Publication Ethics
บทบาทหน้าที่ด้านจริยธรรม
มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้นิพนธ์
1. ผู้นิพนธ์ต้องรับรองว่าบทความที่ส่งมาเป็นผลงานของตนเอง ไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน และไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น
2. ผู้นิพนธ์ต้องไม่ละเมิดหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน วารสารกำหนดค่าความซ้ำซ้อนด้วยโปรแกรม CopyCatch ของระบบ ThaiJO ไม่เกินร้อยละ 25 สำหรับบทความวิจัย และไม่เกินร้อยละ 10 สำหรับบทความวิชาการ
3. ผู้นิพนธ์ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเตรียมต้นฉบับและระบบการอ้างอิงของวารสารอย่างเคร่งครัด
4. ผู้ที่มีชื่อปรากฏเป็นผู้นิพนธ์ต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการวิจัยหรือจัดทำบทความอย่างมีนัยสำคัญ วารสารไม่อนุญาตให้ระบุชื่อผู้ที่ไม่มีส่วนร่วม (Guest Authorship) และไม่อนุญาตให้ละเว้นชื่อผู้ที่มีส่วนร่วมจริง (Ghost Authorship) หากตรวจพบ วารสารจะถอดถอนบทความนั้นทันที
5. ผู้นิพนธ์ต้องระบุบทบาทการมีส่วนร่วมของผู้นิพนธ์แต่ละคนตามมาตรฐาน CRediT ลงในบทความ
6. ผู้นิพนธ์ต้องเปิดเผยแหล่งทุนสนับสนุนการวิจัย และผลประโยชน์ทับซ้อน (ถ้ามี) ไว้ในบทความ หากไม่มีให้ระบุว่า “ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน”
7. ผู้นิพนธ์ต้องเปิดเผยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการจัดทำต้นฉบับตามแนวปฏิบัติของวารสาร
8. ผู้นิพนธ์ต้องรับผิดชอบการอ้างอิงเนื้อหา ภาพ และตารางที่นำมาใช้ โดยระบุแหล่งที่มาเพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์
9. ผู้นิพนธ์ต้องตรวจสอบความถูกต้องของรายการเอกสารอ้างอิง ต้องไม่อ้างอิงเอกสารที่ตนไม่ได้อ่าน และต้องไม่อ้างอิงเอกสารที่ไม่มีอยู่จริง (Hallucinative references)
10. ผู้นิพนธ์ต้องไม่รายงานข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างข้อมูลเท็จ (Fabrication) การปลอมแปลงบิดเบือนข้อมูล (Falsification) หรือการเลือกแสดงเฉพาะข้อมูลที่สอดคล้องกับข้อสรุป
11. ผู้นิพนธ์ต้องไม่แบ่งผลงานวิจัยชิ้นเดียวกันออกเป็นหลายบทความเพื่อเพิ่มจำนวนการตีพิมพ์ (Salami Slicing)
12. ผู้นิพนธ์ต้องปรับแก้บทความตามผลประเมินภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นอาจถูกเลื่อนหรือถอนออกจากการตีพิมพ์
13. ผู้นิพนธ์ต้องไม่อ้างอิงเอกสารที่ถูกถอดถอนไปแล้ว เว้นแต่เป็นการอ้างถึงกระบวนการถอดถอนนั้นเอง โดยต้องระบุสถานะการถูกถอดถอนไว้ในรายการอ้างอิงด้วย
มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ประเมินบทความ (Reviewers)
1. ผู้ประเมินต้องให้ความเห็นทางวิชาการด้วยความยุติธรรม ปราศจากอคติ ตรงไปตรงมา และตรงต่อเวลาที่วารสารกำหนด
2. ผู้ประเมินต้องรับประเมินเฉพาะบทความที่ตรงกับความเชี่ยวชาญของตน และควรปฏิเสธบทความที่ตนไม่ถนัด
3. ผู้ประเมินต้องรักษาความลับของบทความ ไม่เปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งระหว่างและภายหลังการประเมิน
4. หากผู้ประเมินพบว่าตนอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้นิพนธ์ ต้องแจ้งบรรณาธิการและปฏิเสธการประเมินทันที
