การพัฒนารูปแบบองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยง หน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดลพบุรี

ผู้แต่ง

  • กมลวรรณ ชาติทองคำ พย.บ., วท.ม. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี
  • สุเทพ พลอยพลายแก้ว ส.บ., ศศ.ม., ปร.ด. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี
  • ธีรยุทธ ปานพรหม B.P.H., M.Sc. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี

คำสำคัญ:

องค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ, การป้องกันโรคเบาหวาน, กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน, หน่วยบริการปฐมภูมิ, รูปแบบ LEADER–HLO Pre-DM Model

บทคัดย่อ

      การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การดำเนินงานองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยง 2) พัฒนารูปแบบองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบในหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดลพบุรี แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสถานการณ์ การพัฒนารูปแบบ และการนำรูปแบบไปใช้และประเมินผล กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานอายุ 35 ปีขึ้นไป ระดับน้ำตาลในเลือด 100–125 mg/dL จำนวน 260 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย รูปแบบองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบสอบถามการปฏิบัติของบุคลากร แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มเสี่ยง แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกผลลัพธ์ทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired t-test

      ผลการศึกษาสถานการณ์พบว่า อัตราผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่จากกลุ่มภาวะก่อนเบาหวาน (Pre-DM) จังหวัดลพบุรี ปีงบประมาณ 2565–2567 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนข้อจำกัดด้านนโยบาย ภาวะผู้นำ ระบบสนับสนุน และการดำเนินงานองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literate Organization: HLO)        ในหน่วยบริการปฐมภูมิ จึงได้พัฒนารูปแบบ LEADER–HLO Pre-DM Model ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) L – Leadership & Policy Support 2) E – Establishing Health Literacy Culture 3) A – Advancing Health Literacy Role Modeling 4) D – Developing Supportive Systems & Environment 5) R – Risk-Group Focused Diabetes Prevention ผลการประเมินประสิทธิผลพบว่า ภายหลังการใช้รูปแบบ บุคลากรมีคะแนนการปฏิบัติการนักส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ค่าเฉลี่ยรวมเพิ่มจาก 108.14±0.78 เป็น 198.27±0.83 คะแนน กลุ่มเสี่ยงมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.001) ค่าเฉลี่ยรวมเพิ่มจาก 68.43±0.29 เป็น 114.27±0.24 คะแนน ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือด (FPG) ลดลงจาก 118.27 เป็น 107 mg/dL ระดับ HbA1c ลดลงจาก 6.12% เป็น 5.98% และดัชนีมวลกาย (BMI) ลดลงจาก 24.94 เป็น 23.78 kg/m² (p < 0.001) บุคลากรมีความพึงพอใจต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากทุกด้าน

เอกสารอ้างอิง

International Diabetes Federation. IDF Diabetes Atlas. 10th ed. Brussels: International Diabetes Federation; 2021.

กระทรวงสาธารณสุข. รายงานมาตรฐานการป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ปี 2565–2567. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2567.

เอกชัย ชัยยาทา. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารสาธารณสุขศาสตร์. 2560;47(2):123-135.

World Health Organization. Health literacy toolkit for low- and middle-income countries: A series of information sheets to empower communities and strengthen health systems. Geneva: WHO; 2016.

Rikard RV, Thompson MS, McKinney J, Beauchamp A. Examining health literacy disparities in the United States: a third look at the National Assessment of Adult Literacy. J Health Commun. 2016;21(Suppl 1):111-118.

Martin D, Miller AP, Quesnel-Vallée A, Caron NR, Vissandjée B, Marchildon GP. Canada’s universal health-care system: achieving its potential. Lancet. 2018;391(10131):1718-1735.

กระทรวงสาธารณสุข. รายงานการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป ปี 2564. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2564.

สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข. แผนยุทธศาสตร์ชาติด้านสาธารณสุข ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580). นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2562.

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการพัฒนาองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literate Organization: HLO). นนทบุรี: กรมอนามัย; 2561.

Berkman ND, Sheridan SL, Donahue KE, Halpern DJ, Crotty K. Low health literacy and health outcomes: an updated systematic review. Ann Intern Med. 2011;155(2):97-107.

Bostock S, Steptoe A. Association between low functional health literacy and mortality in older adults. BMJ. 2012;344:e1602.

Sorensen K, Pelikan JM, Röthlin F, Ganahl K, Slonska Z, Doyle G, et al. Health literacy in Europe: comparative results of the European Health Literacy Survey (HLS-EU). Eur J Public Health. 2015;25(6):1053-1058.

