ปัจจัยที่มีผลต่อความแข็งของอลูมิเนียมบรอนซ์ H5114 ในกระบวนการกดรีด
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความแข็งของอลูมิเนียมบรอนซ์ H5114 ในกระบวนการกดรีดในการกดรีดผิวเป็นกระบวนการเพิ่มความแข็งชั้นผิวของชิ้นงานด้วยลูกกลิ้งรีดผิว (Ceramic Ball) โดยการกลิ้งบนพื้นผิวของชิ้นงานอย่างอิสระ กระบวนการกดรีดผิวแข็งจะสร้างพื้นผิวที่ราบสามารถเพิ่มความแข็งของชิ้นงานให้เหมาะสมกับการนำไปใช้งาน อย่างไรก็ตามการรีดผิวแข็งมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อคุณภาพของผิวชิ้นงานดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาตัวแปรที่มีผลต่อความแข็งของอลูมิเนียมบรอนซ์ H5114 ในการศึกษานี้ใช้วัสดุอลูมิเนียมบรอนซ์ H5114 ทำการทดลองรีดผิวแข็งด้วยแรงดัน ในการกดรีด 3 ระดับที่ 100, 200 และ 300 บาร์ ระยะป้อนลึก 1 ระดับที่ 0.5 มิลลิเมตร ความเร็ว 1,000 มิลลิเมตร/นาที อัตราป้อน 0.05 มิลลิเมตร/รอบ บอลเซรามิก ขนาด 6 มิลลิเมตร จากนั้นทำการวัดค่าความแข็งของอลูมิเนียมบรอนซ์ H5114 ซึ่งจากการทดลองภายใต้ตัวแปรที่กำหนดพบว่าโครงสร้างทางกายภาพของชิ้นงานที่ผ่านการกดรีดด้วยแรงดันที่สูง และระยะป้อนลึก 0.5 มิลลิเมตร ส่งผลต่อการเกิดการอัดตัวของโครงสร้างจุลภาคขนาดของเกรนที่มีการจัดเรียงตัวที่หนาแน่นขึ้น และลักษณะของเกรนที่เล็กลงส่งผลทำให้ได้ค่าความแข็งที่สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งค่าที่เหมาะสมจากการทดลอง คือ การกดรีดด้วยแรงดัน 300 บาร์ ที่ระยะป้อนลึก 0.5 มิลลิเมตร จากการวิเคราะห์ผลสรุปได้ว่าที่แรงดัน 300 บาร์ ระยะป้อนลึก 0.5 มิลลิเมตร ระยะความลึกของผิวที่ 0.02 มิลลิเมตร มีค่าความแข็งของอลูมิเนียมบรอนซ์ H5114 มากที่สุดคือ 315.7 HV
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
|
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร การอาชีวศึกษาภาคกลาง ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารการอาชีวศึกษาภาคกลางหากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความเพื่อการศึกษาแต่ให้อ้างอิงแหล่งที่มาให้ครบถ้วน สมบูรณ์ สงวนสิทธิ์ โดย สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4 ที่ตั้ง 90 ถนนเทศา ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ 034 242 856 , โทรสาร 034 242 858 ISSN : 3056-9176 (print) ISSN : 2985-2382 (online) |
เอกสารอ้างอิง
การคำนวณหาความเร็วรอบ Speed และอัตราป้อน Feed, Design Engineer Life, (online), 2018, Available : designengineerlife.com/2015/07/speed – and – feed - defining (30 March 2018).
การวัดความแข็ง, การอบชุบทางความร้อนของโลหะ (online), 2561, Available : http://personal.sut.ac.th/heattreatment/context/Measurement_Of_Hardness.html (1 มิถุนายน 2561)
บพิธ ทศเทพพิทักษ์. มปป. “การผลิตและทดสอบใบจักรเรือแมงกานีสอะลูมิเนียมบรอนซ์” การประชุมวิชาการเครือข่ายวิศวกรรมเครื่องกลแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 32, มุกดาหาร, ประเทศ
ภาณุวัฒน์ ตริยางกูรศรี, การหล่อทองแดงผสม, ข้อมูลจาก http://library.dip.go.th/multim/edoc/01601688.pdf (วันที่สืบค้นข้อมูล 14 พ.ค. 2563)
ระชัย ลามอ, ความแข็ง (Hardness),ข้อมูลจาก http://www.dss.go.th/images/starticle/pep_5_2550_hardness.pdf (วันที่สืบค้นข้อมูล 8 พฤษภาคม2563).
เสริมศักดิ์ ศรีหิรัญ, “การศึกษาอิทธิพลของปริมาณเหล็กในการผลิตบรอนซ์ แมงกานีสเหลือจาก Cartridge Brass และ Alloying Elements, ”วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต,วิศวกรรมอุตสาหการ วิศวกรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, 2548
Khalid. S. Rababa and Mayas Mohammad Al-mahasne, “Effect of Roller Burnishing on the Mechanical Behavior and surface Quality of 01 Alloy Steel,” Journal of Applied Scienes, Engineering and Technology, vol .3(3), 2011, pp. 227-233, Available : Maxwell Scientific Organization (3 April 2018)..
L.N. Lo´pez de Lacalle, A. Lamikiz, J. Mun˜oa and J.A. Sa´nchez, “Quality improvement of ball-end milled sculptured surfaces by ball burnishing,” International Journal of Machine Tools & Manufacture, vol. 45, 2005, pp. 1659 –1668, Available : Elsevier Ltd (12 February 2018)
L.N. Lo´pez de Lacalle, A. Lamikiz, J. Mun˜oa and J.A. Sa´nchez, “Quality improvement of ball-end milled sculptured surfaces by ball burnishing,” International Journal of Machine Tools & Manufacture, vol. 45, 2005, pp.1659–1668, Available: Elsevier Ltd (12 February 2018)
Tao Zhang, NiloBugtai and Ioan D. Marinescu, “Burnishing of aerospace alloy : A theoreticalexperimentalapproach,”Journal of ManufacturingSystems, vol.37, pp. 472 – 478 , Available : ScienceDirect (13 February 2018).