5. ผู้ประเมินต้องไม่นำข้อมูลบางส่วนหรือทั้งหมดของบทความไปเป็นผลงานของตนเอง
6. เมื่อผู้ประเมินพบว่าบทความมีส่วนที่ซ้ำซ้อนกับผลงานอื่น ต้องแจ้งบรรณาธิการพร้อมแสดงหลักฐาน
7. ผู้ประเมินต้องไม่ใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ในการประเมินบทความ หรืออัปโหลดต้นฉบับบทความเข้าสู่ระบบปัญญาประดิษฐ์สาธารณะไม่ว่ากรณีใด เนื่องจากเป็นการละเมิดความลับของผู้นิพนธ์
8. ผู้ประเมินไม่ควรร้องขอให้ผู้นิพนธ์อ้างอิงผลงานของตนโดยไม่มีเหตุผลทางวิชาการรองรับ (Coercive Citation)
มาตรฐานทางจริยธรรมของบรรณาธิการ (Editors)
1. บรรณาธิการต้องกำกับดูแลให้การดำเนินงานของวารสารเป็นไปตามนโยบายและวัตถุประสงค์ และเป็นไปตามประกาศศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย เรื่อง การประเมินด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวารสารวิชาการไทยในฐานข้อมูล TCI พ.ศ. 2566
2. บรรณาธิการต้องไม่ตีพิมพ์บทความที่เคยเผยแพร่ที่อื่นมาแล้ว และต้องตรวจสอบการคัดลอกผลงานอย่างจริงจังด้วยโปรแกรมที่เชื่อถือได้
3. บรรณาธิการต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้นิพนธ์และผู้ประเมิน และต้องถอนตัวจากการพิจารณาบทความที่ตนเกี่ยวข้อง โดยมอบหมายให้บรรณาธิการอิสระดำเนินการแทน
4. บรรณาธิการต้องคัดเลือกบทความมาตีพิมพ์หลังผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพเรียบร้อยแล้วเท่านั้น และต้องไม่ออกหนังสือตอบรับการตีพิมพ์ก่อนกระบวนการประเมินเสร็จสิ้น
5. บรรณาธิการต้องไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้นิพนธ์และผู้ประเมินแก่บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง
6. บรรณาธิการต้องดำเนินการอย่างเหมาะสมกับบทความหรือผู้นิพนธ์ที่ตรวจพบการกระทำผิดด้านจริยธรรม ตามกระบวนการที่วารสารประกาศไว้
7. บรรณาธิการต้องไม่นำข้อมูลของบทความไปเป็นผลงานของตนเอง
8. บรรณาธิการต้องไม่กำกับหรือร้องขอให้ผู้นิพนธ์เพิ่มการอ้างอิงบทความในวารสารของตนโดยไม่มีเหตุผลทางวิชาการ ไม่ว่าโดยเปิดเผยหรือโดยนัย
9. บรรณาธิการต้องกำกับดูแลการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมให้โปร่งใส เท่าเทียม เป็นธรรม และเป็นไปตามอัตราที่ประกาศไว้อย่างเคร่งครัด
10. บรรณาธิการต้องมอบหมายบทความให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญสอดคล้องกับสาขาของบทความเท่านั้น
มาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าของและผู้จัดพิมพ์ (Publisher)
1. โรงเรียนพระปริยัติสามัญวัดสระเรียง ในฐานะเจ้าของและผู้จัดพิมพ์ ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของวารสารโดยไม่แทรกแซงการตัดสินใจทางบรรณาธิการไม่ว่ากรณีใด
2. ผู้จัดพิมพ์รับรองความเป็นอิสระของบรรณาธิการในการพิจารณาตีพิมพ์บทความบนพื้นฐานของคุณภาพทางวิชาการเท่านั้น
3. ผู้จัดพิมพ์สนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อให้กระบวนการประเมินคุณภาพบทความดำเนินไปได้อย่างมีมาตรฐาน และสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของกองบรรณาธิการอย่างต่อเนื่อง
4. ผู้จัดพิมพ์รับผิดชอบการจัดเก็บและสงวนรักษาเนื้อหาของวารสารในระยะยาว และรับประกันการเข้าถึงเนื้อหาแบบเปิดอย่างต่อเนื่อง
