การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารของผู้สูงอายุมุสลิม จังหวัดนราธิวาส

ผู้แต่ง

  • รูซือมัน อาแวเง๊าะ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอสุไหงโก-ลกนราธิวาส

คำสำคัญ:

ความรอบรู้ด้านอาหาร, ผู้สูงอายุมุสลิม

บทคัดย่อ

     การศึกษาเชิงวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบความรอบรู้ด้านอาหารของผู้สูงอายุมุสลิม จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 สังเคราะห์รูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารของผู้สูงอายุมุสลิมจังหวัดนราธิวาส ศึกษาสถานการณ์ บริบท และพฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้สูงอายุมุสลิม 389 คน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและดูแลรับผิดชอบชมรม 20 คน พร้อมนำข้อมูลมาร่างรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหาร ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารของผู้สูงอายุมุสลิมจังหวัดนราธิวาส ทดลองพัฒนาในกลุ่มขนาดเล็ก 2 ครั้งรวม 10 คนได้ผลตามจุดมุ่งหมาย ระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารของผู้สูงอายุมุสลิม จังหวัดนราธิวาส กิจกรรมการเรียนรู้ประกอบด้วย 3 กิจกรรม คือ 1. การสื่อสารวัฒนธรรมใหม่ใส่ใจสุขภาพ 2. ปรับพฤติกรรมเปลี่ยนสุขภาพ และ 3. เส้นทางเครือข่ายสุขภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 30 คน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ และติดตามผลในสัปดาห์ที่ 8 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนซ้ำ

     ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำในสัปดาห์ที่ 4 และ 8 พบว่า คะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านอาหารและพฤติกรรมการรับประทานอาหารแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งในมิติของกลุ่ม เวลา และปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มกับเวลา โดยกลุ่มทดลองมีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังได้รับโปรแกรม ขณะที่กลุ่มเปรียบเทียบไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่า เมื่อขยายผลไปยัง 13 อำเภอ พบว่า ความรอบรู้ด้านอาหารของผู้สูงอายุมุสลิม จังหวัดนราธิวาส กุมภาพันธ์ 2569 – มิถุนายน 2569 หลังดำเนินการ 8 เดือน พบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด การเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านอาหารของผู้สูงอายุมุสลิม จังหวัดนราธิวาส กุมภาพันธ์ 2569 – มิถุนายน 2569 ก่อนดำเนินการ หลังดำเนินการ 4 เดือน และหลังดำเนินการ 8 เดือน พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่ หลังดำเนินการ 8 เดือน มีค่าคะแนนมากที่สุดในทุกด้าน และผลต่อสภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ พบว่า กลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรังสะสมเฉลี่ยต่อปี ร้อยละ 30.61 ในปีปัจจุบันมีผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน 1,466 ราย คิดเป็นร้อยละ 8.21 โดยลดลงจากกลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรังสะสมเฉลี่ยต่อปี ร้อยละ 22.40

เอกสารอ้างอิง

Song, K., Panuthai, S., & Nanasilp, P. (2022). Health literacy and health promoting behaviors among Muslim older adults. Nursing Journal CMU, 49(3), 83–94.

Binbai, S., & Chiangkhong, A. (2024). Health information seeking behaviors among Muslim elderly in Pattani Province. Journal of Information and Learning, 35(3), 25–37.

กรมการปกครอง. (2566). รายงานสถิติประชากรตามศาสนา. กระทรวงมหาดไทย.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ. (2564). รายงานสถานการณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชน. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ.

World Health Organization. (2015). World report on ageing and health. WHO.

วชิระ เพ็งจันทร์. (2560). ความรอบรู้ด้านสุขภาพ: แนวคิด ทฤษฎี และการประยุกต์ใช้. กรมอนามัย.

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส. (2567). รายงานข้อมูลชมรมผู้สูงอายุ จังหวัดนราธิวาส. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส.

Nutbeam, D. (2008). The evolving concept of health literacy. Social Science & Medicine, 67(12), 2072–2078.

Sørensen, K., Pelikan, J. M., Röthlin, F., Ganahl, K., Slonska, Z., Doyle, G., & Brand, H. (2015). Measuring health literacy. International Journal of Public Health, 60, 777–787.

กรมอนามัย. (2564). โภชนาการผู้สูงอายุ: แนวทางการดูแลด้านอาหารเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน. กรมอนามัย.

Boone, H. N., & Boone, D. A. (2012). Analyzing Likert data. Journal of Extension, 50(2). https://www.joe.org/joe/2012april/tt2.php

Likert, R. (1932). A technique for the measurement of attitudes. Archives of Psychology, 22(140), 1–55.

Best, J. W., & Kahn, J. V. (1986). Research in education (5th ed.). Prentice-Hall.

Institute of Medicine. (2004). Health literacy: A prescription to end confusion. National Academies Press.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-09-30

รูปแบบการอ้างอิง

อาแวเง๊าะ ร. (2026). การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารของผู้สูงอายุมุสลิม จังหวัดนราธิวาส. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 11(3), 1917–1931. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300663