การจำแนกชนิดของคำในแบบเรียนภาษาไทย: ไวยากรณ์ศัพทการก
Main Article Content
บทคัดย่อ
การจำแนกชนิดของคำในแบบเรียนภาษาไทยนั้น มีนักวิชาการจำแนกออกหลายประการ ซึ่งไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว เนื่องจากแบบเรียนวิชาภาษาไทยที่ปรากฏมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยานั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะใช้เป็นแบบเรียนภาษาไทยในการสื่อสาร จดบันทึกวัฒนธรรมลายลักษณ์อักษร มีผู้แต่งอยู่หลายคน ซึ่งทำให้การจำแนกชนิดของคำแตกต่างกันไปตามความประสงค์ของผู้แต่งเป็นหลัก และกาลเวลาเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชนิดของคำ เพราะปัจจุบันประเทศไทยรับอิทธิพลจากต่างประเทศ จึงทำให้มีชนิดของคำเพิ่มมากขึ้น บทความนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำไวยากรณ์ศัพทการก (Lexicase Grammar)โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรอบแนวคิดของสแตนลี่ สตารอสต้า (Stanley Starota) ซึ่งเป็นกรอบที่ศึกษาคำศัพท์และความสัมพันธ์ทางวากยสัมพันธ์ของคำศัพท์นั้นกับคำศัพท์อื่นๆ ซึ่งการนำกรอบดังกล่าวมาใช้จะทำให้รู้แบบแผนของการจำแนกชนิดของคำในแบบเรียนไทยได้อย่างถูกต้องผลการศึกษาพบว่า แบบเรียนไทยนั้นมีชนิดของคำแตกต่างกันไปตามยุคตามสมัยแบบเรียนที่จำแนกชนิดของคำตามหน้าที่ ตำแหน่งที่ปรากฏ ความสัมพันธ์กับคำอื่นและเกณฑ์ความหมายคล้ายกับกรอบแนวคิดไวยากรณ์ศัพทการก (Lexicase Grammar) ซึ่งจำแนกชนิดคำ 8 ชนิด คือ แบบเรียนสยามไวยากรณ์ของพระอุปกิตศิลปะสาร ได้จำแนกชนิดของคำ 8 ชนิด และแก้ไขเพิ่มเติมเหลือ 7 คำ กำชัย ทองหล่อ ได้จำแนกคำในภาษาไทยได้ 7 ชนิด และหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย หลักสูตรแกนกลางพุทธศักราช 2551 จำแนกชนิดของคำ 7 ชนิด ส่วนวิจินตน์ ภาณุพงศ์ จำแนกชนิดคำออกเป็น 26 ชนิด นววรรณพันธุเมธา จำแนกชนิดของคำออกเป็น 6 ชนิด นอกจากนี้ในหนังสือบรรทัดฐานภาษาไทยเล่ม 3 ซึ่งได้จำแนกคำออกเป็น 12 ชนิด ซึ่งมีการจำแนกชนิดคำที่แตกต่างจากกรอบแนวคิดไวยากรณ์ศัพทการก (Lexicase Grammar) อย่างเห็นได้ชัด
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลที่ตีพิมพ์ลงในวารสารมนุษย์กับสังคม ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบโดยตรงของผู้เขียนซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารมนุษย์กับสังคม ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารมนุษย์กับสังคมก่อน
เอกสารอ้างอิง
กำชัย ทองหล่อ. (2537). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ: อมรการพิมพ์.
คณาจารย์ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (2543). การใช้ภาษาไทย 1.พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
นววรรณ พันธุเมธา. (2549). ไวยากรณ์ไทย. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพ: โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการคณะอัก ษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วรลักษณ์ วีรยุทธ. (2556). การกลายเป็นคำไวยากรณ์ของคำว่า ไป ในภาษาไทย.วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาภาษาศาสตร์ประยุกต์.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
วิจินตน์ ภาณุพงศ์. (2543). โครงสร้างของภาษาไทย: ระบบไวยากรณ์. พิมพ์ครั้งที่ 15กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
สถาบันภาษาไทย. (2549). บรรทัดฐานภาษาไทย เล่ม3. กรุงเทพฯ: กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักภาษาและการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารม.4. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพ: สกสค. ลาดพร้าว.
อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธิ์. (2554). ไวยากรณ์ภาษาไทยมาตรฐาน. กรุงเทพฯ: โครงการไวยากรณ์ไทยฉบับครอบ คลุมภาษาย่อย สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
อุปกิตศิลปสาร,พระยา. (2542). หลักภาษาไทย: อักขรวิธีวจีวิภาค วากยสัมพันธ์
ฉันทลักษณ์. พิมพ์ครั้งที่ 13. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.