การพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยแบบบูรณาการ ของหน่วยบริการปฐมภูมิหัวทุ่ง โรงพยาบาลขอนแก่น

ผู้แต่ง

  • วีรยา ชัวจิตร พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลขอนแก่น

คำสำคัญ:

การพัฒนารูปแบบ, การเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย, หน่วยบริการปฐมภูมิหัวทุ่ง

บทคัดย่อ

      การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยแบบบูรณาการของหน่วยบริการปฐมภูมิหัวทุ่ง โรงพยาบาลขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างคือ บิดา มารดาหรือผู้เลี้ยงดูเด็กที่บ้านของเด็กของหน่วยบริการปฐมภูมิหัวทุ่ง โรงพยาบาลขอนแก่น จำนวน 375 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ของหน่วยบริการปฐมภูมิหัวทุ่ง โรงพยาบาลขอนแก่น จำนวน 136 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้รับผิดชอบของหน่วยบริการปฐมภูมิหัวทุ่ง โรงพยาบาลขอนแก่น จำนวน 2 คน ผู้นำชุมชนหรือผู้แทน จำนวน 3 คน รวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา

      ผลการวิจัยพบว่า ระบบเดิมของหน่วยบริการปฐมภูมิหัวทุ่งขาดการบูรณาการกับภาคีเครือข่าย ดำเนินงานเชิงรับเป็นหลักและผู้ปกครองขาดความรู้ด้านพัฒนาการเด็กส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการสมวัยเพียงร้อยละ 60 ผู้วิจัยจึงพัฒนารูปแบบใหม่ผ่าน 3 โครงการ ได้แก่ การอบรมเพิ่มศักยภาพผู้ปกครองและ อสม. การอบรมเชิงปฏิบัติการ และโครงการใกล้บ้านใกล้ใจที่จัดคลินิกพัฒนาการประจำเดือนพร้อมออกเยี่ยมบ้านเชิงรุก หลังการพัฒนาพบว่าความรู้ของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครองเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงร้อยละ 100 และร้อยละ 85 ตามลำดับ เจตคติ การรับรู้ การมีส่วนร่วม และความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่มเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมาก อัตราเด็กพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 85 ครบทั้ง 5 ด้าน และระยะเวลาคัดกรองลดลงจาก 25–30 นาที เหลือ 18–20 นาทีต่อคน

เอกสารอ้างอิง

สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข. (2562). ตัวชี้วัดกระทรวงสาธารณสุข.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก https://hdcservice.moph.go.th/hdc/main/index_pk.php [สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568].

สุมาลัย คำอาจ. (2559). “ผลการเฝ้าระวังและคัดกรองพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี โดยใช้คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM)”. บทคัดย่องานวิชาการในการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2559. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์ทางการเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด.

Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.

Rovinelli, R. J., & Hambleton, R. K. (1977). On the use of content specialists in the assessment of criterion-referenced test item validity. Dutch Journal of Educational Research, 2, 49-60.

วิจิตร จันดาบุตร. (2560). การพัฒนาแนวทางการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลสีวิเชียร อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

Hurlock, E.B. (1968). The Adolescent Reforms. Adolescence, 3, 273-306. Knowles, M. S. (1975). Self-directed learning: A guide for learners and teachers. Chicago: Association Press and Follett Publishing.

ฉลาด จันทรสมบัติ. (2552). การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้จากการปฏิบัติที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. วารสารการบริหารและพัฒนา, 1(3), 89-121.

Kemmis, S. and McTaggart, R. (1988). The Action Research Planner. Geelong: Deakin University Press.

สมนึก ปฏิปทานนท์. (2550). การพัฒนาวิชาชีพครูสังคมศึกษาโดยการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน. วารสารพัฒนาการเรียนการสอนมหาวิทยาลัยรังสิต. วารสารพัฒนาการเรียนการสอน. มหาวิทยาลัยรังสิต, 15.

Prochaska, J. O., & DiClemente, C. C. (1982). Transtheoretical therapy: Toward a more integrative model of change. Psychotherapy: Theory, Research & Practice, 19(3), 276–287.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-09-30

รูปแบบการอ้างอิง

ชัวจิตร ว. (2026). การพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยแบบบูรณาการ ของหน่วยบริการปฐมภูมิหัวทุ่ง โรงพยาบาลขอนแก่น. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 11(3), 1208–1218. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300454