มุมมองของทีมสหวิชาชีพต่อการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง ในระบบการดูแลต่อเนื่อง โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร จังหวัดเชียงราย

ผู้แต่ง

  • รจิต จันทร์ประสิทธิ์ โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร เลขที่ 263 หมู่ 3 ตำบลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย 57210 E-mail: jitdent@gmail.com
  • รุจิรา แสนดี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เลขที่ 424 หมู่ 5 ตำบลท่าสาย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย 57000 E-mail: rsaendee@gmail.com

คำสำคัญ:

สุขภาพช่องปาก, ภาวะพึ่งพิง, ทีมสหวิชาชีพ, การดูแลต่อเนื่อง, วิจัยเชิงคุณภาพ

บทคัดย่อ

     การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามุมมองของทีมสหวิชาชีพในศูนย์การดูแลต่อเนื่อง (Continuity of Care: COC) เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง และเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาเป็นพื้นฐานในการพัฒนา และบูรณาการการดูแลสุขภาพช่องปากเข้าสู่ระบบบริการปฐมภูมิให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยบุคลากรทีมสหวิชาชีพ ในศูนย์ COC โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย จำนวน 30 คน จาก 9 กลุ่มวิชาชีพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์แก่นเรื่อง (Thematic Analysis) ตามแนวทางของ Braun & Clarke

     ผลการศึกษาพบ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) สุขภาพช่องปาก เป็นองค์ประกอบสำคัญของการดูแลผู้ป่วยภาวะพึ่งพิง แต่ยังถูกจัดลำดับความสำคัญรอง (2) ศักยภาพของ ทีมสหสาขาวิชาชีพในการดูแลสุขภาพช่องปากยังจำกัดอยู่ในระดับการคัดกรองเบื้องต้น (3) ผู้ดูแลเป็นปัจจัยหลักของความสำเร็จในการดูแลช่องปาก (4) ระบบ COC มีโครงสร้างรองรับ แต่ยังขาดการบูรณาการ สุขภาพช่องปากอย่างเป็นระบบ และ (5) แนวทางพัฒนาระบบเพื่อบูรณาการสุขภาพช่องปากใน COC การวิเคราะห์ตามกรอบแนวคิดบริการปฐมภูมิ 1A4C พบว่าช่องว่างสูงสุดอยู่ที่การดูแลแบบองค์รวม ความต่อเนื่องของการดูแล และการประสานงาน

เอกสารอ้างอิง

สำนักงานสถิติแห่งชาติ.(2564). การสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชากร พ.ศ. 2564 [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: สำนักงานสถิติแห่งชาติ; 2564 [สืบค้นเมื่อ 1 เม.ย. 2569]. เข้าถึงจาก: https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey_detail/2024/20240328112409_39023.pdf

รุจิรา แสนดี.(2568). การพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพช่องปากสำหรับผู้สูงอายุติดบ้าน ติดเตียง จังหวัดเชียงราย. วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย [อินเตอร์เน็ต]. 2568 [สืบค้นเมื่อ 1 เม.ย. 2569]; 2(2): 57-73. เข้าถึงจาก: https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/3428

Health Data Center (HDC) กระทรวงสาธารณสุข.(2569). ข้อมูลประชากรและตัวชี้วัดสุขภาพ [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; [สืบค้นเมื่อ 1 เม.ย. 2569]. เข้าถึงจาก: https://hdc.moph.go.th/cri/

Haggerty JL, Reid RJ, Freeman GK, Starfield BH, Adair CE, McKendry R.(2003). Continuity of care: a multidisciplinary review. BMJ. 2003; 327(7425): 1219-1221.

Nordenram G, Ljunggren G, Cederholm T.(2001). Nutritional status and chewing capacity in nursing home residents. Aging Clin Exp Res. 2001; 13(5): 370–377.

Tada A, Miura H. (2012). Prevention of aspiration pneumonia (AP) with oral care. Arch Gerontol Geriatr. 2012; 55(1): 16–21.

Yoneyama T, Yoshida M, Ohrui T, Mukaiyama H, Okamoto H, Hoshiba K, et al.(2002). Oral care reduces pneumonia in older patients in nursing homes. J Am Geriatr Soc. 2002; 50(3): 430–433.

