ปัจจัยเชิงสถาบันและพฤติกรรมความเงียบของลูกจ้างที่มีผลต่อการใช้ดุลยพินิจของพนักงานตรวจแรงงานไทย: การวิเคราะห์ตามทฤษฎีเจ้าหน้าที่รัฐระดับปฏิบัติการ
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ช่องว่างในการนำนโยบายคุ้มครองแรงงานไปปฏิบัติ ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีเจ้าหน้าที่รัฐระดับปฏิบัติการของลิปสกี (Lipsky, 1980) ร่วมกับการบูรณาการข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์จากประสบการณ์วิชาชีพที่ปรึกษากฎหมายและการบริหารทรัพยากรมนุษย์ยาวนานกว่า 10 ปีของผู้เขียน ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของกลไกพิจารณาคำร้องทุกข์ไม่ได้ดำเนินไปตามตัวบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรจากส่วนกลาง หากแต่ถูกประกอบสร้างขึ้นใหม่หน้างานผ่านแบบแผนพฤติกรรมการปรับตัวของพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อเอาตัวรอดจากสภาวะบีบคั้นเชิงสถาบัน ทั้งปัญหาภาระงานล้นมือ อัตรากำลังที่ไม่สอดคล้องกับจำนวนสถานประกอบการตามรายงานผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และเงื่อนเวลาเร่งรัดในการทำคำสั่งปกครองตามมาตรา 124 ปัจจัยเหล่านี้บีบให้เจ้าหน้าที่เลือกใช้ดุลยพินิจหันเหกระบวนการพิจารณาไปสู่กลไกไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความเพื่อตอบสนองต่อตัวชี้วัดผลงานเชิงปริมาณและความเร็วตามกระบวนทัศน์การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมภาคสนามกลับถูกกดทับด้วยปรากฏการณ์ความนิ่งเงียบของลูกจ้างอันเกิดจากความไม่สมดุลเชิงอำนาจและภาวะหวาดกลัวต่อความไม่มั่นคงในอาชีพการงาน การเจรจาภายใต้ความกลัวและความเสียเปรียบเชิงข้อมูลจึงมักลงเอยด้วยการที่ลูกจ้างต้องยอมสละสิทธิอันชอบธรรม นโยบายหน้างานที่เกิดขึ้นจริงจึงกลายเป็นเพียงเครื่องมือตอบสนองสถิติราชการ แต่ล้มเหลวในการคุ้มครองสิทธิขั้นต่ำอย่างแท้จริง บทความนี้จึงเสนอแนะเชิงแนวคิดในการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ไปสู่การอภิบาลเครือข่ายที่เน้นความเป็นธรรม โดยการสร้างสถาบันความร่วมมือแนวนอนดึงเอาตัวแสดงภายนอกรัฐ อาทิ สหภาพแรงงานและเครือข่ายนักกฎหมายเข้ามาเป็นภาคีร่วมตรวจการแผ่นดินเชิงรุกเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกคานอำนาจต่อรอง สลายความนิ่งเงียบของแรงงานเปราะบาง และคืนความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่กฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างยั่งยืน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและเผยแผ่ในวารสารฉบับนี้ เป็นทัศนคติและข้อคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนแต่ละท่าน ไม่ถือว่าเป็นทัศนะคติและความรับผิดชอบ
ของบรรณาธิการ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารศรีล้านช้างปริทรรศน์ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารศรีล้านช้างปริทรรศน์ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรจากวารสารศรีล้านช้างปริทรรศน์ ก่อนเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน. (2568). รายงานผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568. กระทรวงแรงงาน.
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541. (2541, 20 กุมภาพันธ์). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 115 ตอนที่ 8 ก. หน้า 1-47.
วรวิทย์ เจริญเลิศ. (2565). ความยืดหยุ่นของตลาดแรงงานกับความคุ้มครองทางสังคม: ศึกษากรณีบทบาทพนักงานตรวจแรงงานในการบังคับใช้กฎหมาย. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
ศุภชัย ยาวะประภาษ. (2554). การบริหารราชการไทย: ขอบข่ายและแนวโน้ม. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.
สุภัทรา ชาญวิจารณ์. (2566). กระบวนทัศน์ไตรภาคีและการประกอบสร้างความยุติธรรมหน้างานในระบบตรวจแรงงานไทย [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์].
Brodkin, E. Z. (2011). Policy Work: Street-level Organizations under New Public Management. Journal of Public Administration Research and Theory, 21(suppl_2), i253-i277.
Denhardt, J. V., & Denhardt, R. B. (2015). The New Public Service: Serving, Not Steering (4th ed.). Routledge.
Evans, T. (2010). Professional Discretion in Welfare Services: Beyond Street-level Bureaucracy. Ashgate Publishing.
Hood, C. (1991). A public management for all seasons?. Public Administration, 69(1), 3-19.
Lipsky, M. (1980). Street-level Bureaucracy: Dilemmas of the Individual in Public Services. Russell Sage Foundation.
Osborne, S. P. (Ed.). (2010). The New Public Governance: Emerging Perspectives on the Theory and Practice of Public Governance. Routledge.