การพัฒนากลไกดูดซับเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นถิ่น ในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

Main Article Content

ธนาภรณ์ เมืองมุงคุณ
สุรศักดิ์ แก้วอ่อน
สมรักษ์ รอดเจริญ
ธัชชา สามพิมพ์

บทคัดย่อ

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบนโยบายกลไกดูดซับเศรษฐกิจและพัฒนากลไกดูดซับเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นถิ่นโดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชเป็นตลาดพบว่ามหาวิทยาลัยมีความต้องการใช้สูงกว่าปริมาณการผลิต กลุ่มตัวอย่างในการดำเนินการโครงการ 5 กลุ่ม โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง ผู้ศึกษาใช้วิธีการร่วมกันสร้างกลไกเชื่อมโยงความต้องการสินค้า/ผลผลิตในหน่วยงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย กับกลุ่มผู้ผลิตสินค้า/ผลผลิตในพื้นที่ โดยดำเนินการจัดวิจัยเวทีประชาคมในรูปแบบของการประชุมเชิงปฏิบัติการ พบว่ามหาวิทยาลัยมีการผลักดันการบริโภคผลิตภัณฑ์จากผ้าพื้นถิ่นของจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ              1) ประเภทงานทางการ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีการดำเนินงานผ่านมติสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช อาทิ มหาวิทยาลัยมีมติให้ใช้ผ้ายกเมืองนครเป็นส่วนประกอบแถบชุดครุยรับปริญญาของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช และกำหนดนโยบายขอความร่วมมือให้บุคลากรภายในมหาวิทยาลัยแต่งกายด้วยชุดผ้าไทยหรือผ้าพื้นเมืองของจังหวัดนครศรีธรรมราช ทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ 2) ประเภทงานทั่วไป เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องมีการดำเนินการผ่านมติสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เช่น ถุงผ้า เสื้อผ้าไทย ที่ทางบุคลากรและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยได้มีการนำมาใช้ในกิจกรรมของมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังมีพื้นที่ในการจัดจำหน่ายผ่านช่องทางจัดจำหน่าย 2 รูปแบบ คือ จำหน่ายออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของหน่วยบริหารทรัพย์สินและจัดหารายได้ และจำหน่าย ออฟไลน์ผ่านศูนย์ จัดจำหน่ายในมหาวิทยาลัย แต่ในส่วนด้านการผลิตยังคงมีข้อจำกัดในผลิตในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และปัญหาด้านวัตถุดิบที่จำเป็นต้องมีการนำเข้าจากภายนอก ซึ่งส่งผลให้มีต้นทุนด้านการผลิตที่สูง

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
เมืองมุงคุณ ธ., แก้วอ่อน . ส., รอดเจริญ ส., & สามพิมพ์ ธ. (2023). การพัฒนากลไกดูดซับเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นถิ่น ในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช. วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม, 7(6), 26–37. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/264299
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กรมการพัฒนาชุมชน. (2559). คู่มือการดําเนินงาน ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP รายใหม่ประจําปี 2558. กรุงเทพมหานคร: สํานักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน.

คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก. (2559). คู่มือการส่งเสริมการพัฒนา “ระบบเศรษฐกิจฐานราก”. กรุงเทพมหานคร: สำนักสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชน.

ธวัชชัย กฤติยาภิชาตกุล. (2547). ร้อยเรื่องเมืองพานิชย์. กรุงเทพมหานคร: สันติภาพ พริ้นท์.

หทัยชนก คะตะสมบูรณ์. (2563). การพัฒนาศักยภาพของชุมชนเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน:กรณีศึกษาตำบลเนินศาลา อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, 8(2), 459-473.

อัญชรา พุทธิกาญจนกุล และคณะ. (2558). แนวทางการพัฒนาการ ดำเนินงานสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ของผู้ประกอบการในเขตอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่. วารสารวิชาการคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, 2(1), 75-85.

Castaldo, S. et al. (2009). The Missing Link Between Corporate Social Responsibilityand ConsumerTrust,The CaseofFairTradeProducts. Journal of Business Ethics, 84(1), 1-15.

Igusa, K. and Kunio, K. (2012). OneVillage OneProduct - Rural Development Strategy In Asia: The Case Of Otop In Thailand. Journal of OVOP Policy, 1(33), 369-385.

Kotler, P. & Keller, L. K. . (2012). Marketing Management, (14thed.). London: Pearson Educations Limited.

Muangyai, A. (2016). Development Approach to Enhancing the Potential of Community and Local in the Twenty-First Century. Eau Heritage Journal Social Science and Humanity, 6(3), 12-26.

Noknoi, C. et al. (2012). Key success factors for obtaining a One Tambon One Product food five-star rating in Phatthalung and Songkhla province. European Journal of Economics; Finance and Administrative Sciences, 48 (2012), 96-103.

Panyanuwat, A., et al. (2014). Assessing the cost of administering the designated areas for sustainable. Bangkok: Designated Areas for Sustainable Tourism Administration (Public Organization).

Promsaka, N. et al. (2009). Management Strategy for Administration of Textile Industries in Developing Country: Case Study Thailand. Journal of Business Case Studies, 5(3), 37-44.