5. ผู้จัดพิมพ์ให้ความร่วมมือกับกองบรรณาธิการในการดำเนินการกับกรณีการประพฤติมิชอบทางการตีพิมพ์ รวมถึงการแก้ไขและการถอดถอนบทความ
6. ผู้จัดพิมพ์รับผิดชอบดูแลมิให้มีการแอบอ้างชื่อวารสาร ตราสัญลักษณ์ หรือออกเอกสารรับรองการตีพิมพ์โดยไม่ได้รับอนุญาต และจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำการดังกล่าว
จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์และสัตว์
บทความวิจัยที่มีการเก็บข้อมูลจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม หรือการทดลอง ผู้นิพนธ์ต้องผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของสถาบันก่อนเริ่มเก็บข้อมูล และต้องระบุข้อมูลต่อไปนี้ไว้ในหัวข้อวิธีดำเนินการวิจัย
1. ชื่อเต็มของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยที่ให้การรับรอง
2. เลขที่หนังสือรับรอง (Certificate of Approval / Protocol Number)
3. วันที่ได้รับการรับรอง
ตัวอย่างข้อความ: “การวิจัยนี้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัย.......... เลขที่ .......... รับรองเมื่อวันที่ .......... ”
ผู้นิพนธ์ต้องแนบสำเนาหนังสือรับรองจริยธรรมการวิจัยเป็นไฟล์ประกอบ (Supplementary File) ในระบบ ThaiJO ขณะส่งบทความ
ผู้นิพนธ์ต้องได้รับความยินยอมโดยแจ้งข้อมูล (Informed Consent) จากผู้ให้ข้อมูลทุกราย ต้องคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และต้องไม่เปิดเผยข้อมูลที่ระบุตัวตนได้โดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีที่ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้เยาว์หรือกลุ่มเปราะบาง ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองหรือผู้แทนโดยชอบธรรม
บทความวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ทดลอง ผู้นิพนธ์ต้องระบุการรับรองจากคณะกรรมการกำกับดูแลการเลี้ยงและใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ของสถาบัน พร้อมเลขที่และวันที่รับรอง
กรณีบทความที่ไม่เข้าข่ายต้องขอการรับรอง เช่น การวิจัยเอกสาร ผู้นิพนธ์ต้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเอกสาร ไม่มีการเก็บข้อมูลจากมนุษย์หรือสัตว์ จึงไม่เข้าข่ายต้องขอการรับรองจริยธรรมการวิจัย”
กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ปฏิเสธหรือถอดถอนบทความที่ไม่สามารถแสดงหลักฐานการรับรองจริยธรรมการวิจัยได้ตามที่กำหนด
คำแถลงว่าด้วยจริยธรรมและการประพฤติมิชอบในการตีพิมพ์
วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรมยึดถือมาตรฐานจริยธรรมการตีพิมพ์ตามแนวปฏิบัติของคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์สากล (Committee on Publication Ethics: COPE) และประกาศศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย เรื่อง การประเมินด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวารสารวิชาการไทยในฐานข้อมูล TCI พ.ศ. 2566 โดยถือว่าความซื่อสัตย์ทางวิชาการเป็นรากฐานของวารสาร
วารสารถือว่าการกระทำต่อไปนี้เป็นการประพฤติมิชอบในการตีพิมพ์ (Publication Malpractice)
1. การคัดลอกผลงานผู้อื่น (Plagiarism) รวมถึงการคัดลอกผลงานของตนเอง (Self-plagiarism) และการคัดลอกข้ามภาษาโดยการแปล
2. การตีพิมพ์ซ้ำซ้อน (Duplicate Publication) และการส่งบทความไปยังหลายวารสารพร้อมกัน (Simultaneous Submission)
