การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะท้าย ในบริบทพหุวัฒนธรรมเขตชุมชนเมือง จังหวัดยะลา

ผู้แต่ง

  • ณัฎฐิกา แซ่แต้ ปรดม.
  • สุภิรัชต์ นิธิสุทธ์ พย.บ.
  • ศิวพร ไชยหมาน พ.บ

คำสำคัญ:

รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะท้าย, บริบทพหุวัฒนธรรม, เขตชุมชนเมือง

บทคัดย่อ

      การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะท้ายในบริบทพหุวัฒนธรรม เขตชุมชนเมือง จังหวัดยะลา และเพื่อศึกษาผลลัพธ์การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะท้ายในบริบทพหุวัฒนธรรม เขตชุมชนเมือง จังหวัดยะลา โดยใช้แนวคิดวงจรพัฒนา ของเดมมิ่ง (Deming cycle) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวิเคราะห์สถานการณ์ การวางแผนการปฏิบัติ การดำเนินงาน และการประเมินผล กลุ่มตัวอย่างสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ พยาบาลระดับปฏิบัติการ 20 คน ผู้ป่วยระยะสุดท้าย 30 คน ผู้ดูแลหลัก 30 คน และอาสาสมัครหมู่บ้าน 20 คน ที่เข้ารับการดูแลตั้งแต่ เดือน กรกฎาคม 2567 ถึง กันยายน 2567 รวม 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยคู่มือรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะท้ายในบริบทพหุวัฒนธรรม เขตชุมชนเมือง จังหวัดยะลา และเครื่องมือที่ใช ้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ กึ่งโครงสร้าง 2) แบบสังเกตพฤติกรรม 3) แบบสอบถามความพึงพอใจผู้ให้บริการ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของครอบครัว ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญและทดสอบความเชื่่อมั่นโดย วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค มีค่าเท่ากับ .91 และ .95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

      ผลการศึกษา รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะท้ายในบริบทพหุวัฒนธรรม เขตชุมชนเมือง จังหวัดยะลา ซึ่งพัฒนาจากสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วย 1) แนวทางการคัดกรองผู้ป่วยตาม PPS ในการประเมินความสามารถของผู้สูงอายุ 2) การวางแผนชีวิตล่วงหน้า (Advance Care Planning) 3) การจัดการอาการรบกวนในระยะท้ายของผู้สูงอายุ 4) การดูแลผู้สูงอายุระยะท้ายตามหลักศาสนา (พุทธ, อิสลาม และคริสต์) ผลการวิจัย 1) พยาบาลใช้แนวทาง PPS ในการประเมินผู้สูงอายุระยะท้ายที่ได้รับการดูแล/การใช้ Syringe driver พร้อมทั้งลงบันทึกตามแบบฟอร์มในโปรแกรม HosXp ร้อยละ 91.68 2) ผู้สูงอายุและผู้ดูแลได้ร่วมวางแผนชีวิตล่วงหน้า (Advance Care Planning) ร้อยละ 50.0 3) ความพึงพอใจของผู้ดูแลต่อการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายตามหลักศาสนา (พุทธ ,อิสลาม และคริสต์) ร้อยละ 89.0 4) อสม.ใช้แบบประเมินระดับความปวดในการประเมินความปวดผู้ป่วยระยะท้ายร้อยละ 100 ผลการศึกษาครั้งนี้ สรุปว่ารูปแบบดูแลผู้สูงอายุระยะท้ายในบริบทพหุวัฒนธรรม เขตชุมชนเมือง จังหวัดยะลา ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้รับบริการ ดังนั้น ควรนำรูปแบบดังกล่าวไปกำหนดเป็นนโยบายในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายครอบคลุมทั้งเครือข่ายต่อไป

เอกสารอ้างอิง

Department of Medical Services, Ministry of Public Health. (2017). Handbook of palliative and end-of-life care (for medical personnel). Nonthaburi: Printed at the Veterans Affairs Organization. under royal patronage. (in Thai).

Palliative Care Network, Conservation Center, Department of Medicine. (2018). Assessment Manual Self-standard quality of palliative care for terminally ill patients. Khon Kaen: International Archives. (in Thai).

ศรีเวียง ไพโรจน์กุล, (2563) คู่มือการดูแลผู้ป่วย แบบประคับประคองและระยะท้าย (สำหรับบุคลากรทางการแพทย์) สำนักพิมพ์ สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชินูปถัมภ์.

Kite, S. (2006). Palliative care for older people. Age Ageing, 35(5), 459-460.

O’Leary, N., & Tiernan, E. (2008). Survey of specialist palliative care services for noncancer patients in Ireland and perceived barriers. Palliative Medicine, 22(1), 77-83.

Walshe, C., Todd, C., Caress, A., & Chew-Graham, C. (2009). Patterns of access to communitpalliative care services: a literature review. Journal of Pain and Symptom Management, 37(5), 884-912.

Hanratty, B., Hibbert, D., Mair, F., May, C., Ward, C., Capewell, S., . . . Corcoran, G. (2002). Doctors’perceptions of palliative care for heart failure: focus group study. Bmj, 325(7364), 581-585.doi:10.1136/bmj.325.7364.581

เวชระเบียนโรงพยาบาลยะลา, 2567

Kunsongkeit W. (2011). Good death as perceived by the patients. The Journal of Faculty of Nursing Burapha University; 19 Suppl 2:138-45. (in Thai)

Tipkanjanaraykha K, SaleekulS, Apisitwasana N, Thiammok M. (2017). Advanced care planning for peaceful death. JBCNM; 33(3):138-45. (in Thai)

มธุรส ศิริสถิตย์กุล. (2550). ความตายในคริสต์ศาสนา. ใน โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์, ชาติชาย มุกสง,ราตรี ปิ่นแก้ว, วรัญญา เพ็ชรคง, สมิทธ์ ถนอมศาสนะ, ประชาธิป กะทา, และคณะ (บรรณาธิการ),วัฒนธรรม ความตายและวาระสุดท้ายของชีวิต คู่มือเรียนรู้มิติสังคมของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (หน้า 218-34). นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ.

ชุลีพรรณ ศรีสุนทร. (2548). ความตายตามความเชื่อของคริสตชน. ใน เมตตานนโทภิกขุ (บรรณาธิการ),ธรรมะ 4 ศาสนาในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (หน้า 191-200). กรุงเทพมหานคร: ที.เอ็น.พี. พริ้นติ้ง.

ดำรง แวอาลี. (2547). การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามแนวทางอิสลาม. กรุงเทพมหานคร: โอ.เอส. พริ้นติ้งเฮาส์

ยูซุฟ นิมะ, และสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ. (2551). การแพทย์และการดูแลผู้ป่วยที่สอดคล้องกับวิถีมุสลิม (พิมพ์ครั้งที่ 2). สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ (สวรส. ภาคใต้): มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

ณิชชารีย์ พิริยจรัสชัย (2017). ปัจจัยทำนายความพร้อมของผู้ดูแลในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพาใน ระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-03-31

รูปแบบการอ้างอิง

แซ่แต้ ณ. ., นิธิสุทธ์ ส. ., & ไชยหมาน ศ. . (2026). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะท้าย ในบริบทพหุวัฒนธรรมเขตชุมชนเมือง จังหวัดยะลา. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 11(1), 1367–1377. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294219