คำเรียกผู้หญิงในวรรณกรรมนิทานพระรถเมรีฉบับภาษาไทย คำเรียกผู้หญิงในวรรณกรรมนิทานพระรถเมรีฉบับภาษาไทย

Main Article Content

nary un
นิตยา วรรณกิตร์

บทคัดย่อ

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคำเรียกผู้หญิงในวรรณกรรมนิทานพระรถเมรีฉบับภาษาไทย โดยศึกษาจากหนังสือวรรณกรรมนิทานประชุมเรื่องพระรถ 5 เรื่อง 13 สำนวน ได้แก่ 1) รถเสนชาดก 1 สำนวน 2) กาพย์ขับไม้เรื่องพระรถเมรี 1 สำนวน 3) พระรถคำกลอน 1 สำนวน 4) พระรถนิราศ 3 สำนวน และ         5) บทละครเรื่องพระรถ 7 สำนวน ซึ่งกรมศิลปาก รได้ตรวจชำระจากต้นฉบับหนังสือสมุดไทยและจัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2552 ผู้วิจัยได้ใช้กรอบแนวคิดกลวิธีทางภาษาในการศึกษาคำเรียกผู้หญิงในวรรณกรรมพระรถเมรี


ผลการวิจัยพบว่า คำเรียกผู้หญิงในวรรณกรรมนิทานพระรถเมรีฉบับภาษาไทย แบ่งได้ 2 ประเภท คือ คำเรียกผู้หญิงที่มีความหมายตรงและคำเรียกผู้หญิงที่มีความหมายแฝง คำเรียกผู้หญิงที่มีความหมายตรง ประกอบด้วย 2 ลักษณะ คือ คำเรียกผู้หญิงที่เป็นคำเดี่ยว และคำประสม ส่วนคำเรียกผู้หญิงในความหมายแฝงเชื่อมโยงกับอำนาจและธรรมชาติ จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้ประพันธ์มีความสามารถในการสร้างคำเรียกผู้หญิงอย่างหลากหลาย แสดงถึงความงาม พฤติกรรม บทบาทหน้าที่และสถานภาพความเป็นผู้หญิงในวรรณกรรมนิทานพระรถเมรี นอกจากนี้ยังทำให้เข้าใจความหมายของคำเรียกผู้หญิงที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและอำนาจ นับเป็นการเชื่อมโยงมนุษย์กับธรรมชาติ เช่น การตั้งชื่อผู้หญิงที่เชื่อมโยงกับดอกบัว ที่สื่อถึงความคิดแบบดั้งเดิมที่มองว่า “ดอกบัว” เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิง คือความงดงาม ความบริสุทธิ์

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
un, nary, & วรรณกิตร์ น. . (2021). คำเรียกผู้หญิงในวรรณกรรมนิทานพระรถเมรีฉบับภาษาไทย: คำเรียกผู้หญิงในวรรณกรรมนิทานพระรถเมรีฉบับภาษาไทย. วารสารมนุษย์กับสังคม, 7(1), 131–147. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/husocjournal/article/view/243237
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กรฏา บุญวิชัย. (2560). พระรถเมรี: การศึกษาบทบาทหน้าที่ของชาดกถิ่นภาคใต้. สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์

กรมศิลปากร. (2552). ประชุมเรื่องพระรถเมรี. กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์.

กรทรวงศึกษาธิการ. (2555).บรรทัดฐานภาษาไทย.เล่ม1.กรุงเทพฯ:สถาบันภาษาไทย สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.

______________. (2555).บรรทัดฐานภาษาไทย.เล่ม2.กรุงเทพฯ:สถาบันภาษาไทย สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.

จันทิมา อังคพญิชกิจ. (2561). การวิเคราะห์ข้อความ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

นันทพร พวงแก้ว. (2527). การศึกษาเชิงเปรียบเทียบเรื่อง พระรถเมรี-เมรีฉบับต่าง ๆ. ปริญญานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

นันทนา วงษ์ไทย. (2561). อรรถศาสตร์ปริชานเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: เวิร์ล ออล พริ๊นท์.

ปริศนา พิมดี. (2547). คำเรียกผู้หญิงในวรรณคดีไทยสมัยอยุธยา. วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ปลิดา ผลประดับเพ็ชร์. (2561).หลักภาษาไทย. ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์.

ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน.

ศิริพร ภักดีผาสุข. (2561). ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอัตลักษณ์และแนวทางการนำมาศึกษาภาษาไทย. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

โศภิษฐ์ สุ่มมาตย์. (2556). ผู้หญิงละธรรมชาติในนวนิยายของถ่ายเถา สุจริตกุล: ทฤษฎีสตรีนิยมเชิงนิเวศ. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2549). สุวรรณภูมิต้นกระแสประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ: มติชน.

สุภา อังกุระวรานนท์. (2527). การศึกษาความหมายแฝงของคำว่า “ผู้หญิง” จากความเปรียบในบทเพลงไทยสากล. ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาภาษาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อุไรศรี วรศะริน. (2553). ร่องรอยภาษาเขมรในภาษาไทย.ครั้งที่.ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโยราณคดี มหาวิทายาลัยศิลปกร.