แรงจูงใจและส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของ นักท่องเที่ยวต่างชาติในการเดินทางมาชมมวยไทย

Main Article Content

กฤศนพัชญ์ บุญช่วย

บทคัดย่อ

บทความวิจัยเรื่องแรงจูงใจและส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติในการเดินทางมาชมมวยไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ศึกษาแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติในการเดินทางมาชมมวยไทย ศึกษาอิทธิพลของส่วนประสมทางการตลาด (4P) ต่อความต้องการมาชมมวยไทย และศึกษารูปแบบการดำเนินธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางมาชมมวยไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าชมการแข่งขันมวยไทย ณ สนามมวยลุมพินี จำนวน 400 คน ด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 73.3) อายุระหว่าง 20-30 ปี (ร้อยละ 59.3) สถานภาพโสด (ร้อยละ 65.8) และสำเร็จในการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 58.8) ด้านแรงจูงใจในการเดินทางมาชมมวยไทย พบว่าแรงจูงใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.10) โดยแรงจูงใจด้านแรงดึงมีค่าเฉลี่ย 4.12 และแรงจูงใจด้านแรงผลักมีค่าเฉลี่ย 4.08 ปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การนำทักษะมวยไทยไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันตนเอง (ค่าเฉลี่ย = 4.25) และชื่อเสียงของนักมวย (ค่าเฉลี่ย = 4.30) สำหรับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด พบว่า มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยรวม = 4.03) โดยด้านผลิตภัณฑ์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.13) รองลงมา คือ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (ค่าเฉลี่ย = 4.12) ด้านราคา (ค่าเฉลี่ย = 3.97) และด้านการส่งเสริมการตลาด (ค่าเฉลี่ย = 3.89)

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
บุญช่วย ก. (2026). แรงจูงใจและส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของ นักท่องเที่ยวต่างชาติในการเดินทางมาชมมวยไทย. วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม, 10(3), 77–90. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/292542
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. (2563). รายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานปลัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา.

Ajzen, I. (1991). The theory of planned behavior. Organizational Behavior and Human Decision Processes, 50(2), 179-211.

Crompton, J. L. (1979). Motivations for pleasure vacation. Annals of Tourism Research, 6(4), 408-424.

Dann, G. (1981). Tourist motivation: An appraisal. Annals of Tourism Research, 8(2), 187-219.

Funk, D. C. et al. (2016). Sport consumer behaviour: Marketing strategies. (2nd ed.). London: Routledge.

Gibson, H. J. (2017). Sport tourism. London: Routledge.

Hall, C. M. (2011). Health and medical tourism: A kill or cure for global public health? Tourism Review. 66, 4-15. https://doi.org/10.1108/16605371111127298.

Higham, J. & Hinch, T. (2018). Sport tourism development. (3rd ed.). Bristol: Channel View Publications.

Hsu, C. H. C. et al. (2007). A model of senior tourism motivations. Annalsof Tourism Research, 34(3), 795-818.

Kotler, P. et al. (2017). Marketing for hospitality and tourism. (7th ed.). Boston: Pearson.

Nye, J. S. (2004). Soft power: The means to success in world politics. New York: PublicAffairs.

Ratten, V. (2020). Sport entrepreneurship and innovation. London: Routledge.

Richards, G. (2018). Cultural tourism: A review of recent research and trends. Journal of Hospitality and Tourism Management, 36, 12-21. https://doi.org/10.1016/j.jhtm.2018.03.005.

Smith, M. & Puczko, L. (2014). Health, tourism and hospitality: Spas, wellness and medical travel. (2nd ed.). London: Routledge.

United Nations. (2014). World urbanization prospects: The 2014 revision, highlights (ST/ESA/SER.A/352). New York: United Nations.

Yoon, Y. & Uysal, M. (2005). An examination of the effects of motivation and satisfaction on destination loyalty. Tourism Management, 26(1), 45-56.