ผลกระทบของกระแสเงินสดที่มีต่อกำไรสุทธิและกำไรในอนาคตของบริษัท จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ

Main Article Content

ภูมิศักดิ์ สินจรูญศักดิ์
เบญจพร โมกขะเวส

บทคัดย่อ

          งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลกระทบของกระแสเงินสดที่มีต่อกำไรสุทธิและกำไรในอนาคตของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ปี 2561-2563 รวมระยะเวลา 3 ปี จำนวน 107 บริษัท วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เพื่ออธิบายลักษณะทั่วไปของข้อมูล การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณในการใช้ทดสอบสมมติฐานการวิจัยเพื่อหาผลกระทบของตัวแปรอิสระตามสมมติฐานที่ตั้งขึ้นที่มีต่อตัวแปรตาม ซึ่งวัดด้วยกำไรสุทธิและกำไรในอนาคต
          ผลการวิจัยพบว่า กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานต่อสินทรัพย์รวม ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อกำไรสุทธิและกำไรในอนาคต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 (ตามลำดับ) ส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ส่งผลกระทบเชิงลบต่อกำไรสุทธิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อกำไรในอนาคต ขณะที่กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานต่อหนี้สินรวม กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานต่อส่วนของผู้ถือหุ้น กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนทั้ง 3 ด้าน และกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินต่อสินทรัพย์รวม กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินต่อหนี้สินรวม ไม่มีผลกระทบต่อกำไรสุทธิและกำไรในอนาคต

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
สินจรูญศักดิ์ ภ. ., & โมกขะเวส เ. . (2022). ผลกระทบของกระแสเงินสดที่มีต่อกำไรสุทธิและกำไรในอนาคตของบริษัท จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ. Journal of Modern Learning Development, 7(10), 29–45. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jomld/article/view/257231
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

ทวีศักดิ์ วิริยจารี. (2559). การศึกษาความสามารถของอัตราส่วนกระแสเงินสดในการคาดการณ์ความล้มเหลวทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. วิทยานิพนธ์บัญชีมหาบัณฑิต สาขาการบัญชี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ปัณณวิชญ์ นากแก้วเทศ. (2562). ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสเงินสดกับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัทจดทะเบียนที่มีดัชนีราคาหลักทรัพย์ใน 50 อันดับของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. ค้นคว้าอิสระหลักสูตรการเงินและการธนาคาร สาขาบริหารธุรกิจ. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

ปิยาภิศักดิ์ เจียรสุคนธ์, บัวจันทร์ อินธิโส และ ดวงฤทัย ณ นครพนม. (2561). ทิศทางของกระแสเงินสดที่มีต่อราคาตลาดต่อกำไรและราคาตลาดต่อราคาตามบัญชีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. วารสารศิลปะศาสตร์และวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 5 (2), 1-11.

สมศรี พลภักดี. (2561). ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสเงินสดกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่ม SET 100. สารนิพนธ์บัญชีมหาบัณฑิตวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.

สัจรักษ์ จันทร์หอมกุล. (2548). ความสัมพันธ์ของกำไร กระแสเงินสด เงินทุนจากการดำเนินงาน ราคาและผลตอบแทนของหลักทรัพย์ของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจโรงแรมและบริการท่องเที่ยว. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

หทัยชนก แย้มชุ่ม. (2562). ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสเงินสดกับผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกลุ่ม SET 100. ค้นคว้าอิสระมหาบัณฑิต สาขาการบัญชี คณะบัญชี. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศรีปทุม.

อภิญญา สินจรูญศักดิ์. (2550). ความสัมพันธ์ระหว่างกำไรสุทธิ, กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน, สินทรัพย์สุทธิกับกำไรในอนาคตของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. ค้นคว้าอิสระหลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต คณะบัญชี. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยรังสิต.

Daraghma, Z. (2013). Predicting the Future Accounting Earnings: Empirical Evidence from the Palestine Securities Exchange. Research Journal of Finance and Accounting, 4 (17), 193-203.

Dechow, P.M. (1994). Accounting earnings and cash flows as measures of firm performance: The role of accounting accruals. Journal of Accounting and Economics, 18, 3-42.

Eksandy, A., & Abbas, D. (2020). Relevansi Nilai Earning per Share, Price Book Value,Cash Flow, Current Ratio dan Harga Saham: Return on Asset Sebagai Pemoderasi. Jurnal Akuntansi. 12 (2), 187-202.

Nunez, K. (2013). Free Cash Flow and Performance Predictability in Electric Utilities. Journal of Business and Policy Research. 8 (1), 19-38.