ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ ในห้องคลอดโรงพยาบาลพะเยา
คำสำคัญ:
แนวปฏิบัติการพยาบาล, การป้องกันภาวะแทรกซ้อน, ภาวะครรภ์เป็นพิษ, หญิงตั้งครรภ์บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองชนิด 2 กลุ่มเปรียบเทียบคนละช่วงเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะครรภ์เป็นพิษ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ถึงกรกฎาคม 2568 จำนวน 116 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติเดิม 58 คน และกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้น 58 คน และพยาบาล 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย คือ แนวปฏิบัติการพยาบาลที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยใช้รูปแบบการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการพยาบาลของซูคัพเป็นกรอบแนวคิด ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน (CVI = 0.80) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป ข้อมูลทางสูติกรรม การซักประวัติ การตรวจร่างกาย และผลลัพธ์ของการใช้แนวปฏิบัติ และ 2) แบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาลที่ใช้แนวปฏิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Fisher’s exact test และ multivariable logistic regression
ผลการวิจัยพบว่า อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ภายหลังปรับความแตกต่างของโรคประจำตัวและรายได้ พบว่า การใช้แนวปฏิบัติฯป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 0.37 เท่า (adjusted OR 0.37 95% CI= 0.15-0.92, P=0.033) พยาบาลมีความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติในระดับมาก (mean = 4.28, SD=0.69)
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. Pre-eclampsia [Internet]. 2025 [cited 2023 Oct 22]. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/pre-eclampsia
World Health Organization. Maternal mortality [Internet]. 2025 [cited 2023 Oct 22]. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/maternal-mortality
Vargas-Prada VJ, Ayala-Luna J, Cuervo-Iglesias-Duarte C, et al. Global prevalence of preeclampsia, eclampsia, and HELLP syndrome: A systematic review and meta-analysis. Front Reprod Health. 2025;7:1706009. doi: 10.3389/frph.2025.1706009
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. อัตราส่วนการตายมารดาไทยต่อการเกิดมีชีพแสนคน ปี 2565 [อินเทอร์เน็ต]. 2565 [สืบค้นเมื่อ 22 ต.ค. 2566]. จาก: https://dashboard.anamai.moph.go.th/dashboard/mmr/index?year=2022
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. อัตราส่วนการตายมารดาไทยต่อการเกิดมีชีพแสนคน ปี 2566 [อินเทอร์เน็ต]. 2565 [สืบค้นเมื่อ 22 ต.ค. 2566]. จาก: https://dashboard.anamai.moph.go.th/dashboard/mmr?year=2023&kid=76
Cunningham FG, Leveno KJ, Bloom SL, Spong CY, Dashe JS, Hoffman BM, et al. Williams Obstetrics. 26th ed. New York: McGraw-Hill; 2022.
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. แนวทางการปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยเรื่องการดูแลความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ [อินเทอร์เน็ต]. 2563 [สืบค้นเมื่อ 22 ต.ค. 2566]. จาก: https://www.rtcog.or.th/photo/cpg/OB-63-021.pdf
สุพัตรา ศิริโชติยะกุล, ธีระ ทองสง. ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์. ใน: ธีระ ทองสง, บรรณาธิการ. สูติศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: ลักษมีรุ่ง; 2564. หน้า 325-345.
Agrawal A, Wenger NK. Hypertension during pregnancy. Curr Hypertens Rep. 2020;22(9):64. doi: 10.1007/s11906-020-01070-0.
นงลักษณ์ เฉลิมสุข. การพยาบาลสตรีที่มีภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์. ใน: ปิยะภรณ์ ประสิทธิ์วัฒนาเสรี, บรรณาธิการ. การพยาบาลและการผดุงครรภ์: สตรีที่มีภาวะเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน. เชียงใหม่: สยามพิมพ์นานา; 2565.
Sharma DD, Chandresh NR, Javed A, Girgis P, Zeeshan M, Fatima SS. The management of preeclampsia: A comprehensive review of current practices and future directions. Cureus. 2024;16(1):e51512. doi: 10.7759/cureus.51512
ลัดดาวัลย์ ปลอดฤทธิ์, รำไพ ตั้งไตรทิพย์, คนางค์ ภูมิภมร. การพัฒนารูปแบบการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์. วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสุขภาพ. 2566;6(1):1-15.
พรศิริ เสนธิริ, สุดใจ ศรีสงค์, รัศมีแข พรหมประกาย, เพียงเพ็ญ สร้อยสุวรรณ, ขวัญฤดี โกพลรัตน์. การพัฒนารูปแบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์. 2560;32(2):117-128.
จันทร์เพ็ญ อยู่ยง, ศินีนารถ อุ่นเมือง, วาสนา ปานไธสงค์. การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์คลอดที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษชนิดรุนแรงห้องคลอดโรงพยาบาลชัยภูมิ. วารสารวิชาการสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม. 2565;6(12):131-143.
จันทร์จีรา กลมมา และคณะ. ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษในห้องคลอดโรงพยาบาลนครพิงค์. วารสารโรงพยาบาลนครพิงค์. 2565;13(1):169-189.
Soukup M. A model for guiding the adoption of advanced practice nursing competencies. Worldviews Evid Based Nurs. 2000;1:256-259.
Kim HY. Statistical notes for clinical researchers: Sample size calculation 2. Comparison of two independent proportions. Restor Dent Endod. 2016;41(2):154–156. Available from: https://doi.org/10.5395/rde.2016.41.2.154
Mol BWJ, Roberts CT, Thangaratinam S, Magee LA, de Groot CJM, Hofmeyr GJ. Pre-eclampsia. Lancet. 2021;398(10297):341–354. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(21)00799-0
Karrar S, Abdelrahman M, Ibrahim M. Effect of evidence-based guidelines on maternal and neonatal outcomes among women with preeclampsia. BMC Pregnancy Childbirth. 2022;22:765. https://doi.org/10.1186/s12884-022-05065-4
อุบล แจ่มนาม, อารี เขียนงาม และอริศา เนตรแสงใส. การพัฒนาระบบบริการพยาบาลมารดาที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษชนิดรุนแรง. วารสารกองการพยาบาล 2568, 52:1-14.
World Health Organization. WHO recommendations on maternal and newborn care for a positive postnatal experience. Geneva: World Health Organization; 2023. Available from: https://www.who.int/publications/i/item/9789240068213
สมจิตร เดชาเสถียร. การพัฒนารูปแบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ โรงพยาบาลหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น. J. Health Promot. Environ. Health Res. (HPC 8) [อินเทอร์เน็ต]. 3 กันยายน 2023 [อ้างถึง 27 มีนาคม 2026];1(1):92-104. available at: https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hpc8Journal/article/view/477
Dang D, Dearholt SL, Bissett K, Ascenzi J, Whalen M. Johns Hopkins evidence-based practice model: Implementation and translation. Nurs Adm Q. 2021;45(2):110–121. https://doi.org/10.1097/NAQ.0000000000000450

