การสร้างสันติวัฒนธรรมในสถานศึกษา: ศึกษากรณีโรงเรียนเอกชนนำร่องในจังหวัดยะลา
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) นำรูปแบบการสร้างสันติวัฒนธรรมในสถานศึกษา ไปประยุกต์ใช้จริงในโรงเรียน 2) จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากผลการดำเนินงานเกี่ยวกับสันติวัฒนธรรม เสนอต่อผู้กำหนดนโยบาย งานวิจัยนี้ใช้วิธีการศึกษาเอกสาร โดยศึกษาทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับสันติวัฒนธรรม เพื่อนำมาพัฒนาตัวแบบ TUNA ACT Model และนำไปขับเคลื่อนในโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดยะลา ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 9 โรงเรียน มีการจัดอบรมให้ความรู้ พร้อมใช้แบบทดสอบและแบบสำรวจทัศนคติ
โดยทำแบบสอบถามก่อนและหลังการอบรมกับคณาจารย์และนักเรียน รวมทั้งสิ้น 54 คน โรงเรียนละ 6 คน ประกอบด้วยครูพี่เลี้ยง 1 คน และนักเรียน 5 คน โครงการมีการสัมภาษณ์เชิงลึกอย่างเจาะจงกับ ผู้บริหาร
ครู/อาจารย์ 10 คน จาก 3 โรงเรียน คือ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่สามัญ 1 โรงเรียน โรงเรียนเอกชนสามัญที่มีการเรียนร่วมระหว่างไทยพุทธกับศาสนาอื่น 1 โรงเรียน และโรงเรียนเอกชนสามัญที่มีการเรียนภาษาจีนและวัฒนธรรมจีน 1 โรงเรียน นอกจากนี้ ยังได้จัดการสนทนากลุ่มย่อยกับนักเรียนจาก 3 โรงเรียนดังกล่าว โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 20 คน ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้ารับการอบรมส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับสันติวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น และมีทัศนคติเชิงบวกต่อการอยู่ร่วมกันในสถานศึกษา ภายหลังการอบรม ผู้แทนนักเรียนได้ดำเนินกิจกรรมต่อเนื่อง อาทิ การจัดทำคลิปหนังสั้น สื่อประชาสัมพันธ์ภายในโรงเรียน รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และกิจกรรมให้แก่นักเรียนคนอื่นในโรงเรียนของตน รูปธรรมของการขับเคลื่อนสันติวัฒนธรรมในสถานศึกษา ปรากฏผ่านกลไกที่จัดตั้งขึ้นภายในโรงเรียน และกิจกรรมที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม พบว่าโรงเรียนทั้งสามมีอัตลักษณ์และบริบทที่แตกต่างกัน บางแห่งเคยเผชิญกับ
ความขัดแย้งภายใน แต่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง สิ่งที่ทั้งสามโรงเรียนมีร่วมกันคือ ความหลากหลายภายในโรงเรียน และความเข้าใจมิติวัฒนธรรมที่ไม่จำกัดอยู่เพียงภายในโรงเรียน แต่เชื่อมโยงไปสู่ชุมชนรอบข้าง ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสันติวัฒนธรรมในสถานศึกษาคือ เน้นการสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร ปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ การพัฒนาหลักสูตรที่ส่งเสริมสันติวัฒนธรรมและการฝึกอบรม การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย มีการสนับสนุนทางนโยบายและการประเมินและติดตามผลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
@ 2020 King Prajadhipok's Institute The Government Complex Commemorating All Right Reserved.
เอกสารอ้างอิง
ภาษาไทย
กษมา จิตภิรมย์ศรี. (2558). สันติภาพศึกษา: บทบาทและกระบวนการมีส่วนร่วมในการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง. วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 2(1), 53–76.
มัณนาน มามะ, ปุณณรัตน์ พิชญไพบูลย์ และ โสมฉาย บุญญานันต์. (2562). ศิลปศึกษากับการส่งเสริมสันติวัฒนธรรม. วารสารอิเล็กทรอนิกส์ Veridian มหาวิทยาลัยศิลปากร (มนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์และศิลปะ), 12(2), 296-313.
ศศิรัศม์ วีระไวทยะ. (2554). การนำเสนอยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างสันติวัฒนธรรมโดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน [วิทยานิพนธ์คุรุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. Chulalongkorn University Intellectual Repository (CUIR). https://digiverse.chula.ac.th/Info/item/dc:17753
สมบัติ ตาปัญญา. (2549). รายงานการสำรวจปัญหาการรังแกกันของนักเรียน. ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
สุดารัตน์ รัตนพงษ์. (2564). การศึกษารูปแบบพฤติกรรมการแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งรังแกบนโลกไซเบอร์ (Cyber Bullying) ในกลุ่มเยาวชนในสถานศึกษา เขตอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก. มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม.
ภาษาอังกฤษ
Banks, J. A., & Banks, C. A. M. (2019). Multicultural Education: Issues and Perspectives (7th ed.). Wiley.
Bercovitch, J., Kremenyuk, V., & Zartman, I. W. (2009). Conflict Resolution. SAGE Publications Ltd.
Navarro-Castro, L., & Nario-Galace, J. (2010). Peace Education: A Pathway to a Culture of Peace. Miriam College. https://www.mc.edu.ph/Portals/8/Resources/
UNESCO. (2007). Education Transforms Lives. https://www.unesco.org/en/education
United Nations. (1999). Declaration and Programme of Action on a Culture of Peace (Resolution Adopted by the General Assembly 53/243). https://documents-dds-ny.un.org/doc/UNDOC/GEN/N99/774/43/PDF/N9977443.pdf?OpenElement