Farmanova E, Bonneville L, Bouchard L. Organizational health literacy: review of theories, frameworks, guides, and implementation issues. Inquiry. 2018;55:46958018757848.

World Health Organization. Organizational health literacy in the context of health systems transformation. Geneva: WHO; 2023.

รัชนีบูลย์ เงินวิลัย และคณะ. การพัฒนาองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพในระบบบริการสุขภาพไทย. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข. 2566;17(3):215-228.

Rajah R, Hassali MA, Lim CJ. Health literacy–related knowledge, attitude, and perceived barriers: a cross-sectional study among physicians in public hospitals. BMJ Open. 2017;7:e016330.

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี. รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อจังหวัดลพบุรี ปี 2567. ลพบุรี: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี; 2567.

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี. ฐานข้อมูล HDC รายงานสถานการณ์โรคเบาหวาน ปี 2565–2567. ลพบุรี: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี; 2567.

Brach C, Keller D, Hernandez LM, et al. Ten attributes of health literate health care organizations. Washington (DC): National Academy of Medicine; 2012.

Nutbeam D. Health literacy as a public health goal: a challenge for contemporary health education and communication strategies into the 21st century. Health Promot Int. 2000;15(3):259-267.

Agency for Healthcare Research and Quality. Health literacy universal precautions toolkit. 2nd ed. Rockville (MD): Agency for Healthcare Research and Quality; 2015.

Diabetes Prevention Program Research Group. Reduction in the incidence of type 2 diabetes with lifestyle intervention or metformin. N Engl J Med. 2002;346(6):393-403.

กระทรวงสาธารณสุข. แผนยุทธศาสตร์ชาติด้านสาธารณสุข ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580). นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2561.

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. แนวทางการพัฒนาองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพในหน่วยบริการสุขภาพ. นนทบุรี: กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ; 2564.

กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. รายงานสถานการณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนไทย. นนทบุรี: กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ; 2563.

สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. รายงานผลการดำเนินงานคลินิก NCD คุณภาพ. นนทบุรี: สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข; 2565.

พินิจ พรหมมา, อดิศักดิ์ ศรีสุวรรณ, สิริกาญจน์ นาคทอง. การอบรมการสื่อสารเชิงรอบรู้ในผู้ปฏิบัติงานระดับปฐมภูมิ. วารสารพยาบาลศาสตร์ไทย. 2564;39(4):112-120.

จารุวรรณ มณีวงศ์, จักรกฤษณ์ คงมั่น. การพัฒนาทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพของบุคลากรและผลต่อการสื่อสารกับผู้ป่วย. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ. 2562;11(2):150-158.

Weiss Barry D, Bynum Robert D. Health literacy and patient care. Journal of General Internal Medicine. 2017;32(8):958-961.

วิไลลักษณ์ ลาภเจริญ, พงษ์ศักดิ์ วงศ์คำ. ผลของการอบรมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อกลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรังในประเทศไทย. วารสารสาธารณสุขชุมชน. 2564;18(1):65-75.

สุณิสา สุขสวัสดิ์, อภิชาติ ทองดี. ความรอบรู้ด้านสุขภาพและการใช้บริการปฐมภูมิของประชาชนไทย. วารสารสุขภาพสังคมไทย. 2563;9(3):45-54.

สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. รายงานคลินิก NCD คุณภาพ. นนทบุรี: สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข; 2565.

ธวัชชัย งามศิริ, ณัฐพล ประเสริฐ. โครงการป้องกันเบาหวานในชุมชน: ผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและพฤติกรรมสุขภาพ. วารสารเวชศาสตร์ชุมชน. 2565;12(2):90-99.

ปรีชา ทองแท้, สุภาวดี กิตติคุณ. ผลของการลดระดับน้ำตาลและดัชนีมวลกายต่อความเสี่ยงโรคเรื้อรัง. วารสารสาธารณสุขศาสตร์. 2564;15(1):32-41.

กาญจนา ทองสุข, ชลธิชา สายใจ. การศึกษาความพึงพอใจต่อการอบรมความรอบรู้ด้านสุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขชุมชน. วารสารสุขศึกษาไทย. 2562;7(4):210-220.

กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค. รายงานโครงการให้ความรู้ด้านสุขภาพระยะสั้นและผลลัพธ์ในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง. วารสารการแพทย์ชุมชน. 2563;10(1):58-66.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-03-31

รูปแบบการอ้างอิง

ชาติทองคำ ก. ., พลอยพลายแก้ว ส. ., & ปานพรหม ธ. . (2026). การพัฒนารูปแบบองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยง หน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดลพบุรี. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 11(1), 1130–1147. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294149