การปฏิรูปประเทศไทย กับทางออกวิกฤตการเมืองไทย

Main Article Content

อภิญญา ดิสสะมาน

บทคัดย่อ

     ประเทศไทยได้เกิดภาวะวิกฤตการณ์ทางการเมือง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศชาติ และประชาชน พลเมืองไทย เป็นอย่างมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจด้านสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของผู้คนในสังคมความขัดแย้งทางการเมืองเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนหลังการรัฐประหาร พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นต้นมา วิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในห้วงระยะเวลาเกือบ ๑๐ ปี จวบจนปัจจุบันนั้น สะท้อนให้เห็นชุดความคิด (Mind set) ที่แตกต่างกันของทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจนคือ ๑. ชุดความคิดที่ยึดมั่นเสียงที่มาตามระบอบประชาธิปไตย คือ เสียงส่วนใหญ่ (Majority rule) ซึ่งมีความสำคัญมากตามระบอบประชาธิปไตย ๒.ชุดความคิดที่ยึดมั่นว่าเสียงส่วนน้อยย่อมมีความสำคัญ(Minority rights) และอยากให้ผู้ที่มีเสียงข้างมากและมีอำนาจที่ได้รับจากปวงชนเสียงข้างมากได้ยินและรับฟังสิ่งที่เขาต้องการ โดยความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยนั้น แต่ละฝ่ายได้หยิบยกความชอบธรรมเพื่อให้ประชาชนแต่ละฝ่ายลุกขึ้นต่อสู้เพื่อชัยชนะที่ตนยึดมั่นโดยใช้วาทกรรมในการปลุกกระดมต่อสู้ เช่น การโค่นล่มรัฐบาลที่มาจากอำนาจเผด็จการ การล้มรัฐบาลระบอบทักษิณ เป็นต้น สิ่งที่ตามมาคือการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ปัจจุบันความขัดแย้งทางการเมืองยังฝังรากอยู่ในสังคมไทยและยังไม่ได้รับการแก้ไข หรือการหาทางออกอย่างยั่งยืนร่วมกัน ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติอันมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นหัวหน้าคณะ 


     ที่ผ่านมารัฐบาลที่อยู่ในอำนาจมีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาและหาทางออกของวิกฤตทางการเมืองโดยมีนโยบายต่างๆ เพื่อการแก้ไขและหาทางสร้างความปรองดองเพื่อคนทั้งประเทศ เช่น รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ตั้งสภาปฏิรูปการเมือง โดยมีตัวแทนหลายฝ่ายหารือเพื่อหาทางออกในการปฏิรูปร่วมกัน นอกจากนี้ทุกรัฐบาลยังมีความ พยายามสร้างกลไกเพื่อลดความขัดแย้งและรุนแรงในรูปแบบต่างๆ เช่น กลไกทางการปฏิรูปกฎหมาย กลไกการเยียวยาเหยื่อผู้สูญเสียจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง เป็นต้น อย่างไรก็ตามวงจรความขัดแย้งทางการเมืองถูกผลิตซ้ำขึ้นมาจนเป็นวัฒนธรรมการต่อสู้บนถนนของประชาชนเพื่อเรียกร้องความถูกต้องในสิ่งที่แต่ละฝ่ายยึดมั่น ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นวงจรเกือบ ๑๐ ปีมาแล้ว นับตั้งแต่การรัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๔๙ สิ่งที่ผู้เขียนจะนำเสนอในบทความนี้คือการนำเสนอการหาทางออกในการบริหารนโยบายการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองไทยโดยมองผ่านเลนส์การบริหารนโยบายแบบรัฐประศาสนศาสตร์ผสมผสานกับการบริหารการจัดการความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อวิเคราะห์แนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินนโยบายการบริหารจัดการความขัดแย้งทางการเมืองไทยต่อไปในอนาคต และสร้างแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทยเพื่อให้เกิดสันติภาพอย่างยั่งยืน โดยบทความนี้แบ่งตอนสำคัญเป็น ๔ ส่วน คือ ๑) สถานการณ์และสาเหตุความขัดแย้งทางการเมืองไทย ๒) แนวคิดทฤษฎีนโยบายการบริหารจัดการความขัดแย้งทางการเมืองและการสร้างความปรองดอง ๓) นโยบายการบริหารจัดการความขัดแย้งทางการเมืองไทยของรัฐบาล ๔) สรุปวิเคราะห์และเสนอแนะทางออกนโยบายการจัดการความขัดแย้ง ทางการเมืองไทยในอนาคต

