การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นนทบุรี
คำสำคัญ:
การพัฒนา, การมีส่วนร่วมของชุมชน, โรงเรียน, นนทบุรีบทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นนทบุรี 2) เพื่อพัฒนารูปแบบในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นนทบุรี 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นนทบุรี และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นนทบุรี การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยใช้กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหาร ครู ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ปกครอง จำนวน 275 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง 25 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมกลุ่มย่อย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการศึกษาพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.51, S.D. = 0.80) โดยด้านการดำเนินงานและจัดกิจกรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่ด้านการติดตามและประเมินผลมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ ภาวะผู้นำของผู้บริหารและความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูกับผู้ปกครอง ส่วนอุปสรรคคือช่องทางการสื่อสารที่ไม่เป็นระบบและข้อจำกัดด้านเวลา
ผลการพัฒนารูปแบบปรากฏเป็น “บวร+นนท์ โมเดล” ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การสร้างสัมพันธ์ การร่วมปฏิบัติ การแบ่งปันภูมิปัญญา และการสร้างความเป็นเจ้าของร่วม ควบคู่กับกระบวนการดำเนินงานแบบ P-D-C-A-R ผลการทดลองใช้ในโรงเรียนวัดกู้ (นันทาภิวัฒน์วิทยา) พบว่าระดับการมีส่วนร่วมหลังการใช้รูปแบบ (x̄ = 4.65, S.D. = 0.55) สูงกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อีกทั้งเกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ เช่น ช่องทางสื่อสาร LINE Official Account โครงการ “ปราชญ์ชุมชนสอนศิลป์” และอาสาสมัครชุมชนสนับสนุนการพัฒนาภูมิทัศน์โรงเรียนเพิ่มขึ้น
ผลการประเมินรูปแบบพบว่ามีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในระดับสูงมาก องค์ประกอบมีความชัดเจน ครอบคลุม และสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในทุกด้าน และก่อให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียนอย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). กรอบทิศทางการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552-2561). กรุงเทพมหานคร: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
กันตภณ หนูทองแก้ว. (2560). การประยุกต์หลักทศพิธราชธรรมในการบริหารงานของผู้บริหารเทศบาลเมืองสิงหนคร จังหวัดสงขลา. วารสาร มหาจุฬานาครทรรศน์, 4(1), 47–61
กิตติศักดิ์ จิตต์มั่น. (2562). ปัจจัยความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชน. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วิญญูชน.
จิรัฐิติกาล บุญอินทร์, ชวน ภารังกุล. (2562). การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น, 16(1), 318–325
ทิศนา แขมมณี. (2560). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 21). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พรชัย ศรีสารคาม. (2558). การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา: จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เพียงตา กิจหิรัญวงศ์. (2561). รายงานการวิจัยการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี: กรณีศึกษาโรงเรียนวัดเสาธงหิน. วารสารครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 46(3), 154–173.
สมบัติ กาญจนารัตน์. (2564). การประเมินและการยอมรับนวัตกรรมการบริหารการศึกษาในยุคดิจิทัล. นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี. (2566). รายงานสรุปผลการดำเนินงานและประเมินตนเองของสถานศึกษา ประจำปีการศึกษา 2565. นนทบุรี: กลุ่มนโยบายและแผน.
เสวก บุญประสพ, สุนทรี ดวงทิพย์ และเฉลิมชัย มนูเสวต. (2557). กลยุทธ์การพัฒนาการมีสวนร่วมของชุมชนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตากเขต 1 และเขต 2. วารสารการวิจัยกาสะลองคํา, 191–202.
Cronbach, L. J. (1951). Coefficient alpha and the internal structure of tests. Psychometrika, 16(3), 297–334. https://doi.org/10.1007/BF02310555
Epstein, J. L. (2018). School, family, and community partnerships: Your handbook for action (4th ed.). Thousand Oaks, CA: Corwin Press.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30, 607–610.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.