ปัจจัยทำนายพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมของไต ในผู้ป่วยไตเรื้อรัง ระยะที่ 3
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะที่ 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ที่มารับบริการที่คลินิกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลกระทุ่มแบน จำนวน 116 คน คำนวณขนาดตัวอย่าง โดยใช้โปรแกรม G* Power เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามการรับรู้ด้านสุขภาพของบุคคล 3) แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมของไตของไตของผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะที่ 3 4) แบบสอบถามพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อการชะลอความเสื่อมของไตของผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะที่ 3 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุแบบเป็นขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมของไตได้ ร้อยละ 51.9 (F = 40.275, p <.001) มีทั้งหมด 3 ปัจจัย ได้แก่ 1) การรับรู้ความรุนแรงของโรค (β = .372, p<.001) 2) การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมเพื่อชะลอความเสื่อมของไต (β = -.308, p <.001) 3) ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อการชะลอความเสื่อมของไต (β = .321, p<.001) และทั้ง 3 ปัจจัยมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อการชะลอความเสื่อมของไต (r = .720) ฉะนั้นจึงควรนําปัจจัยด้านการรับรู้ความรุนแรงของโรค การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมเพื่อชะลอความเสื่อมของไต และความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อการชะลอความเสื่อมของไต มาใช้ในการวางแผนกิจกรรมและสร้างเป็นโปรแกรมการดูแลสุขภาพเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปรับพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อการชะลอความเสื่อมของไต
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค. (2565). ระบาดวิทยาและการทบทวนมาตรการการป้องกันโรคไตเรื้อรัง. เรียกใช้เมื่อ 23 เมษายน 2566 จาก https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1308820220905025852.pdf
กันตพร ยอดไชย. (2563). ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: การพยาบาลและการจัดการอาการ. (พิมพ์ครั้งที่ 2). สงขลา: บริษัทนีโอพ้อยท์ (1995) จำกัด.
จรีรัตน์ สุทธิพัฒนางกูร, และรัตน์ศิริ ทาโด. (2560). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจของบุคลากรมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ กรุงเทพมหานคร. วารสารพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก, 28(2), 111-125.
ชุติมา สร้อยนาค และคณะ. (2561). การศึกษาแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ของมุสลิมวัยทำงาน. วารสารพยาบาลทหารบก, 19(ฉบับพิเศษ), 267-277.
ชูศรี วงศ์รัตนะ. (2560). เทคนิคการสร้างเครื่องมือวิจัย : แนวทางการนำไปใช้อย่างมืออาชีพ. กรุงเทพมหานคร: อมรการพิมพ์.
ฐปรัตน์ รักษ์ภาณุสิทธิ์ และคณะ. (2561). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี. วารสารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 29(3), 170-178.
ดวงหทัย แสงสว่าง และคณะ. (2561). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางปูใหม่ จังหวัดสมุทรปราการ. วารสารวไลยลงกรณ์(มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 8(1), 103-117.
นิภาดา วรโพธิ์. (2563). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางไตของผู้ป่วยเบาหวาน ในอำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี. อุทัยธานี : มหาวิทยาลัยนเรศวร.
ประนอม กาญจนวณิชย์. (2564). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดสุพรรณบุรี. วารสารสาธารณสุขมูลฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 36(2), 20-33.
ปิ่นแก้ว กล้ายประยงค์. (2550). ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาในการสร้างเสริมพฤติกรรมการปฏิบัติตัวเพื่อชะลอการเสื่อมของไตเข้าสู่ไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะที่ 3 และ 4 ที่แผนกผู้ป่วยนอก อายุรกรรมโรคไต โรงพยาบาลรามาธิบดี. ใน วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสุขศึกษา. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
พรศิริ พันธสี และกาญจนา ศรีสวัสดิ์. (2563). ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส. ของผู้สูงอายุ สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร กรุงเทพมหานคร. วารสารสุขภาพกับการจัดการสุขภาพ, 6(1), 45-57.
พิชญา กุศลารักษ์ และดาวชมพู นาคะวิโร. (2555). การศึกษาความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ Mini-Cog ในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมชาวไทย. รามาธิบดีเวชสาร, 35(4),265-271.
วรารัตน์ จันทร์นุ่ม, และคณะ. (2564). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการชะลอการสูญเสียหน้าที่ของไตในผู้เป็นเบาหวานในจังหวัดชลบุรี. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยบูรพา, 29(1), 44-55.
ศิริวรรณ พายพัตร, และคณะ. (2563). ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนกับพฤติกรรมการจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท, 3(2), 22-36.
สมฤดี บัวป้อม. (2565). ความรู้ การรับรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงโรคเบาหวานที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี จังหวัดสุโขทัย. Health science clinical research, 37(1), 83-95.
สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. (2563). Thailand Renal Replacement Therapy year 2020. เรียกใช้เมื่อ 23 เมษายน 2566 จาก https://www.nephrothai.org/wp-content/uploads/2022/06/Final-TRT-report-2020.pdf
สุนิสา สีผม และคณะ. (2557). ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองเพื่อการชะลอความเสื่อมของไตต่อความรู้ พฤติกรรมสุขภาพและระดับความดันโลหิต. วารสารพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก, 25(1), 17-31.
Becker, M. H. (1974). The health belief model and sick role behavior. Health Education Monographs, 2(4), 409-419.
Rosenstock, I. M. (1974). The Health Belief Model and Preventive Health Behavior. Health Education Monographs, 2(4), 354-386.
Strecher, V. J. et al. (1997). Health behavior and health education: theory, research, and practice. USA: John Wiley & Sons.