การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ IG-PROVE เพื่อส่งเสริมความสามารถ ในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ IG-PROVE 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ IG-PROVE ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และ 3) ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ IG-PROVE และ 4) ประเมินผลและปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ IG-PROVE ในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้และทักษะการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนทางคณิตศาสตร์ และขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหาโดยการเปรียบเทียบก่อนและหลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ IG-PROVE และ ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ IG-PROVE กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนสิรินธร จำนวน 29 คน คัดเลือกโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินความต้องการ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test แบบ Dependent Samples และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ IG-PROVE ที่พัฒนาขึ้นมี 7 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นนำเข้าสู่ความรู้ใหม่ 2) ขั้นสร้างแนวคิด 3) ขั้นวางแผนและดำเนินการ 4) ขั้นทบทวนและแก้ไข 5) ขั้นสนับสนุนให้เกิดความรอบรู้ 6) ขั้นตรวจสอบผลการเรียนรู้ และ 7) ขั้นปรับแก้ความเข้าใจ รูปแบบการเรียนรู้นี้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 78.31/78.39 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) อีกทั้งนักเรียนยังมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้นี้ในระดับมาก ( = 4.41, S.D. = 0.75) ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ IG-PROVE สามารถส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา ที่ซับซ้อนทางคณิตศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Article Details
เอกสารอ้างอิง
ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2520). ระเบียบวิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ธานินทร์ เอื้อภิธร. (2560). การพัฒนาผู้เรียนยุคดิจิทัล. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 19(2), 247-259.
พนม จองเฉลิมชัย. (2563). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู. ใน ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
พิภัทร รอยประโคน. (2560). การพัฒนาความสามารถในการใช้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ความเท่ากันทุกประการ โดยใช้วิธี IMPROVE ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. ใน รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์.
มาเรียม นิลพันธุ์. (2553). วิธีวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 3). นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.
ศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2566). รายงานการประเมินผลการศึกษา PISA. เรียกใช้เมื่อ มีนาคม 13, 2564, จาก https://pisathailand.ipst.ac.th/
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ.
Griffin, P. & Care, E. (2014). Assessment and teaching of 21st century skills: Methods and approach. New York: Springer.
Joyce, B. & Weil, M. (1996). Models of teaching. Needham Height. Massachusetts: A Simon & Schuster Company.
Kerlinger, F. N. (1973). Foundations of behavioral research. (2nd ed.). New York: Holt, Rinehart and Winston.
Mainzer, K. (2009). Challenges of complexity in the 21st century, an interdisciplinary introduction. European Review, 17(2), 219-236.
Mevarech, Z. R. & Kramarski, B. (1997). IMPROVE: A multidimensional method for teaching mathematics in heterogeneous classrooms. American Educational Research Journal, 34(2), 365-394.
National Research Council. (2011). Assessing 21st century skills: Summary of a workshop. Washington, D.C: The National Academies Press.
OECD. (2023). PISA 2022 results: What students know and can do - Student performance in mathematics reading and science (Volume I, Revised edition). Paris, France: OECD Publishing.
Simon, H. A. (1957). Models of Man, Social and Rational: Mathematical Essays on Rational Human Behavior in Society Setting. New York: Wiley.
World Economic Forum. (2016). The future of jobs: Employment, skills and workforce strategy for the fourth industrial revolution. Switzerland: World Economic Forum.