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ดิสสะมาน อ. . (2020). การปฏิรูปประเทศไทย กับทางออกวิกฤตการเมืองไทย. วารสารสถาบันพระปกเกล้า, 12(2), 5–30. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/kpi_journal/article/view/244305
ประเภทบทความ
บทความวิชาการ

เอกสารอ้างอิง

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. ๒๕๕๓. การเมืองการปกครองไทย : หลายมิติ. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.). ๒๕๕๕. รายงานฉบับสมบูรณ์ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) กรกฏาคม ๒๕๕๓ – กรกฎาคม ๒๕๕๕.

โคทม อารียา. ๒๕๕๖. สืบค้นเมื่อ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๖. แหล่งที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1379319581&grpid=&catid=01&subcatid=0100

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. ๒๕๔๖. อาวุธมีชีวิต : แนวคิดเชิงวิพากษ์ว่าด้วยความรุนแรง. กรุงเทพฯ : ฟ้าเดียวกัน.

โชคชัย สุทธาเวศ. ๒๕๕๖. กระบวนทัศน์การปฏิรูปประเทศไทย : ข้อพิจารณาเพื่อการปฏิรูปส่วนรวม และการปฏิรูปตนเอง, รัฐสภาสาร. ปีที่ ๖๑ (ฉบับที่ ๑๒).

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ. ๒๕๔๒. การสร้างธรรมาภิบาล (Good Governance) ในสังคมไทย. กรุงเทพฯ : วิญญูชน.

มอริส, แคธเธอรีน. ๒๕๔๗. การจัดการความขัดแย้งและการขอโทษ. แปลโดย วันชัย วัฒนศัพท์, ขอนแก่น : สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

วันชัย วัฒนศัพท์. ๒๕๕๐. ความขัดแย้ง : หลักการและเครื่องมือแก้ปัญหา. สถาบันพระปกเกล้า. นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า.

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ๒๕๕๖. สืบค้นเมื่อ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๖ แหล่งที่มา http://nidapoll.nida.ac.th/main/index.php/en/2012-08-06-13-57-45/432-59-56

สถาบันพระปกเกล้า. ๒๕๕๕. รายงานวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติสภาผู้แทนราษฎร. กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า.

Abu-Nimer, Mohammed (ed.). 2001. Reconciliation, Justice, and Coexistence: Theory and Practice. Lanham, MD : Lexington Books.

Arthur, Jim., Carlson, Christine., & Lee, Moore. 2005. A Practical Guide to Consensus. New Mexico : Roller Printing Santa Fe.

Bercovitch, Jacob, Victor Kremenyuk, and William I. Zartman (eds.). 2009. The SAGE Handbook of Conflict Resolution. London : Sage.

Furlong, T. Gary. 2005. The conflict resolution toolbook models and maps for analyzing, diagnosing, and resolving conflict. Canada : John wiley and sons Canada, ltd.

Goodnow,Frank J. 2007. Politics and Administration. in Shafritz, Jay M.&Hyde, Albert C.Classic of Public Administration. Wadworth : Cengage Learning.

Gulick,Luther “Notes on the theory of Organization 2007, in Shafritz, Jay M.&Hyde, Albert C. Classic of Public Administration. Wadworth : Cengage Learning, p.77-84.

Jeong, Ho-Won. 2009. Understanding Conflict and Conflict Analysis. London : Sage.

Lindblom, Charles E. “The Science of Muddling Through” 2007. in Sharfritz, Jay M.& Hyde, Albert C. Classic of Administration. Wadworth : Cengage Learning, p.161.

Simon,Herbert A. 2007. “The Proverbs of Administration”. in Shafritz, Jay M.&Hyde, Albert C. Classic of Public Administration. Wadworth : Cengage Learning.