3. การแบ่งผลงานวิจัยชิ้นเดียวเป็นหลายบทความ (Salami Slicing)
4. การสร้างข้อมูลเท็จ (Fabrication) และการปลอมแปลงบิดเบือนข้อมูลหรือภาพ (Falsification / Image Manipulation)
5. การระบุชื่อผู้นิพนธ์โดยมิชอบ ทั้งการใส่ชื่อผู้ไม่มีส่วนร่วมและการละเว้นชื่อผู้มีส่วนร่วม
6. การใช้เอกสารอ้างอิงที่ไม่มีอยู่จริง (Hallucinative References) ซึ่งมักเกิดจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์โดยไม่ตรวจสอบ
7. การไม่เปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนหรือแหล่งทุนที่มีนัยสำคัญ
8. การเพิ่มการอ้างอิงโดยมิชอบ ทั้งการอ้างอิงตนเองเกินความจำเป็นและการบังคับให้อ้างอิง (Coercive Citation)
9. การละเมิดจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์และสัตว์
10. การแอบอ้างชื่อวารสารหรือออกเอกสารรับรองการตีพิมพ์อันเป็นเท็จ
วารสารมุ่งมั่นที่จะดำเนินการกับทุกกรณีอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ ตามกระบวนการที่ประกาศไว้ในหัวข้อ “กระบวนการจัดการการประพฤติมิชอบ” โดยไม่คำนึงถึงสถานะ ตำแหน่ง หรือสังกัดของผู้เกี่ยวข้อง
กระบวนการจัดการการประพฤติมิชอบ
เมื่อกองบรรณาธิการได้รับข้อร้องเรียน หรือตรวจพบความผิดปกติด้านจริยธรรมในบทความ ไม่ว่าจะอยู่ระหว่างการพิจารณาหรือเผยแพร่ไปแล้ว วารสารจะดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 รับเรื่องและบันทึกหลักฐาน — ผู้ร้องเรียนสามารถแจ้งมาที่อีเมล journal.jsc@sbss.ac.th โดยระบุชื่อบทความ ประเด็นที่ร้องเรียน และหลักฐานประกอบ กองบรรณาธิการจะตอบรับการรับเรื่องภายใน 7 วันทำการ ข้อมูลของผู้ร้องเรียนจะถูกเก็บเป็นความลับ
ขั้นที่ 2 ตรวจสอบเบื้องต้น — บรรณาธิการตรวจสอบมูลของข้อร้องเรียนภายใน 15 วัน หากไม่พบมูล จะยุติเรื่องพร้อมแจ้งผลให้ผู้ร้องเรียนทราบ
ขั้นที่ 3 แจ้งผู้นิพนธ์ให้ชี้แจง — หากพบมูล กองบรรณาธิการจะมีหนังสือแจ้งผู้นิพนธ์หลักให้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมหลักฐาน ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ระหว่างนี้กระบวนการพิจารณาบทความจะถูกระงับไว้ก่อน
ขั้นที่ 4 พิจารณาโดยคณะทำงาน — กองบรรณาธิการแต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจไม่น้อยกว่า 3 ท่าน ซึ่งไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย พิจารณาคำชี้แจงประกอบหลักฐาน โดยอาจเชิญผู้เชี่ยวชาญภายนอกร่วมพิจารณา และอาจประสานไปยังต้นสังกัดของผู้นิพนธ์ในกรณีร้ายแรง
ขั้นที่ 5 การตัดสินและมาตรการ — ผลการพิจารณาแบ่งเป็น 4 ระดับ
ระดับที่ 1 ไม่พบการกระทำผิด — ยุติเรื่องและดำเนินกระบวนการตามปกติ
ระดับที่ 2 ความผิดพลาดโดยไม่เจตนา — ให้แก้ไข และเผยแพร่ Erratum หรือ Correction ตามความเหมาะสม
ระดับที่ 3 การกระทำผิดที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของผลการวิจัย — ถอดถอนบทความ (Retraction) พร้อมเผยแพร่ประกาศถอดถอน
ระดับที่ 4 การกระทำผิดร้ายแรงหรือกระทำซ้ำ — ถอดถอนบทความ แจ้งต้นสังกัดของผู้นิพนธ์ และระงับสิทธิ์การส่งบทความมายังวารสารเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี
