การพัฒนาระบบบริหารจัดการยาแบบบูรณาการเพื่อคงคุณภาพยาและลดยาเหลือใช้ ในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลขอนแก่น
คำสำคัญ:
ระบบบริหารจัดการยาแบบบูรณาการ, ยาเหลือใช้, ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง, หน่วยบริการปฐมภูมิ, การวิจัยเชิงปฏิบัติการบทคัดย่อ
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการวิเคราะห์ข้อมูลแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดยาเหลือใช้ พัฒนา และประเมินประสิทธิผลของ ระบบบริหารจัดการยา แบบบูรณาการในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ณ หน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลขอนแก่น การดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย (1) ระยะสำรวจสถานการณ์ในกลุ่มตัวอย่าง 400 คน (2) ระยะพัฒนาระบบร่วมกับทีมสหวิชาชีพ 15 คน ผ่านวงจร PAOR และ (3) ระยะประเมินประสิทธิผล ด้วยการวิจัยกึ่งทดลองในกลุ่มตัวอย่าง 116 คน (กลุ่มทดลอง 58 คน และกลุ่มควบคุม 58 คน) ติดตามผล เป็นเวลา 12 สัปดาห์
ผลการศึกษาพบว่า 1) ระยะสำรวจสถานการณ์: พบอุบัติการณ์ผู้ป่วยมียาเหลือใช้สะสม (>7 วันก่อนนัด) สูงถึงร้อยละ 64.7 สาเหตุหลักเกิดจากการได้รับยาเกินวันนัดหมาย (ร้อยละ 64.1) และการลืมรับประทานยา (ร้อยละ 45.0) ปัจจัยเสี่ยงที่มี ความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด (aOR = 14.65) และระยะเวลาการรักษา 1–3 ปี (aOR = 6.89) โดยมีการเข้าถึงบริการ (aOR = 0.25) และการสนับสนุนจากผู้ดูแล (aOR = 0.53) เป็นปัจจัย ป้องกันที่สำคัญ 2) ระยะพัฒนาระบบ: ได้ระบบบริหารจัดการยาแบบบูรณาการ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การให้สุขศึกษา เฉพาะรายด้วยเทคนิค Teach-back การติดตามผลทางไกล การจัดสรรยาตามความจำเป็น การตรวจนับยา และการประชุมทีมสหวิชาชีพ 3) ระยะประเมินประสิทธิผล: กลุ่มทดลองมีสัดส่วนยาเหลือใช้สะสมลดลง จากร้อยละ 39.7 เหลือร้อยละ 21.8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.022) และมีโอกาสเกิดภาวะยาเหลือใช้ สะสมน้อยกว่า กลุ่มควบคุม ถึงร้อยละ 65 (AOR = 0.35, p = 0.024) นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีคะแนน ความรู้เพิ่มขึ้น (p = 0.019) และมีพฤติกรรม การจัดการยาดีขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม (p = 0.041)
เอกสารอ้างอิง
วิชัย เอกพลากร, บรรณาธิการ.(2564). การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2562-2563. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, มหาวิทยาลัยมหิดล; 2564.
พรชิตา ศิรินวเสถียร.(2561). ประสิทธิภาพการจัดการยาเหลือใช้ของผู้ป่วยเบาหวานในคลินิกพิเศษ. ว.โรงพยาบาลมหาสารคาม 2561;15(2):111-118.
ชนินท์ ประคองยศ และคณะ.(2565). ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อการนำยาเหลือใช้มาพบแพทย์ ของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง. ว.โรงพยาบาลมหาสารคาม. 2565;19(3):29-36.
ปรารถนา กุลชูศักดิ์.(2565). การศึกษาปัญหายาเหลือใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน คลินิกโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ. ว.ชัยภูมิ เวชสาร. 2565;42(1):66-74.
พิมพ์ชนก ศิริบูรณ์ และเลิศชัย เจริญธัญรักษ์.(2565). ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับยาเมทฟอร์มินที่เหลือใช้ ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. ว.การสาธารณสุขชุมชน. 2565;8(03):81-81.
ปรารถนา ชามพูนท และคณะ.(2554). ยาเหลือใช้และพฤติกรรมการใช้ยาของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่. ไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ. 2554;6(2):105.
