การบังคับใช้กฎหมายในการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ของประเทศไทย: ศึกษากรณีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในเขตภาคกลาง คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

Main Article Content

ฟ้าใส สามารถ
พิมุข สุศีลสัมพันธ์

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทยในปัจจุบัน 2) ศึกษาสภาพปัญหาที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทย  และ  3) หาข้อเสนอแนะในการพัฒนากฎหมายเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทย  โดยกำหนดระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาจากเอกสารและสัมภาษณ์แบบเจาะลึกจากผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งแบ่งออกเป็นสองกลุ่มได้แก่  ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย และผู้แทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในเขตภาคกลาง  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดราชบุรีและจังหวัดเพชรบุรี  ผลการวิจัยพบว่าก่อนที่พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม  พ.ศ. 2559จะมีผลบังคับใช้  ได้มีการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมมาแล้วจำนวน  318  รายการ  เมื่อพระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน  มีการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเพิ่มมาในปี  2561  และ  2562  รวมจำนวน  36  รายการ  บางรายการได้รับการขึ้นบัญชีระดับจังหวัด  แต่ไม่ได้รับการขึ้นบัญชีระดับชาติ ...

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
สามารถ ฟ., & สุศีลสัมพันธ์ พ. . . (2022). การบังคับใช้กฎหมายในการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ของประเทศไทย: ศึกษากรณีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในเขตภาคกลาง: คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์. วารสารมนุษย์กับสังคม, 7(2), 135–152. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/husocjournal/article/view/246857
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559. (2559).

ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 133 ตอนที่ 19 ก. หน้า 1.

อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ.2003 (Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage A.D.2003).