การออกแบบบทเพลงธรรมคีตศิลป์ในถิ่นอีสาน สู่การพัฒนาสังคมเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์
คำสำคัญ:
ธรรมคีตศิลป์, การออกแบบ, บทเพลงบทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประวัติ ความเป็นมา และคุณค่าของบทเพลงธรรมคีตศิลป์ในถิ่นอีสาน 2) เพื่อออกแบบและสร้างสรรค์บทเพลงธรรมคีตศิลป์ในถิ่นอีสานสู่การพัฒนาสังคม 3) เพื่อวิเคราะห์การบูรณาการธรรมคีตศิลป์สู่การพัฒนาสังคมและวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ผู้วิจัยใช้หลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง โดยเลือกผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และเกี่ยวข้องโดยตรงกับบทเพลงธรรมคีตศิลป์ในถิ่นอีสาน รวมจำนวน 54 คน แบ่งเป็น พระสงฆ์ ศิลปิน ครูภูมิปัญญา ผู้เชี่ยวชาญ และชาวบ้านในชุมชนบ้านห้วยข่า จังหวัดอุบลราชธานี การเก็บข้อมูลใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม
ผลการวิจัยพบว่า 1) ธรรมคีตศิลป์สะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ และศรัทธาของชาวอีสาน โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อขับกล่อมธรรมะ ถ่ายทอดคุณค่าทางจิตใจ เช่น ความกตัญญู ความสามัคคี และศรัทธาในพระพุทธศาสนา เป็นมรดกวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกในชีวิตผู้คน 2) บทเพลงที่สร้างขึ้นทั้ง 3 บทสะท้อนสาระสำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเชื่อมโยงพระพุทธศาสนากับวิถีชีวิตของชุมชนบ้านห้วยข่า มีวัดธรรมิกาวาสเป็นศูนย์กลาง สื่อสารอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านเสียงเพลงอย่างลึกซึ้ง 3) ผลการประเมินจากกลุ่มเป้าหมาย 54 ราย ได้แก่ พระสงฆ์ ศิลปิน ครูภูมิปัญญา ผู้เชี่ยวชาญ และชาวบ้านในพื้นที่ พบว่าความพึงพอใจต่อบทเพลงธรรมคีตศิลป์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.62) โดยมี 8 ด้านอยู่ในระดับมาก และ 2 ด้านระดับปานกลาง 4) ข้อเสนอแนะคือควรส่งเสริมการผลิตและเผยแพร่บทเพลงผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐ ศาสนา ชุมชน โดยเฉพาะวัดควรมีบทบาทร่วมสร้างสื่อกับศิลปินและเยาวชน พร้อมจัดกิจกรรมในสถานศึกษา งานบุญ และสื่อออนไลน์ อีกทั้งควรสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มนักแต่งเพลงธรรมะและการพัฒนาหลักสูตรหรือการศึกษาวิจัยต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ. (2564). แผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (2565–2570). กรุงเทพมหานคร: สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี.
ชัยพัฒน์ สุทธิผล. (2564). พุทธปัญญากับการพัฒนาเชิงวัฒนธรรม. กรุงเทพมหานคร: ศยาม.
ณัชชา พันธุเจริญ. (2559). วัฒนธรรมสร้างสรรค์ดนตรี: ดนตรีสร้างสรรค์เชิงวิชาการ. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ. (2558). Diffusion. สืบค้นเมื่อ 7 ธันวาคม 2566, จาก https://anthropology-concepts.sac.or.th/glossary/35
ประกอบ กรรณสูตร. (2542). สถิติเพื่อการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ปรานี วงษ์เทศ. (2525). พื้นบ้านพื้นเมือง. กรุงเทพมหานคร: เรือนแก้วการพิมพ์.
ไพฑูรย์ เครือแก้ว. (2540). วัฒนธรรม ศาสนา และชาติพันธ์: วิเคราะห์สังคมไทยแนวมานุษยวิทยา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
มหามกุฏราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย.
วิมาลา ศิริพงษ์. (2534). การสืบทอดวัฒนธรรมดนตรีไทยในสังคมปัจจุบัน: ศึกษากรณีสกุลพาทยโกศลและสกุล ศิลปบรรเลง. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา). คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ศราวุธ โชติจำรัส. (2563). บทเพลงอีสานสมัยนิยม และปัจจัยที่มีผลต่อความนิยมของบทเพลงอีสานในสังคมไทยปัจจุบัน. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม, 10(3), 76–84.
ศิริวัฒน์ ฉัตรเมธี. (2547). วัฒนธรรมถิ่นอีสาน. (วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาดนตรี). มหาวิทยาลัยมหิดล.
ศุภนิจ ไชยวรรณ. (2547). กระบวนการสืบทอดเพลงซอพื้นบ้าน ของจังหวัดเชียงใหม่. (วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอาชีวศึกษา). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
สายันต์ ไพรชาญจิตร์. (2550). การจัดการทรัพยากรทางโบราณคดีในงาน พัฒนาชุมชน. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: โครงการหนังสือโบราณคดีชุมชน.
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. (2563). รายงานสถานการณ์วัฒนธรรมไทย. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.
สุภาภรณ์ บุญล้อม. (2561). ดนตรีพื้นบ้านกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นภาคอีสาน. มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
เอนก นาวิกมูล. (2527). เพลงนอกศตวรรษ. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: ธรรมสาร.
Bourdieu, P. (1986). The forms of capital. In J. Richardson (Ed.), Handbook of theory and research for the sociology of education (pp. 241–258). Greenwood.
Freire, P. (1970). Pedagogy of the oppressed. New York, NY: Continuum.
Rogers, E. M. (1962). Diffusion of innovations. New York, NY: Free Press.
UNESCO. (2003). Convention for the safeguarding of the intangible cultural heritage. Paris: UNESCO. Retrieved August 2, 2025, from https://ich.unesco.org/en/convention
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.