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ.(2562). นวัตกรรมกระเป๋าคืนยาช่วยชาติ. [ออนไลน์] 2562. เข้าถึงได้จาก: https://na.mahidol.ac.th/sdgs/ [เข้าถึงเมื่อ 30 กรกฎาคม 2567].
วิภาดา ปุณณภาไพศาล.(2560). การออกแบบระบบการจัดการยาเหลือใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน. วารสารเภสัชกรรมไทย. 2560;10(2):300-314.
พุทธชาติ ฉันทภัทรางกูร, ศิระพร ทองโปร่ง, มนูญ ทองมี.(2561). ผลการสำรวจยาเหลือใช้ของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลบางสะพาน. วารสารหัวหินสุขใจไกลกังวล. 2561;3(1):119-125.
ช่อทิพย์ จันทรา และจินดา ม่วงแก่น.(2563). การศึกษาสาเหตุการนำยาเหลือใช้มาคืนของผู้ป่วยสูงอายุโรคเรื้อรัง. เอกสารการประชุมหาดใหญ่วิชาการ ครั้งที่ 11; 2563.
Smith A, Jones L, Cooper J.(2020). Reducing medication errors in primary care. Pharmacy Practice. 2020;18(2):1963.
Punnapasaian S.(2018). Integrated Drug Management System to Reduce Drug Waste. Thai J Hosp Pharm. 2018;28(3):175-185.
Thummavut P. Impact of Patient Education and Follow-up on Drug Utilization. J Health Educ Res Dev. 2014;32(2):102-110.
สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย).(2560). ระบบการจัดการด้านยาในโรงพยาบาลคุณภาพ. [ออนไลน์] 2560.
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.(2561). แนวทางการบริหารจัดการระบบยาในการดูแลผู้ป่วย แบบประคับประคอง. 2561.
CMM in Primary Care Research Team.(2018). The Patient Care Process for Delivering Comprehensive Medication Management (CMM): Optimizing Medication Use in Patient-Centered, Team-Based Care Settings. July 2018. Available at: http://www.accp.com/cmm_care_process.
Tomoaia-Cotisel A, Farrell TW, Solberg LI, Berry CA, Calman NS, Cronholm PF, et al.(2018). Implementation of care management: an analysis of recent AHRQ research. Med Care Res Rev. 2018;75(1):46-65.
Kemmis S, McTaggart R.(1988). The Action Research Planner. 3rd ed. Geelong, Australia: Deakin University Press; 1988.
Daniel WW.(1995). Biostatistics: A Foundation for Analysis in the Health Sciences. 6th ed. New York: Wiley; 1995.
World Health Organization.(2003). Adherence to long-term therapies: Evidence for action. WHO; 2003.
Nieuwlaat R, et al.(2014). Interventions for enhancing medication adherence. Cochrane Database Syst Rev. 2014;(11).
Shahin W, Kennedy GA, Stupans I.(2021). The association between social support and medication adherence in patients with hypertension: A systematic review. Pharm Pract (Granada). 2021;19(2):2300.
Talevski J, Wong Shee A, Rasmussen B, Kemp G, Beauchamp A.(2020). Teach-back: A systematic review of implementation and impacts. PLoS One. 2020;15(4):e0231350.
Dinh TTH, et al.(2016). The effectiveness of the teach-back method on adherence and self-management in health education for people with chronic disease. JBI Database System Rev Implement Rep. 2016;14(1):210-247.
Pestka DL, et al.(2022). Barriers and facilitators to implementing pharmacist-provided comprehensive medication management in primary care transformation. Am J Health Syst Pharm. 2022;79(15):1255-1265.
Supper I, et al.(2015). Interprofessional collaboration in primary health care: a review of facilitators and barriers. J Public Health (Oxf). 2015;37(4):716-727.
Hasson H.(2010). Systematic evaluation of implementation fidelity of complex interventions in health and social care. Implement Sci. 2010;5:67.
Carroll C, et al.(2007). A conceptual framework for implementation fidelity. Implement Sci. 2007;2:40.
Dusenbury L, et al.(2003). A review of research on fidelity of implementation. Health Educ Res. 2003;18(2):237-256.