ขั้นที่ 6 แจ้งผลและบันทึก — กองบรรณาธิการแจ้งผลเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ผู้ร้องเรียนและผู้นิพนธ์ พร้อมแจ้งสิทธิในการอุทธรณ์ และเก็บบันทึกกระบวนการทั้งหมดไว้เป็นหลักฐานไม่น้อยกว่า 5 ปี
วารสารจะดำเนินการโดยยึดหลักการฟังความทุกฝ่าย (Due Process) และจะไม่ลบบทความออกจากเว็บไซต์ (Removal) หรือแทนที่ด้วยบทความใหม่ (Replacement) ไม่ว่ากรณีใด เนื่องจากกระทบต่อความสมบูรณ์ของฉบับและระบบการอ้างอิง
แนวปฏิบัติด้านจริยธรรมในการใช้ปัญญาประดิษฐ์
1) ขอบเขตการใช้งาน (Scope of Use)
วารสารอนุญาตให้ผู้นิพนธ์ใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ได้เฉพาะในขั้นตอนต่อไปนี้ การปรับปรุงความถูกต้องและความสละสลวยของภาษา (Language Clarity) การตรวจสอบไวยากรณ์และการสะกดคำ และการแปลภาษาเบื้องต้นซึ่งผู้นิพนธ์ต้องตรวจทานด้วยตนเอง
วารสารไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างข้อมูลวิจัยหรือผลการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) การสร้างภาพ ตาราง หรือแผนภูมิที่นำเสนอเป็นผลการวิจัย การสร้างรายการเอกสารอ้างอิง และการเขียนเนื้อหาสาระสำคัญของบทความแทนผู้นิพนธ์
2) ความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์ (Author Accountability)
ผู้นิพนธ์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาทั้งหมดของบทความแต่เพียงผู้เดียว รวมถึงส่วนที่เกิดจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ และต้องตรวจสอบ แก้ไข และรับรองความถูกต้องของเนื้อหานั้นทั้งหมด
ผู้นิพนธ์ต้องตระหนักว่าปัญญาประดิษฐ์อาจสร้างเนื้อหาที่ดูน่าเชื่อถือแต่มีความผิดพลาด ไม่ครบถ้วน หรือมีอคติแฝงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างรายการอ้างอิงที่ไม่มีอยู่จริง
3) สิทธิความเป็นผู้นิพนธ์และการอ้างอิง (Authorship and Citation)
วารสารไม่อนุญาตให้ระบุปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้นิพนธ์หรือผู้นิพนธ์ร่วมไม่ว่ากรณีใด เนื่องจากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถรับผิดชอบต่อเนื้อหาและไม่สามารถให้ความยินยอมได้
วารสารไม่อนุญาตให้นำเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์มาระบุเป็นแหล่งอ้างอิงในรายการเอกสารอ้างอิง
4) การเปิดเผยข้อมูล (Declaration and Disclosure)
ผู้นิพนธ์ต้องระบุการใช้ปัญญาประดิษฐ์ไว้ในบทความ ในหัวข้อก่อนรายการเอกสารอ้างอิง โดยระบุ (1) ชื่อเครื่องมือและรุ่นที่ใช้ (2) ขั้นตอนที่ใช้ (3) คำรับรองความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์
ตัวอย่างข้อความกรณีมีการใช้: “ผู้นิพนธ์ใช้ .......... เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของภาษาในต้นฉบับ ผู้นิพนธ์ได้ตรวจสอบและแก้ไขเนื้อหาทั้งหมดด้วยตนเอง และรับผิดชอบต่อเนื้อหาของบทความแต่เพียงผู้เดียว”
ตัวอย่างข้อความกรณีไม่มีการใช้: “ผู้นิพนธ์ไม่ได้ใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ใด ๆ ในการจัดทำต้นฉบับบทความนี้”
การไม่เปิดเผยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ตามที่กำหนด ถือเป็นการประพฤติมิชอบในการตีพิมพ์ และวารสารอาจพิจารณาถอดถอนบทความ
