ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้ยาของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ในจังหวัดสระแก้ว
คำสำคัญ:
ผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง, พฤติกรรมการใช้ยา, แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ, แรงสนับสนุนทางสังคม, ระบบบริการสุขภาพบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยา ความเชื่อด้านสุขภาพ ระบบบริการสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม พฤติกรรมการใช้ยา และระดับความดันโลหิตของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงในจังหวัดสระแก้ว เปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้ยาและระดับความดันโลหิตตามปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้ยา กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุจำนวน 380 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ที่พัฒนาขึ้น มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ความเที่ยงรวม 0.83 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน
ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 60–69 ปี จบระดับประถมศึกษา อาชีพเกษตรกรรม มีพฤติกรรมการใช้ยาระดับมาก ค่าเฉลี่ย 34.62 และควบคุมความดันโลหิตได้ดีร้อยละ 79.74 พบระดับการศึกษา อาชีพส่งผลให้พฤติกรรมการใช้ยาแตกต่างกัน แต่เพศ อายุไม่ทำให้เกิดพฤติกรรมการใช้ยาแตกต่างกัน ส่วนระดับความรู้ ความเชื่อด้านสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม และระบบบริการสุขภาพที่แตกต่างกันส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ยา กลุ่มพฤติกรรมดีควบคุมระดับความดันโลหิตได้ดีกว่ากลุ่มพฤติกรรมไม่ดี ด้านระบบบริการสุขภาพและแรงสนับสนุนทางสังคม เป็นตัวแปรหลักที่มีอิทธิพลเชิงบวกร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการใช้ยาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 จึงควรเน้นบริการเชิงรุก บูรณาการร่วมกับเครือข่าย อสม. ครอบครัว นำสารสนเทศมาใช้จัดการข้อมูลที่เชื่อมโยงเป็นปัจจุบัน พัฒนาระบบแจ้งเตือนทานยา นัดหมายดิจิทัล
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. Global report on hypertension: the race against a silent killer.Geneva: World Health Organization; 2023.
ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center: HDC) กระทรวงสาธารณสุข. รายงานสถิติผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและกลุ่มผู้สูงอายุรายจังหวัด ปีงบประมาณ 2566. นนทบุรี: สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค; 2566.
ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center: HDC) สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดสระแก้ว. รายงานจำนวนและอัตราผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มผู้สูงอายุแยกรายอำเภอ ประจำปีงบประมาณ 2568. สระแก้ว: ฝ่ายยุทธศาสตร์และสารสนเทศทางการแพทย์; 2568.
World Health Organization. Adherence to long-term therapies: evidence for action. Geneva: World Health Organization; 2003.
ชฎากร บุญสิน, อมรศักดิ์ โพธิ์อ่ำ, พุฒิพงศ์ มากมาย. การรับรู้ด้านสุขภาพที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง จังหวัดเพชรบูรณ์. วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร. 2564;15(2):78-91.
DiMatteo MR. Social support and patient adherence to medical treatment: a meta-analysis. Health Psychol. 2004;23(2):207-18.
Rosenstock IM. Historical origins of the Health Belief Model. Health Educ Monogr. 1974;2(4):328-35.
Wagner EH, Austin BT, Von Korff M. Organizing care for patients with chronic illness. Milbank Q. 1996;74(4):511-44.
Krejcie RV, Morgan DW. Determining sample size for research activities. Educ Psychol Meas. 1970;30(3):607-10.
สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2: แนวทางการประเมินและการควบคุมโรคความดันโลหิตสูงเชิงคลินิก พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน; 2560.
Bloom BS. Taxonomy of educational objectives: the classification of educational goals. New York: David McKay Co Inc; 1975.
Best JW. Research in education. 3rd ed. Englewood Cliffs, New Jersey: Prentice-Hall; 1977.
คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์. หนังสือรับรองการประเมินจริยธรรมการวิจัยในคน เลขที่ SKPHO 42/2568. สระแก้ว: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว; 2568.
สมใจ พุทธาพิพัฒน์, และคณะ. การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเรื้อรังในชุมชนปฐมภูมิ. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข. 2565;16(3):345-58.
Morisky DE, Ang A, Krousel-Wood M, Ward HJ. Predictive validity of a medication adherence measure in an outpatient setting. J Clin Hypertens (Greenwich). 2008;10(5):348-54.
Mazzaglia G, Ambrosioni E, Alacqua M, Filippi A, Sessa E, Immordino G, et al. Adherence to antihypertensive medications and cardiovascular morbidity among newly diagnosed hypertensive patients. Circulation. 2009;120(16):1598-605.
Koren ME, และคณะ. The knowledge-behavior gap in hypertension management: an analysis of intrapersonal and systemic barriers in elderly outpatients. J Public Health Dev. 2020;18(2):114-26.
Green LW, Kreuter MW. Health program planning: an educational and ecological approach. 4th ed. New York: McGraw-Hill; 2005.
สุพัตรา เมืองมณี, และคณะ. อิทธิพลของปัจจัยนำตามกรอบ PRECEDE Model ต่อความร่วมมือในการรับประทานยาของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข. 2564;31(2):88-101.
Kamran A, Azad Rahimi S, Mirzakarimi M, Sharifirad G. Evaluation of Health Belief Model for predicting treatment adherence among hypertensive patients. J Educ Health Promot. 2014;3:32.
นิภาพร เจริญเลิศ, และคณะ. ความล้มเหลวและข้อจำกัดของแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่แสดงอาการ. วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล. 2566;3(1):45-59.
House JS. Work stress and social support. Reading, Massachusetts: Addison-Wesley; 1981.
Scheurer DB, Choudhry N, Swanton KA, Matlin O, Shrank W. Association between different types of social support and medication adherence. Am J Manag Care. 2012;18(12):e461-7.
กิตติพงษ์ ศรีเทียน, และคณะ. การพัฒนาระบบบริการรับยาใกล้บ้านและกลไกการสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงผ่านระบบเครือข่ายบริการปฐมภูมิปฎิรูป. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2567;33(1):15-28.
Chownhunt M, et al. Clinical epidemiological insights into medication adherence and blood pressure control among elderly patients with hypertension. J Public Health Dev. 2022;20(3):145-159.
Burnier M, Egan BM. Adherence in hypertension: a review of prevalence, risk factors, and potential solutions. The Lancet. 2019;393(10176):1143-53.

