การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยตามแนวคิดสตีม เรื่อง คุกกี้กะเพรา บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีต่อผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยตามแนวคิดสตีม เรื่อง คุกกี้กะเพรา บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีต่อผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยตามแนวคิดสตีม เรื่อง คุกกี้กะเพรา บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยตามแนวคิดสตีม เรื่อง คุกกี้กะเพรา บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนห้วยพลู ต.แก่งโสภา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ปีการศึกษา 2567 จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัยพบว่า
1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยตามแนวคิดสตีม เรื่อง คุกกี้กะเพรา บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีต่อผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 72.70/84.13
2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยตามแนวคิดสตีม เรื่อง คุกกี้กะเพรา บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่นหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยตามแนวคิดสตีม เรื่อง คุกกี้กะเพรา บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น อยู่ในระดับมากที่สุด
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความ ให้แก่วารสารฯ พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องยืนยันว่าบทความ ต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสาร วิชาการธรรม ทรรศน์ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้ง แสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการ ก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์เอกสารอ้างอิง
จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และบาหยัน อิ่มสำราญ. (2547). การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ: พี.เพรส
ดารุณี เพ็งน้อย และนิวัฒน์ บุญสม. (2564). การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และการสร้างผลงานทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM Education. วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย, 13(1), 238-257.
บันลือ พฤกษะวัน. (2562). แนวพัฒนาการอ่านเร็ว คิดเป็น. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พัฒนา พรหมณี, ยุพิน พิทยาวัฒนชัย และจีระศักดิ์ ทัพผา. (2563). แนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจและการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจในงาน. วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ สถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย, 26(1), 59-66. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/apheit-ss/article/view/241557
พิมพ์ใจ แสงสอน. (2565). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสะตีมศึกษา (STEAM Education) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา ทักษะการทำงานเป็นทีม และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. เข้าถึงได้จาก https://www.kroobannok.com/createpdf_abstract.php?b_id=188960
ภิญโญ วงษ์ทอง. (2562). ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการ STEAM Education ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้, 10(1), 94-112.
ภูธเนศ ม่วงราม และแววดาว ดาทอง. (2566). ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จิตวิทยาศาสตร์ และความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ ตามรูปแบบสะตีมศึกษา (STEAM EDUCATION) เรื่อง อาหารและสารอาหารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนโคกหินตั้งศึกษาศิลป์. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 34(1), 19-31.
ศูนย์สะเต็มศึกษาแห่งชาติ. (2557). แนวทางการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษา. กรุงเทพฯ: สกสค.
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน). (2566). รายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET). เข้าถึงได้จาก https://www.niets.or.th
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2564). แนวทางการพัฒนาทักษะการอ่านของผู้เรียนไทยในศตวรรษที่ 21. เข้าถึงได้จาก https://www.onec.go.th
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2565). การส่งเสริมการเรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน. เข้าถึงได้จาก https://www.onec.go.th
อัครวินท์ คําตัน และทรงภพ ขุนมธุรส. (2567). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยตามแนวคิดสตีมศึกษา (STEAM Education) เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการเขียนเรื่องตามจินตนาการของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี, 7(2), 249-265.
เอื้อมพร โชคสุชาติ. (2565). การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา.
OECD. (2023). PISA 2022 results (Volume I): The state of learning and equity in education. Paris: OECD Publishing.
Perignat, E., & Katz-Buonincontro, J. (2019). STEAM in practice and research: An integrative literature review. Thinking Skills and Creativity, 31, 31-43. https://doi.org/10.1016/j.tsc.2018.10.002
Quigley, C., & Herro, D. (2022). The role of STEAM in developing 21st-century skills. Journal of STEM Education Research, 5(1), 1-15. https://doi.org/10.1007/s41979-021-00065-1
UNESCO. (2021). Education for sustainable development: A roadmap. Paris: UNESCO Publishing.