การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีภาวะหายใจลำบากของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
คำสำคัญ:
การพัฒนารูปแบบการดูแล, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ภาวะหายใจลำบากบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีภาวะหายใจลำบากให้เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาล และเพื่อประเมินผลของรูปแบบดังกล่าวต่อระดับความรุนแรงของอาการหายใจลำบาก คุณภาพชีวิต และความพึงพอใจของผู้ป่วย การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยมีกระบวนการวิจัยเชิงพัฒนา 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสถานการณ์และความต้องการในการดูแลผู้ป่วย ระยะที่ 2 การพัฒนาและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการดูแล และระยะที่ 3 การทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีภาวะหายใจลำบากซึ่งมารับบริการที่คลินิกโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน คัดเลือกด้วยวิธีการเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์การคัดเข้าและความสมัครใจ กลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้นเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การประเมินอาการและวางแผนการดูแลรายบุคคล 2) การดูแลทางกายและการจัดการอาการหายใจลำบาก เช่น การฝึกหายใจแบบ Pursed-lip breathing การจัดท่าลดหอบ และการออกกำลังกายเบา 3) การให้ความรู้และสนับสนุนด้านจิตสังคมแก่ผู้ป่วยและครอบครัว และ 4) การติดตามและประเมินผลต่อเนื่องโดยใช้การเยี่ยมบ้านและแบบสอบถาม เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบประเมินความรุนแรงของอาการหายใจลำบาก (Modified Medical Research Council Dyspnea Scale: mMRC) แบบสอบถามคุณภาพชีวิต St. George’s Respiratory Questionnaire (SGRQ) และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วย
ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับการดูแลตามรูปแบบ กลุ่มทดลองมีอาการหายใจลำบากลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ค่าเฉลี่ย mMRC ก่อนทดลอง 2.33 ± 0.68 หลังทดลอง 1.20 ± 0.55; p < 0.001) คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (คะแนนรวม SGRQ ก่อนทดลอง 58.4 ± 12.5 หลังทดลอง 42.1 ± 10.8; p < 0.001) และมีความพึงพอใจต่อการดูแลในระดับสูง ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization.(2024). Chronic obstructive pulmonary disease (COPD): Key facts [Internet]. Geneva: WHO; 2024 [cited 2025 Oct 10]. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/chronic-obstructive-pulmonary-disease-(copd)
GBD 2021 Chronic Respiratory Diseases Collaborators.(2021). Global, regional, and national burden of chronic obstructive pulmonary disease, 1990–2021: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2021. Front Med (Lausanne). 2025;12:1564878.
Wang H, et al.(2021). Global, regional, and national burden trends of chronic obstructive pulmonary disease, 1990–2021. BMC Med. 2024;22(1):540.
Zhang Y, et al.(2025). Disease burden and trends of COPD in the Asia-Pacific Region: 1990–2021. Biomed Environ Sci. 2025;38(2):145–156.
Phasuk A, et al.(2023). Prevalence and risk factors of chronic obstructive pulmonary disease among agriculturists in a rural community, Central Thailand. Asia Pac J Public Health. 2023;35(4):412–420.
สิรวิชญ์ ศรีคำภา, สุทธีพร มูลศาสตร์ และกฤษณาพร ทิพย์กาญจนเรขา.(2565). การพัฒนารูปแบบการจัดการโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในชุมชน ตำบลท่าหาดยาว อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล 2565;38(1):197-212.
อารีรัตน์ จิตต์นุ่ม และมงคล สุริเมือง.(2567). ลักษณะของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่กลับมารักษาซ้ำใน 28 วัน แผนกอายุรกรรมในโรงพยาบาลทั่วไป. วารสารวิจัยการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ 2567;16(2):1-14.
WeForum.(2025). Healthcare systems must act now to reduce the global burden of COPD. World Economic Forum; 2025 September 22 [Internet]. Available from: https://www.weforum.org/stories/2024/11/healthcare-reduce-global-burden-copd
กัลยรัตน์ สังข์มรรทร, ศศิธร กระจายกลาง, เพ็ญจันทร์ วันแสน.(2564). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลสุรินทร์. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ 2564;36(2):327-42.
เกียรติพงษ์ อุดมธนะธีระ.(2561). วงจรการควบคุมคุณภาพ [อินเทอร์เน็ต]. 2561 [สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://www.iok2u.com/index.php/article/innovation/240-pdca-cycle-deming-cycle
นวลตา โพธิ์สว่าง, สุดใจ ศรีสงค์, เพชราภรณ์ สุพร.(2558). การพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 2558;33(1):50–62.
เสาวลักษณ์ เกษมสุข, วีนารัตน์ กันจีน๊ะ, ดารณี ศิริบุตร.(2562). การเกิดภาวะแทรกซ้อนจำนวนวันนอนโรงพยาบาล และการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำภายใน 28 วัน ภายหลังการใช้ระบบการดูแลแบบ 7 Aspects of care ในผู้ป่วยผ่าตัดเนื้องอกมดลูก. เชียงรายเวชสาร. 2562;11(1):85–91.
Hurley J, Gerkin RD, Fahy B, Robbins RA.(2012). Meta-analysis of self-management education for patients with chronic obstructive pulmonary disease. Southwest J Pulm Crit Care. 2012;4:194–202.
ลินนภัสร์ ธนะวงค์, พิกุล นันทชัยพันธ์, ประทุม สร้อยวงค์.(2559). ผลของการส่งเสริมการจัดการตนเองในการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดต่อความสามารถในการทำหน้าที่ของร่างกายและการใช้บริการสุขภาพในผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง. พยาบาลสาร. 2559;43(2):45–56.

