ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ ที่มารับบริการที่งานทันตกรรม โรงพยาบาลโพนสวรรค์ อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม
คำสำคัญ:
ผู้สูงอายุ, สุขภาพช่องปาก, การดูแลสุขภาพช่องปาก, พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก, ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากบทคัดย่อ
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยสภาวะทันตสุขภาพ ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพช่องปาก แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่มารับบริการทันตกรรมในโรงพยาบาลโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม (2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยสภาวะทันตสุขภาพ ปัจจัยด้านความรู้เกี่ยวกับสุขภาพช่องปาก และปัจจัยด้านแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่มารับบริการทันตกรรมในโรงพยาบาลโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มารับบริการทันตกรรมในโรงพยาบาลโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ที่มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้และยินดีเข้าร่วมการศึกษา จำนวน 303 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป สภาวะทันตสุขภาพ ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพช่องปาก แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพช่องปาก และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก ดำเนินการศึกษาในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณแบบหลายขั้นตอน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ผลการศึกษา พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับสุขภาพช่องปากโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( = 16.28, S.D. = 2.76) 2) แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับสูง (
= 85.92, S.D. = 7.82) 3) กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (
= 45.74, S.D. = 4.43) 4) ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) 5) ค่า DMFT ดัชนี CPI ดัชนี OHI-S และจำนวนคู่สบฟันด้านหลัง มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) 6) ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพช่องปากมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.341, p < .001) 7) แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.447, p < .001) และ 8) ตัวแปร 8 ตัวที่สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากได้ร้อยละ 33.0 (Adjusted R² = 0.312)
เอกสารอ้างอิง
United Nations, Department of Economic and Social Affairs, Population Division. (2017). World Population Ageing 2017: Highlights (ST/ESA/SER.A/397). https://www.un.org/en/development/desa/population/publications/pdf/ageing/WPA2017_Highlights.pdf
Thakur, R. P., Banerjee, A., & Nikumb, V. B. (2013). Health problems among the elderly: A cross-sectional study. Annals of Medical and Health Sciences Research, 3(1), 19–25. https://doi.org/10.4103/2141-9248.109466
มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. (2561). รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2561. อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2561). รายงานผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ประเทศไทย พ.ศ. 2560. บริษัท สามเจริญพาณิชย์ (กรุงเทพ) จำกัด.
Solhi, M., Shojaei Zadeh, D., Seraj, B., & Faghih Zadeh, S. (2010). The application of the health belief model in oral health education. Iranian Journal of Public Health, 39(4), 114–119. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/23113044/
บุปผา ศิริรัศมี, จรรยา เศรษฐบุตร, และเบญจา ยอดดำเนิน-แอ็ตติกจ์. (2544). จริยธรรมสำหรับการศึกษาวิจัยในคน. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม.
Harirugsakul, P., Kaewkamnerdpong, I., Krisdapong, S., Prasertsom, P., Niyomsilp, K., & Vejvithee, W. (2021). Social backgrounds, oral behaviors and dental service utilization among Thai older adults: Data from the national oral health survey. Journal of Health Research, 35(6), 506–514. https://doi.org/10.1108/JHR-11-2019-0253
Amornsuradech, S. (2019). Socioeconomic inequality and dental caries among Thai working age population: Analysis of Thailand National Oral Health Survey. Journal of Health Research, 33(5), 398–407. https://doi.org/10.1108/JHR-03-2019-0060
สุภาพร ผุดผ่อง. (2563). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุในอำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์, 4(1), 101–119.
Kawaguchi, A., et al. (2025). Gender differences in roles of health behavior between marital status and oral health. Geriatrics & Gerontology International, 25, 1397–1403. https://doi.org/10.1111/ggi.70031
สุรัญชนา รุ่งเรือง. (2568). ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านพฤติกรรม ความรู้ และทัศนคติในการดูแลสุขภาพช่องปากกับสภาวะปริทันต์อักเสบของผู้สูงอายุ ตำบลหนองเรือ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น. วารสารทันตาภิบาล, 36(1), 28–39. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/273371
กิตติศัก์ นามวิชา. (2559). ความรู้และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก. วารสารวิจัยสุขภาพ, 12(3), 45-56.
Martinez, A., Smith, J., & Lee, R. (2021). Self-efficacy as mediator between knowledge and health behavior. Journal of Health Psychology, 26(4), 567-578. https://doi.org/10.1177/1359105321991234
Chen, L., Zhang, Y., & Wang, H. (2021). Self-perceived ability as a predictor of health behavior: A meta-analysis. International Journal of Public Health, 66(1), 123-134. https://doi.org/10.1007/s00038-020-01434-5
อรรณพร ผาเจริญ. (2565). แรงสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและ อสม. ต่อพฤติกรรมสุขภาพช่องปาก. วารสารสาธารณสุขศาสตร์, 30(2), 89-98.
Peterson, M., Johnson, P., & Davis, S. (2023). Perceived benefits and oral health behavior change: A longitudinal study. Journal of Dental Research, 102(3), 345-356. https://doi.org/10.1177/0022034522112345
Brown, T., Williams, R., & Taylor, S. (2019). Reducing perceived barriers to improve oral health behavior: A randomized controlled trial. Community Dentistry and Oral Epidemiology, 47(5), 456-463. https://doi.org10.1111/ce.12456 [blocked]
Taylor, E., Green, D., & Harris, M. (2020). Socioeconomic factors and oral health behavior: A cross-sectional study. BMC Public Health, 20(1), 1234. https://doi.org/10.1186/s12889-020-09012-3

