ปัจจัยที่มีผลต่อการกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติดของของเด็กและเยาวชน ในจังหวัดอุดรธานี
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับและลักษณะของการกระทำความผิดซ้ำในคดียาเสพติดของเยาวชน 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกระทำผิดซ้ำในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดอุดรธานี และ 3) เสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อการป้องกันและลดการกระทำผิดซ้ำในระดับพื้นที่ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือ เยาวชน จำนวน 87 คน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพมาจากเจ้าหน้าที่ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และผู้เกี่ยวข้องกับนโยบาย รวม 12 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูล
เชิงปริมาณใช้ค่าเฉลี่ย การสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า เยาวชนมีระดับการกระทำผิดซ้ำในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (เฉลี่ย = 3.43) โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด คือ การถูกตีตราทางสังคม (β = 0.449, p < 0.001) ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เยาวชนกลับเข้าสู่การกระทำผิดซ้ำ รองลงมา คือ การคบเพื่อนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน (β = 0.343) และการขาดการควบคุมตนเอง (β = 0.313) ข้อมูลเชิงคุณภาพสนับสนุนว่า บริบทสังคมวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะทัศนคติของชุมชนต่อผู้เคยกระทำผิด ทำให้การตีตรามีผลรุนแรงกว่าปัจจัยด้านอื่น และความใกล้ชิดของชุมชน ทำให้เยาวชนมีโอกาสถูกปฏิเสธสูง ข้อเสนอเชิงนโยบายชี้ให้เห็นว่าการป้องกันการกระทำผิดซ้ำควรมุ่งลดการตีตรา สร้างระบบฟื้นฟูและติดตามหลังปล่อยตัว เพิ่มโอกาสทางอาชีพ และบูรณาการหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น ชุมชน และครอบครัว เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนกลับคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน
Article Details
เอกสารอ้างอิง
จรินทร์ สวนแก้ว และคณะ. (2568). การจัดการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการปัญหายาเสพติดในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร. วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง, 14(2), 38-50.
พระครูสังฆรักษ์ยศวีร์ ปมุตฺโต และพระชินกร สุจิตฺโต. (2567). บทบาทของครอบครัวในสังคมเมืองต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน. วารสารกว๊านพะเยา, 1(2), 51-59.
พระราชพัฒนวัชรบัณฑิต (สุกันยา ฮาดภักดี) และคณะ. (2568). การสร้างเครือข่ายการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของคณะสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วารสารวิชาการธรรมทรรศน์, 25(2), 339-360.
ศิริลักษณ์ ปัญญา และเสาวลักษณ์ ทาแจ้ง. (2563). การกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติดของเด็กและเยาวชนในสังคมไทยยุค 4.0. วารสารพยาบาลสาร, 47(2), 514-525.
อมร พิกุลงามโชติ และคณะ. (2568). มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา. วารสาร มจร.อุบลปริทรรศน์, 10(1), 159-174.
Anderson, J. E. (2015). Public policymaking. (8th ed.). Boston: Cengage Learning.
Bazemore, G. & Umbreit, M. (1995). Balanced and restorative justice for juveniles: A framework for juvenile justice in the 21st century. Washington, DC: U.S. Department of Justice, Office of Juvenile Justice and Delinquency Prevention.
Dye, T. R. (2013). Understanding public policy. (14th ed.). Boston, MA: Pearson Education.
Hirschi, T. & Gottfredson, M. R. (1990). A general theory of crime. Stanford, CA: Stanford University Press.
Lipsey, M. W. (2009). The primary factors that characterize effective interventions with juvenile offenders: A meta-analytic overview. Victims & Offenders, 4(2), 124-147. https://doi.org/10.1080/15564880802612573.
Piquero, A. R. et al. (2003). The criminal career paradigm. In M. Tonry (Ed.), Crime and justice: A review of research (pp. 359-506). Chicago: University of Chicago Press.
Shader, M. (2003). Risk factors for delinquency: An overview. Washington, DC: U.S. Department of Justice, Office of Juvenile Justice and Delinquency Prevention.
Sutherland, E. H. (1939). Principles of criminology. (3rd ed.). Philadelphia: J. B. Lippincott.
Tannenbaum, F. (1938). Crime and the community. New York: Columbia University Press.
United Nations Office on Drugs and Crime. (2018). Handbook on the management of violent extremist prisoners and the prevention of radicalization to violence in prisons. New York, NY: United Nations.