สำหรับผู้ประเมินบทความและกองบรรณาธิการ วารสารห้ามอัปโหลดต้นฉบับบทความหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความเข้าสู่ระบบปัญญาประดิษฐ์สาธารณะโดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นการละเมิดความลับของผู้นิพนธ์
นโยบายการแก้ไขและถอดถอนบทความ
หลักการสำคัญ — บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว คือบทความที่ระบุปีที่ ฉบับที่ และเลขหน้าเรียบร้อยแล้ว ผู้นิพนธ์และวารสารไม่สามารถแก้ไขไฟล์บทความต้นฉบับได้ทุกกรณี วารสารจะไม่นำบทความออกจากเว็บไซต์ (Removal) และจะไม่แทนที่ด้วยบทความใหม่ (Replacement) เนื่องจากส่งผลกระทบต่อเลขหน้า ความสมบูรณ์ของฉบับ และระบบการอ้างอิงในฐานข้อมูล TCI
นิยามศัพท์
Erratum — การแก้ไขข้อผิดพลาดของบทความต้นฉบับที่เกิดจากกระบวนการบริหารจัดการหรือการจัดพิมพ์ของวารสาร
Corrigendum — การแก้ไขข้อผิดพลาดของบทความต้นฉบับที่เกิดจากผู้นิพนธ์
Correction — การแก้ไขข้อผิดพลาดของบทความต้นฉบับ ครอบคลุมทั้ง Erratum และ Corrigendum
Retraction — การเพิกถอนหรือถอดถอนบทความต้นฉบับที่มีปัญหาจนทำให้ผลการวิจัยไม่สามารถใช้ได้ และเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและจรรยาบรรณ
Addendum — การเพิ่มเติมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบทความต้นฉบับ โดยไม่มีการแก้ไขเนื้อหาของบทความต้นฉบับ
แนวปฏิบัติสำหรับ Erratum และ Correction
1. Erratum ใช้กรณีที่ไม่กระทบต่อการตีความบทความต้นฉบับ เช่น ชื่อ นามสกุล คำบรรยายภาพ ตาราง หรือเลขหน้าที่พิมพ์ผิด แต่ไม่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้นิพนธ์
2. Correction ใช้กรณีที่มีแนวโน้มกระทบต่อการตีความบทความต้นฉบับ เช่น การแก้ไขเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงการอภิปรายผลหรือข้อสรุป กรณีนี้ควรส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมประเมินซ้ำ
3. บทความต้นฉบับยังคงอยู่บนเว็บไซต์โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
4. Erratum และ Correction ต้องส่งเข้าระบบเป็นบทความใหม่ (New Submission) โดยระบุประเภทบทความเป็น Erratum หรือ Correction
5. กำหนดเลขหน้าหรือหมายเลขบทความให้ตามปกติ และเผยแพร่ในฉบับปัจจุบัน แยกจากบทความต้นฉบับ
6. ระบุรายการอ้างอิงของบทความต้นฉบับ และระบุลิงก์เชื่อมโยงระหว่างบทความต้นฉบับกับบทความฉบับแก้ไขไว้ใน Metadata ช่อง Abstract
7. ระบุรายละเอียดเฉพาะส่วนที่มีการแก้ไขเท่านั้น
แนวปฏิบัติสำหรับการถอดถอนบทความ
วารสารจะดำเนินการถอดถอนบทความเมื่อพบกรณีต่อไปนี้
1. การตีพิมพ์บทความซ้ำซ้อน หรือมีข้อมูลการวิจัยซ้ำซ้อนโดยไม่ได้รับอนุญาต
2. การลอกเลียนหรือคัดลอกผลงานอันขัดต่อนโยบายของวารสาร
3. การดัดแปลง ปรับแต่ง หรือปลอมแปลงข้อมูลเพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการ
4. การสร้างข้อมูลหรือข้อมูลการวิจัยเท็จ
5. การละเมิดสัญญาต่าง ๆ เช่น สัญญารับทุน หรือสัญญาทางการค้า
6. การใช้แหล่งข้อมูลอ้างอิงที่ไม่มีอยู่จริงหรือไม่สามารถใช้อ้างอิงได้
7. การไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามหลักจริยธรรมการวิจัยหรือจริยธรรมการตีพิมพ์
8. ประเด็นอื่นที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายจริยธรรมของวารสารหรือประกาศของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย
