โมเดลการบริหารกิจการในมิติการปกครองคณะสงฆ์ ภาค 9
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารกิจการในมิติการปกครองคณะสงฆ์ ภาค 9 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารกิจการในมิติการปกครองคณะสงฆ์ ภาค 9 และ 3) สร้างและยืนยันโมเดลการบริหารในมิติการปกครองคณะสงฆ์ภาค 9 ใช้วิธีดำเนินการวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งการวิจัยเป็น 2 ระยะ ดังนี้ การวิจัยระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มุ่งศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารกิจการในมิติการปกครองคณะสงฆ์ ภาค 9 กลุ่มตัวอย่างคือ พระสงฆ์ในคณะสงฆ์ ภาค 9 จำนวน 396 รูป การวิจัยระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อสร้างและยืนยันโมเดล บุคคลที่เกี่ยวข้อง จำนวน 21 รูป บุคคลที่มีความรู้ ประสบการณ์ จำนวน 5 รูป/คน ใช้การสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามเชิงปริมาณ แบบบันทึกการประชุมกลุ่ม และแบบสอบถามยืนยันความเหมาะสมของโมเดลการบริหารกิจการในมิติการปกครองคณะสงฆ์ ภาค 9
ผลการวิจัยพบว่า
1. ระดับการบริหารกิจการในมิติการปกครองคณะสงฆ์ ภาค 9 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.83) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่าด้านโครงสร้างของคณะสงฆ์อยู่ในระดับมากที่สุด (
= 3.89)
2. ปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารกิจการในมิติการปกครองคณะสงฆ์ ภาค 9 ได้แก่ ปัจจัยองค์การ (f1) ปัจจัยการปฏิบัติงาน (f2) และปัจจัยผลการปฏิบัติงาน (f3) มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
3. โมเดลการบริหารกิจการในมิติการปกครองคณะสงฆ์ ภาค 9 ประกอบด้วยการวางแผน การกำหนดโครงสร้าง การวางตำแหน่งบุคลากร อำนาจหน้าที่ การมอบหมายงานให้เหมาะสมสอดคล้อง ร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก รายงานผลการปฏิบัติงาน และติดตามตรวจสอบผลการปฏิบัติงานเพื่อยืนยันความเหมาะสมของโมเดล พบว่า มีค่าความสอดคล้องระหว่างควอไทล์ น้อยกว่า 1.5 ทุกข้อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โมเดลมีความเหมาะสมต่อการนำไปสร้าง เป็นโมเดลการบริหารกิจการในมิติการปกครองคณะสงฆ์ ภาค 9 ต่อไป
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความ ให้แก่วารสารฯ พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องยืนยันว่าบทความ ต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสาร วิชาการธรรม ทรรศน์ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้ง แสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการ ก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์เอกสารอ้างอิง
กฤศดา มมตะขบ. (2545). ทัศนคติของพระสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่ต่อโครงสร้างอำนาจการปกครองวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505. (วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต). เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ปัณณธร เธียรชัยพฤกษ์. (2563). การบริหารงานของวัดตามหลักธรรมาภิบาล. วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย, 4(1), 63-74.
พระครูจริยธรรมานุรักษ์ (วัลลภ จริยธมฺโม). (2563). สภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขในการบริหารจัดการที่พักสงฆ์. วารสารศิลปการจัดการ, 4(3), 722-782.
พระเทพปริยัติสุธี (วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ). (2545). การคณะสงฆ์และพระศาสนา. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (2549). พุทธวิธีในการบริหาร. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระปลัดสมพงศ์ กวิวํโส (หรรษาธาร). (2557). รูปแบบการบริหารจัดการวัดเพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. (ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต). พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2556). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม. (พิมพ์ครั้งที่ 24). กรุงเทพฯ: พระพุทธศาสนาของธรรมสภา.
พระมหาวิรุธ นิลเพ็ชร และคณะ. (2560). บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการ คณะสงฆ์อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารแสงอิสาน, 14(2), 57-68.
พีระศิลป์ บุญทอง. (2561). การบริหารกิจการคณะสงฆ์ของคณะสงฆ์ในภาคใต้. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 5(1), 30-44.
ไพโรจน์ ดวงศรี. (2558). รูปแบบโครงสร้างองค์การ และบทบาทการบริหารงานของพระสังฆาธิการที่มีผลต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์. (วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร.
สัญญา เคณาภูมิ และเสาวลักษณ์ โกศลกิตติอัมพร. (2558). ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. (2564). ข้อมูลวัดและพระภิกษุสามเณร พ.ศ. 2564. เข้าถึงได้จาก https://www.onab.go.th/th/page/item/index/id/1
Yamane, T. (1973). Statistics: An Introductory Analysis. (2 rded). New York: Harper and Row.