บุญข้าวสาก บุญข้าวประดับดิน: การสร้างความสัมพันธ์ในเครือญาติของคนอีสาน

Main Article Content

อนันตศักดิ์ พลแก้วเกษ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการสร้างความสัมพันธ์ในเครือญาติของคนอีสานผ่านประเพณีบุญข้าวประดับดินและบุญข้าวสาก 2) ศึกษาลักษณะความสัมพันธ์ในเครือญาติของคนอีสานผ่านประเพณีบุญข้าวประดับดินและบุญข้าวสาก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) เก็บข้อมูลโดยวิธี สัมภาษณ์ การสังเกต และเข้าไปมีส่วนร่วมในสถานที่จริงในประเพณีบุญข้าวประดับดินและบุญข้าวสาก
ผลการวิจัยพบว่า
1. การสร้างความสัมพันธ์ในเครือญาติของคนอีสานผ่านประเพณีบุญข้าวประดับดินและบุญข้าวสาก แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) การสร้างความสัมพันธ์ผ่านความเชื่อ 2) การสร้างความสัมพันธ์ผ่านพิธีกรรม และ 3) การสร้างความสัมพันธ์ผ่านบทบาทหน้าที่
2. ลักษณะความสัมพันธ์ในเครือญาติของคนอีสานผ่านประเพณีบุญข้าวประดับดินและบุญข้าวสาก แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ 1) ลักษณะสร้างความสัมพันธ์ในเครือญาติระหว่างผู้ที่มีชีวิตอยู่ 2) ลักษณะสร้างความสัมพันธ์ในเครือญาติระหว่างผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
พลแก้วเกษ อ. . (2022). บุญข้าวสาก บุญข้าวประดับดิน: การสร้างความสัมพันธ์ในเครือญาติของคนอีสาน. วารสารวิชาการธรรมทรรศน์, 22(1), 195–208. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/251201
ประเภทบทความ
บทความวิจัย (Research Article)

เอกสารอ้างอิง

พระอธิการชัยรัตน์ ญาณวีโร. (2553). ศึกษาความเชื่อเรื่องเปรตที่มีปรากฏในประเพณีการทำบุญของชาวอีสาน: กรณีศึกษาประเพณีการทำบุญข้าวประดับดิน และบุญข้าวสาก. (วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต). พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พระอำนาจ พุทฺธวํโส. (2559). การศึกษาเปรียบเทียบระบบความสัมพันธ์ในเครือญาติกลุ่มชาติพันธุ์ม้งกับกลุ่มสังฆะในพระพุทธศาสนา. วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา, 7(1), 81-95.

ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2554. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: นานมี บุ๊คส์.

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด. (2562). ประเพณีบุญข้าวสากของชาวอีสาน. เข้าถึงได้จาก https://www.mculture.go.th/roiet/ewt_news.php?nid=1117&filename=index

เอกรินทร์ พึ่งประชา. (2558). บุญข้าวสากในบริบททางสังคมและวัฒนธรรม “ไทด่าน”. Veridian E-Journal, Silpakorn University, 8(2), 2481-2490.