcem.ac.uk/wp- content/uploads/2024/03/The_Cardiff_Model_for_Violence_Prevention_Jonathan_Shepherd.pdf