การถอดถอนบทความไม่ต้องส่งเข้าระบบเป็นบทความใหม่ วารสารจะคงบทความต้นฉบับไว้บนเว็บไซต์ พร้อมประทับข้อความ “RETRACTED” บนหน้าบทความทุกหน้า และเผยแพร่ประกาศถอดถอนซึ่งระบุชื่อบทความ ผู้นิพนธ์ เหตุผลในการถอดถอน วันที่ถอดถอน และผู้มีอำนาจตัดสินใจถอดถอน โดยเชื่อมโยงลิงก์ระหว่างบทความต้นฉบับกับประกาศถอดถอน
อำนาจในการถอดถอนบทความเป็นของบรรณาธิการ ซึ่งสามารถดำเนินการได้แม้ผู้นิพนธ์ไม่ให้ความยินยอม
นโยบายผลประโยชน์ทับซ้อน
ผลประโยชน์ทับซ้อน หมายถึง สถานการณ์ที่ผลประโยชน์ส่วนตน ความสัมพันธ์ทางการเงิน ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล หรือความสัมพันธ์ทางวิชาชีพ อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจอย่างเป็นกลาง
สำหรับผู้นิพนธ์ — ต้องเปิดเผยแหล่งทุนสนับสนุนการวิจัยทุกแหล่ง และความสัมพันธ์ใดที่อาจถูกมองว่ามีอิทธิพลต่อผลการวิจัย ไว้ในบทความ หากไม่มีให้ระบุว่า “ผู้นิพนธ์ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน”
สำหรับผู้ประเมิน — ต้องปฏิเสธการประเมินทันทีเมื่อพบว่าตนอยู่สังกัดเดียวกับผู้นิพนธ์ เคยร่วมงานวิจัยหรือร่วมตีพิมพ์กับผู้นิพนธ์ภายใน 3 ปีที่ผ่านมา เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหรือลูกศิษย์ของผู้นิพนธ์ หรือมีความสัมพันธ์อื่นที่ทำให้ไม่สามารถประเมินได้อย่างเป็นอิสระ
สำหรับบรรณาธิการและกองบรรณาธิการ — เมื่อบรรณาธิการหรือกรรมการกองบรรณาธิการเป็นผู้นิพนธ์หรือผู้นิพนธ์ร่วม ต้องถอนตัวจากกระบวนการพิจารณาบทความนั้นทั้งหมด ตั้งแต่การคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิจนถึงการตัดสินใจตีพิมพ์ โดยมอบหมายให้บรรณาธิการอิสระซึ่งไม่มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นผู้ดำเนินการแทน และต้องบันทึกหลักฐานการมอบหมายไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
บทความของผู้ดำรงตำแหน่งในกองบรรณาธิการต้องได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกสังกัดของวารสารทั้งหมด และวารสารกำหนดเพดานสัดส่วนบทความประเภทนี้ไว้ไม่เกิน 1 บทความในรอบปี ทั้งในกรณีที่เป็นผู้นิพนธ์หลัก หรือ ผู้นิพนธ์ร่วม
การร้องเรียนและการอุทธรณ์
ผู้นิพนธ์ที่ไม่เห็นด้วยกับผลการตัดสินของบรรณาธิการ สามารถยื่นอุทธรณ์เป็นลายลักษณ์อักษรมายังอีเมล journal.jsc@sbss.ac.th ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผล โดยต้องระบุเหตุผลทางวิชาการและหลักฐานประกอบอย่างชัดเจน การอุทธรณ์ที่อ้างเหตุผลนอกเหนือจากประเด็นทางวิชาการจะไม่ได้รับการพิจารณา
บรรณาธิการจะพิจารณาคำอุทธรณ์ภายใน 30 วัน โดยอาจเชิญผู้ทรงคุณวุฒิท่านใหม่ประเมินเพิ่มเติม ผลการพิจารณาอุทธรณ์ของบรรณาธิการถือเป็นที่สิ้นสุด
ผู้ใดก็ตามสามารถร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินงาน จริยธรรมการตีพิมพ์ หรือพฤติกรรมของบุคลากรของวารสาร มายังอีเมลข้างต้น กองบรรณาธิการจะตอบรับภายใน 7 วันทำการ และดำเนินการตามกระบวนการที่ประกาศไว้ โดยข้อมูลของผู้ร้องเรียนจะถูกเก็บเป็นความลับ
หากผู้ร้องเรียนไม่พอใจผลการพิจารณาของวารสาร สามารถร้องเรียนต่อไปยังศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) ได้โดยตรง