สุเทียน แก้วมะคำ, อารีย์ แก้วมะคำ.(2561). คุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุติดบ้านในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย.วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ [อินเทอร์เน็ต]. 2561 [สืบค้นเมื่อ 1 เม.ย. 2569]; 10(1): 37-44. available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/181629

สาริกข์ พรหมมารัตน์.(2559). ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาระดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุ อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน. วารสารสาธารณสุขล้านนา. 2559; 12(1): 57–64.

ณัชศฬา หลงผาสุก, สุปรีดา มั่นคง, ยุพาพิน ศิรโพธิ์งาม.(2561). ภาวะสุขภาพและการดูแลตนเองของญาติผู้ดูแลวัยสูงอายุที่ดูแลผู้สูงอายุที่ติดเตียง. วารสารสภาการพยาบาล. 2561; 33(2): 97–109.

สุภาพร แสงอ่วม, นิทรากิจ ธีระวุฒิวงษ์, ภูดิท เตชาติวัฒน์, ชญานินท์ ประทุมสูตร, กันยารัตน์ คอวนิช.(2558). ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการทันตกรรมของผู้สูงอายุในเขตภาคเหนือตอนล่าง ประเทศไทย.ชม.ทันตสาร. 2558; 36(1): 53-61.

จำเนียร จวงตระกูล, อรพินท์ บุญสิน, จารุกัญญา อุดานนท์, ลัดดาวัลย์ สำราญ.(2567). การวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพแบบการวิเคราะห์แก่นสาร: แนวทางปฏิบัติสำหรับนักวิจัยใหม่. วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย. 2567; 6(2): 15-29. [สืบค้นเมื่อ 1 เม.ย. 2569]. เข้าถึงจาก:https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/1177

Lincoln YS, Guba EG.(1985). Naturalistic inquiry. Newbury Park, CA: Sage Publications; 1985.

จุรีวรรณ โพธิ์ศรีลาภ, กันยารัตน์ คอวนิช, อติศักดิ์ จึงพัฒนาวดี.(2568). มุมมองของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลต่อการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ตําบลแม่เมาะ อําเภอแม่เมาะ จังหวัดลําปาง:การศึกษาเชิงคุณภาพ.ว.ทันต.มศว. 2568; 18(2): 28-38.

Hoang H, Yiengprugsawan V, Maling S, Laslett AM.(2018). How primary health care teams perceive the integration of oral health care into their practice: a qualitative study. PLoS One. 2018; 13(10): e0205465.

Harnagea H, Couturier Y, Shrivastava R, Girard F, Lamothe L, Bedos CP, Emami E.(2017). Barriers and facilitators in the integration of oral health into primary care: a scoping review. BMJ Open. 2017 Sep 25; 7(9): e016078.

Pombo-Lopes J, Rodrigues I, Costa J, Gomes AC, Fonseca J, Grillo-Evangelista J.(2025). Health professionals' perceptions, barriers and knowledge towards oral health care of dependent people in nursing homes: a systematic review. Front Public Health. 2025; 12: 1504542.

มธุุกานต์์ ชาลีีฟอง.(2025). ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ เขตสุขภาพที่ 2 ประเทศไทย, J Gerontol Geriatr Med. 2025; 24(1): 11-22.

Kaufman LB, Henshaw MM, Riedy CA, et al.(2023). Partnering for integrated care: a learning collaborative for primary care and oral health teams. Ann Fam Med. 2023; 21(Suppl 2): 22–S28.

สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย.(2564). แนวทางการจัดบริการดูแลและป้องกันสุขภาพช่องปาก ในผู้สูงอายุ สำหรับทันตบุคลากร [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย; 2564 [สืบค้นเมื่อ 1 เม.ย. 2569]. เข้าถึงจาก:https://ayo.moph.go.th/dental/file_upload/subblocks/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%20%E0%B9%82.pdf

Asanza DM, Njoku A, Baviskar S, Evans MA, Mouloudj K.(2025). Oral Hygiene Care of Older Adults and Caregiver Education: A Systematic Review. Hygiene. 2025; 5(4): 50.

Prasad M, Manjunath C, Murthy AK, Sampath A,Jaiswal S, Mohapatra A.(2019). Integration of oral health into primary health care: A systematic review. J Family Med Prim Care 2019; 8: 1838-1845.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-06-30

รูปแบบการอ้างอิง

จันทร์ประสิทธิ์ ร. ., & แสนดี ร. (2026). มุมมองของทีมสหวิชาชีพต่อการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง ในระบบการดูแลต่อเนื่อง โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร จังหวัดเชียงราย. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 11(2), 432–440. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294718