รูปแบบการบริหารโดยใช้ข้อมูลสารสนเทศเป็นฐานในการยกระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1

Main Article Content

สุวาสนา พรหมชีหมุน
วีระยุทธ ชาตะกาญจน์
อโนทัย ประสาน

บทคัดย่อ

การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารโดยใช้ข้อมูลสารสนเทศเป็นฐานในการยกระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 2) เพื่อพัฒนารูปแบบ
การบริหารโดยใช้ข้อมูลสารสนเทศเป็นฐานในการยกระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 3) เพื่อตรวจสอบรูปแบบการบริหารโดยใช้ข้อมูลสารสนเทศเป็นฐานในการยกระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา การศึกษาวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยแบบวิจัยและพัฒนา ใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธีพหุระยะ 1) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน 2) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้รับผิดชอบงานสารสนเทศ จำนวน 322 คน 3) ผู้ทรงคุณวุฒิการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน และ 4) ผู้ให้ข้อมูลการสนทนากลุ่ม (Focus Group) จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้าง 2) แบบสอบถาม และ 3) แบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์เนื้อหา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารโดยใช้ข้อมูลสารสนเทศเป็นฐานในการยกระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา สภาพปัจจุบัน อยู่ในระดับปานกลาง (equation = 2.96, S.D. = 0.50) สภาพที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมากที่สุด (equation = 4.69, S.D. = 0.51) 2) การพัฒนารูปแบบการบริหารโดยใช้ข้อมูลสารสนเทศเป็นฐานในการยกระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา ได้แก่ วัตถุประสงค์ หลักการ วิธีดำเนินงาน การประเมินผล และเงื่อนไข และ 3) การตรวจสอบรูปแบบการบริหารโดยใช้ข้อมูลสารสนเทศเป็นฐานในการยกระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา มีความถูกต้อง ความเหมาะสมความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด (equation = 4.67, S.D. = 0.53)

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
พรหมชีหมุน ส., ชาตะกาญจน์ ว., & ประสาน อ. (2026). รูปแบบการบริหารโดยใช้ข้อมูลสารสนเทศเป็นฐานในการยกระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1. วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม, 10(3), 223–233. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/292440
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2567). นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.

กันต์กนิษฐ์ แสนบุญยืน. (2565). การพัฒนารูปแบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการและการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1. วารสาร มมร ล้านนาวิชาการ, 13(1), 70-82.

ชานนท์ คำปิวทา. (2565). รูปแบบการบริหารเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา. ใน วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา. มหาวิทยาลัยนเรศวร.

บุษรา บุญตะหล้า และคณะ. (2563). ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1. วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยสกลนคร, 8(32), 112-124.

ศศิธร ศรีวงษ์ญาติดี และเนาวนิตย์ สงคราม. (2560). การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โปรแกรมหุ่นยนต์ด้วยวัฏจักรการเรียนรู้ 7E เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์. วารสารอิเล็กทรอนิกส์ทางการศึกษา, 12(3), 185-201.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1. (2567). รายงานผลการดำเนินงานด้านการศึกษา. นครศรีธรรมราช: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1.

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2564). แผนปฏิบัติการดิจิทัลเพื่อการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2563 - 2565. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์เทคโนโลนีสารสนเทศและการสื่อสาร.

Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.

Senge, P. M. (1990). The Fifth Discipline: The Art & Practice of the Learning Organization. New York: Doubleday.

Wamitu, S. (2016). Functional Boundaries as a Tacit Knowledge Sharing Factor and Its Effect on Public Sector Performance in Kenya. Open Journal of Business and Management, 4(2), 225-237.