รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัลของบุคลากร สายสนับสนุนวิชาการ ตำแหน่งนักวิชาการศึกษา ในมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัลของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ ตำแหน่งนักวิชาการศึกษา ในมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) สร้างและพัฒนารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัลของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ ตำแหน่งนักวิชาการศึกษา ในมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3) ศึกษาผลการทดลองใช้ของรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัลของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ ตำแหน่งนักวิชาการศึกษาในหาวิทยาลัยราชภัฏภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลการศึกษาองค์ประกอบและยืนยันองค์ประกอบของสมรรถนะการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัลของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ ตำแหน่งนักวิชาการศึกษา ในมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 2 กลุ่มสมรรถนะ คือ 1.สมรรถนะหลัก ประกอบด้วย 5 สมรรถนะย่อย ดังนี้ การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การบริการที่ดี การทำงานเป็นทีม การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม 2.สมรรถนะเฉพาะตามลักษะงานที่ปฏิบัติ ประกอบด้วย 5 สมรรถนะย่อย ดังนี้ การดำเนินการเชิงรุก ความเข้าใจผู้อื่น การตรวจสอบความถูกต้องการกระบวนงาน ความยืดหยุ่นผ่อนปรน ความเข้าใจข้อแตกต่างทางวัฒนธรรม 2. รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบคือ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการพัฒนา และการวัดและประเมินผล 3. ผลของการทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงาน คือ 3.1 ผลการศึกษาเอกสารประกอบการ พบว่าบุคลากร ที่เข้ารับการพัฒนา ได้ศึกษาเอกสารประกอบการพัฒนาด้วยตนเองครบถ้วน ทั้ง 10 เล่ม ได้ศึกษาเรียนรู้และทำความเข้าใจรายละเอียดของแต่ละสมรรถนะ ทำให้เกิดความเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของการเป็นนักวิชาการศึกษาเพิ่มมากขึ้นและจะตั้งใจปฏิบัติงานตามตัวชี้วัดของแต่ละสมรรถนะ 3.2 ผลการอบรมเชิงปฏิบัติการ พบว่าสมรรถนะหลัก มีค่าเฉลี่ยรวมหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการ สูงกว่าก่อนการอบรมเชิงปฏิบัติการ และมีค่าร้อยละความก้าวหน้า 73.91 ส่วนสมรรถนะเฉพาะตามลักษณะงานที่ปฏิบัติ พบว่า ค่าเฉลี่ยรวมหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการ สูงกว่า ก่อนการอบรมเชิงปฏิบัติการ และมีค่าร้อยละความก้าวหน้า 69.29 3.3 ความพึงพอใจของนักวิชาการศึกษาที่เข้าอบรมเชิงปฏิบัติการพบว่า มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการดำเนินการและการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ด้านการให้บริการอื่นๆ 3.4 ผลการฝึกปฏิบัติกิจกรรมและสร้างประสบการณ์จริง ผลพบว่าร มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีค่าเฉลี่ยรวมในการประเมินตนเองครั้งที่ 5 สูงกว่าครั้งที่ 1 โดยมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.09 มีค่าความก้าวหน้า 79.47 3.5 ผลการนิเทศ ติดตามและการประเมินผลการพัฒนา พบว่า มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีค่าเฉลี่ยรวมในการประเมินตนเองครั้งที่ 5 อยู่ในระดับมากที่สุด สูงกว่าครั้งที่ 1 โดยมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.12 มีค่าความก้าวหน้า 81.58
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กมลรัตน์ แสนใจงาม. (2557). รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ (ร.ป.ม.). เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
กุสุมา แย้มเกตุ. (2561). รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงานตามตำแหน่งงานของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ. ดุษฎีนิพนธ์ (ก.ศ.ด.). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ชัชวาล พิพิศจันทร์ และคณะ. (2561). การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. รายงานการวิจัย. มหาสารคาม :มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
ทรงพล โสภณ (2546). การพัฒนาแผนกลยุทธ์การจัดการทรัพยากรบุคคลในสถาบันราชภัฏ. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต (อุดมศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เบญจพร วรรณูปถัมภ์ และบุญเลี้ยง ทุมทอง. (2555). สมรรถนะของบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์. รายงานการวิจัย. บุรีรัมย์ : มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์.
บุญชม ศรีสะอาด. (2556). งานวิจัยเบ้องต้น พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น.
สมาน ศรีสะอาด และคณะ. (2559). รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะสายสนับสนุนของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.รายงานการวิจัย. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
สาธิต เชื้ออยู่นาน (2558). พฤติกรรมการทำงานเพื่อผลการปฏิบัติงานสูงปัจจัยเชิงสาเหตุภายใต้แนวคิดเกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ วารสารวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ มหาวิทายลัยขอนแก่น ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (ก.ค.- ธ.ค. 2558)