การพัฒนาโปรแกรมโภชนบำบัดเพื่อชะลอไตเสื่อม ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 โรงพยาบาลพังโคน
คำสำคัญ:
โปรแกรมโภชนบำบัด, การชะลอไตเสื่อม, ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะที่ 3บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมโภชนบำบัดเพื่อชะลอไตเสื่อม ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 โรงพยาบาลพังโคน ขั้นตอนการวิจัยประกอบด้วย 3 ระยะ 1) ระยะเตรียมการ 2) ระยะดำเนินการ และ 3) ระยะประเมินผลลัพธ์ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 ที่มีอัลบลูมินในเลือดน้อยกว่า 3.5 กรัมต่อเดซิลิตร โรงพยาบาลพังโคน จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ โปรแกรมโภชนบำบัดเพื่อชะลอไตเสื่อม ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 โรงพยาบาลพังโคนที่พัฒนาขึ้น แบบวัดความรู้ แบบสอบถามการรับรู้ความรุนแรง และแบบประเมินผลลัพธ์ด้านคลินิก ใช้ระยะการดำเนินการ 15 เดือน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน
ผลการวิจัย พบว่า โปรแกรมโภชนบำบัดเพื่อชะลอไตเสื่อม ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 โรงพยาบาลพังโคน ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ 1) โภชนบำบัดที่ดำเนินการโดยนักโภชนาการ 2) โภชนบำบัดที่ดำเนินการโดยกลุ่มตัวอย่าง ผลลัพธ์ของโปรแกรมฯ หลังการพัฒนาโปรแกรมฯ พบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เกี่ยวกับโภชนบำบัด การรับรู้ความรุนแรงจากภาวะแทรกซ้อนจากโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 สูงกว่าก่อนการพัฒนาโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .001) 2) ส่วนผลลัพธ์ด้านคลินิก พบว่า อัตรากรองของไต (GFR) ค่าระดับอัลบลูมินในเลือด เพิ่มขึ้นจากก่อนการพัฒนาโปรแกรมฯ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .001)
เอกสารอ้างอิง
Kovesdy, C. P. (2022). Epidemiology of chronic kidney disease: An update 2022. Kidney International Supplements, 12(1), 7-11. https://doi.org/10.1016/j.kisu.2021.003
กรมควบคุมโรค. (2567). กรมควบคุมโรครณรงค์ “วันไตโลก” 2567 ขับเคลื่อนการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ประชาชน มุ่งเน้นการเข้าถึงการบริการที่เท่าเทียม. https://ddc.moph.go.th/brc/news.php? news=41551&deptcode=brc
Bikbov, B., Purcell, C., Levey, A. S., Smith, M., Abdoli, A., Abebe, M., . . . Vos, T. (2020). Global, region and national burden of chronic kidney disease, 1990-2017: A systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2017. The Lancet Healthy Longevity, 395, 709-733.
เวชระเบียนโรงพยาบาลพังโคน. (2568). รายงานผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังปี 2568. โรงพยาบาลพังโคน.
Shrestha, T. M., Bhusal, L., Neupane, R . R., Ghimire, R., & Prasad, P . N. 2021). Risk Factors Associated with Mortality among Chronic Kidney Disease Patients on Regular Hemodialysis Presenting in Emergency Services. From: https://www.jelsciences.com/articles/jbres1178.pdf
สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. (2565). คำแนะนำสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต พ.ศ. 2565. จาก: https://www.nephrothai.org
เวชระเบียนโรงพยาบาลพังโคน. (2567). รายงานผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังปี 2567. โรงพยาบาลพังโคน.
ธิติวุฒิ หู. (2566). โซเดียมมีอยู่ทั่วไปในอาหาร ลดโซเดียม ลดเค็มลดโรค.https://www.phyathai.com/th/ article/4116
ผ่องพรรณ ทานาคม. (2564). อาหารผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ควรรับประทานอย่างไร จึงปลอดภัย ไม่น่าเบื่อ. https://www.praram9.com/food-for-ckd-patients/
Ramakrishnan, N., & Shankar, B. (2020). Nutrition Support in Critically Ill Patients with AKI. Indian J Crit Care Med. 24(3):S135-S139
อภิรดี เวียงแก้ว. (2568). การพยาบาลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ปฏิเสธการบำบัดทดแทนไตในชุมชน โดยการดูแลแบบประคับประคอง. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อม และสุขภาพชุมชนม 10(4), 361 - 372
โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์. (2568). อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง. จาก: https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/food-for-kidney
ศศิกานต์ ซองทุมมินทร์. (2566). ผลของโปรแกรมโภชนบำบัดเพื่อชะลอความเสื่อมของไต ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน รพ.สต. บ้านแสนพ้น ตำบลลุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 16(1). 14-24.
Alyafei, A., & Easton-Carr, R. (2024). The Health Belief Model of Behavior Change. From: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK606120/
สุวัฒน์ ศิริแก่นทราย (2562). ความเชื่อด้านสุขภาพ ที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ตำบลกุดจิก อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู. จาก: https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SB_Journal/article/view/150099/121382.
Kemmis, S., & McTaggart, R. (1988). The action research planner (3rd ed.). Deakin University.

