ผลของโปรแกรมการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินต่อความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน สำหรับเยาวชนไทย

ผู้แต่ง

  • วรวุฒิ ชมภูพาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดขอนแก่น
  • สุพันทิพย์ ภูศรีโสม อาจารย์ ดร. วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดขอนแก่น: Corresponding Author Email: suphanthip@scphkk.ac.th
  • กนกอร บุญมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • เสาวลักษณ์ ศรีดาเกษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • วรางคณา ชมภูพาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดขอนแก่น

คำสำคัญ:

ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, ความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน, นักเรียน

บทคัดย่อ

      การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินต่อความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินสำหรับเยาวชนไทยโดยมีนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการจากเขตสุขภาพที่ 7 และ 12 จำนวน 680 ราย สุ่มแบ่งกลุ่มแบบ Cluster ได้กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบอย่างละ 340 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินเป็นเวลา 1 เดือน และกลุ่มเปรียบเทียบได้รับคำแนะนำให้ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ โดยใช้เครื่องมือวัดความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินต่อความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งประกอบไปด้วย 6 มิติ เก็บข้อมูลก่อนการทดลอง และหลังจากการทดลอง จากนั้นได้วิเคราะห์ข้อมูลระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบด้วย Independent t-test และการเปรียบเทียบภายในกลุ่มด้วยสถิติ Paired t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05     

      ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มทดลองมีความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินในภาพรวมมีคะแนน 240.82 คะแนนและในกลุ่มเปรียบเทียบ 219.10 คะแนน ต่างกัน 21.72 คะแนน (95%CI=17.26 to 26.18) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p<0.001 และเมื่อจำแนกตามมิติพบว่า มิติที่ 1 การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ มีคะแนนความต่างระหว่างกลุ่มที่ต่างกัน 6.21 คะแนน (95%CI=5.10 to 7.33) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p<0.001 มิติที่ 2 ความรู้ ความสามารถในการรับรู้ภาวะฉุกเฉิน และขั้นตอนการปฏิบัติ มีคะแนนความต่างระหว่างกลุ่มที่ต่างกัน 4.47 คะแนน (95%CI=4.16 to 4.78) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p<0.001 มิติที่ 3 ทักษะการสื่อสารมีคะแนนความต่างระหว่างกลุ่มที่ต่างกัน 4.17 คะแนน (95%CI=2.70 to 5.64) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p<0.001 มิติที่ 4 ทักษะการจัดการตนเอง มีคะแนนความต่างระหว่างกลุ่มที่ต่างกัน 2.90 คะแนน (95%CI=1.82 to 3.97)โดยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p<0.001 มิติที่ 5 ทักษะการตัดสินใจ มีคะแนนความต่างระหว่างกลุ่มที่ต่างกัน 2.06 คะแนน (95%CI=0.89 to 3.24) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p<0.001 มิติที่ 6 การรู้เท่าทันสื่อมีคะแนนความต่างระหว่างกลุ่มที่ต่างกัน 1.91 คะแนน (95%CI=1.17 to 2.65) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p<0.001

เอกสารอ้างอิง

วิวัฒน์ โรจนพิทยากร. สถานการณ์และแนวโน้มทางสุขภาพของประเทศไทยในช่วงปี 2561-2563. วารสารวิชาการสาธารณสุข2562;28(3):1-12.

วิชัย เอกพลากร, หทัย พรรคเจริญ, วรศักดิ์ เสถียรนพเก้า. การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2562-2563. นนทบุรี: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข; 2564.

กรมการแพทย์. การแพทย์ไทย 2554-2557 (Thailand Medical Services Profile 2011-2014). กรุงเทพฯ: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข; 2557.

Rosner B. Fundamentals of biostatistics. 5th ed. Pacific Grove, CA: Duxbury Press; 2000.

ศรีสุดา พรมภักดี. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปในเขตสุขภาพที่ 4. สำนักงานเขตสุขภาพที่ 4 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข; 2561.

สุกัญญา คณะวาปี, เกศินี สราญฤทธิชัย. ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคอ้วนในเด็กวัยเรียนที่มีภาวะน้ำหนักเกิน. วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน. 2565;8(2):105-118.

Nutbeam D. The evolving concept of health literacy. Social Science & Medicine. 2008;67(12):2072–2078. doi: 10.1016/j.socscimed.2008.09.050

Chen X, Yang Y. Effects of active learning strategies on health literacy among adolescents: An experimental study. Journal of Adolescent Health. 2023;72(4):611-618. doi: 10.1016/j.jadohealth.2022.12.004

นงคราญ สกุณาพงศ์, และ ช่อผกา แสนคำมา. การพัฒนารูปแบบการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันพฤติกรรมสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาพื้นที่ต้นแบบ จังหวัดพะเยา. วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา. 2026;16(1):194–208.

ชัชวาลย์ เพ็ชรกอง, พรรณี บัญชรหัตถกิจ. ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วารสารสุขศึกษา. 2562;42(2):23-32.

ธนัตกรณ์ ผุดผาด, พิมพ์ณรัณ ผุดผาด. โปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับแอพพลิเคชั่นไลน์ในนักเรียนหญิงที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานตามเกณฑ์ของกรมอนามัย โรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตเทศบาลเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี. วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย. 2567;1(1):14-28.

เพ็ญพักตร์ ไชยสงเมือง, ชัจคเณค์ แพรขาว. ผลของโปรแกรมสอนการช่วยเหลือขั้นพื้นฐานภาวะหัวใจหยุดเต้นในนักเรียน

มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วารสารพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข. 2561;28(2):118-132.

สมจิตต์ สินธุชัย, กันยารัตน์ อุบลวรรณ, สุนีย์รัตน์ บุญศิลป์. ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อความรู้ ความพึงพอใจและความมั่นใจในตนเองในการฝึกทักษะปฏิบัติ. รามาธิบดีพยาบาลสาร. 2560;23(1):113-127.

พัชรินทร์ อัจนากิตติ, ทัศนีย์ รวิวรกุล, สุรินธร กลัมพากร, นฤมล เอื้อมณีกูล. ผลของโปรแกรมป้องกันนักสูบหน้าใหม่ใน

นักเรียนอาชีวศึกษา. วารสารพยาบาล. 2565;71(1):10-19.

ราชวัช ทวีคูณ, สมจินตนา สมณะ, เบญจวรรณ สง่าลี. ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อความรู้และทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ. วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย. 2567;4(2):170-179.

ภาวิณี แพงสุข, ชลดา กิ่งมาลา. ผลของการใช้สถานการณ์จำลองต่อความรู้ และความมั่นใจในความสามารถในการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉินของนักศึกษา. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ. 2563;43(2):74-84.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-09-30

รูปแบบการอ้างอิง

ชมภูพาน ว., ภูศรีโสม ส., บุญมี ก., ศรีดาเกษ เ., & ชมภูพาน ว. (2026). ผลของโปรแกรมการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินต่อความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน สำหรับเยาวชนไทย. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 11(3), 1707–1717. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300478