มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการปัญหา เด็กหลุดจากระบบการศึกษาในประเทศไทย
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์กฎหมายและนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาภาคบังคับและการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 2) จัดทำข้อเสนอแนะในการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเสมอภาคและไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา ด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การวิจัยเอกสาร และการวิจัยภาคสนาม โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มระดมความคิดเห็นจากผู้บริหาร เจ้าหน้าที่รัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดสงขลา จำนวน 40 คน ซึ่งผู้วิจัยได้นำข้อสรุปจากการวิจัยเอกสารมาสร้างคำถามให้กลุ่มตัวอย่างแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา รวมถึงข้อจำกัดทางกฎหมาย และทำการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า มีเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาจำนวนกว่าหนึ่งล้านคน และในจำนวนนี้มีเกือบสี่แสนคนที่หลุดจากระบบการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดในการบังคับใช้พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 มาตรา 6 ประกอบมาตรา 13 ที่บัญญัติให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองมีหน้าที่พาเด็กไปเข้าการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับจำนวนเก้าปี หากไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินหนึ่งพันบาท และแม้จะมีนโยบาย “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” แต่สถานศึกษาก็มีข้อจำกัดในการดำเนินการ และปัญหาฐานข้อมูลหลายระบบไม่เชื่อมโยงกัน งานวิจัยนี้ได้เสนอให้มีการแก้ไขปัญหาด้วยการบังคับใช้พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 อย่างจริงจัง ควบคู่กับไปการบูรณาการทางด้านนโยบาย และการพัฒนาระบบข้อมูลกลางให้เป็นเอกภาพ เพื่อให้เด็กทุกคนได้เข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างแท้จริง
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กองทุนเสมอภาคเพื่อการศึกษา. (2567). นายกฯ สั่งการเร่งแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดระบบการศึกษา จำนวน 1.02 ล้านคน ให้เป็นศูนย์ เริ่มปฏิบัติการค้นหา กรกฎาคม 2567 นี้ มุ่งสู่ Thailand Zero Dropout ผ่าน 4 มาตรการสำคัญ เข้า “ค้นหา-ช่วยเหลือ-ส่งต่อ-ดูแล” เด็กและเยาวชน ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา. เรียกใช้เมื่อ 15 กันยายน 2568 จาก https://www.eef.or.th/news-020724/
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. (2550). ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ.
นันทวัฒน์ บรมานันท์. (2552). หลักกฎหมายปกครองเกี่ยวกับบริการสาธารณะ. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน.
พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2561). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 33 ก หน้า 1 (13 พฤษภาคม 2561).
พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ. (2545). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 119 ตอนที่ 128 ก หน้า 11 (31 ธันวาคม 2545).
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4). (2562). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนที่ 57 ก หน้า 49 (1 พฤษภาคม 2562).
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก. (2546). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 120 ตอนที่ 95 ก หน้า 1 (2 ตุลาคม 2546).
Coombs, P. H. et al. (1973). New paths to learning for rural children and youth. New York: International Council for Educational Development.
Denhardt, R. B. et al. (2000). The New Public Service: Serving Rather Than Steering. Public Administration Review, 60(6), 549-559.
Dewey, J. (1916). Democracy and Education: A Penn State Electronic Classics Series Publication. New York: MacMillan.
Durkheim, E. (1922). Education and Sociology. Paris: PUF.
OECD. (2020). Education at a Glance 2020: OECD Indicators. Paris: OECD Publishing.
Osborne, D. & Gaebler, T. (1992). Reinventing government : how the entrepreneurial spirit is transforming the public sector. Massachusetts: Addison-Wesley.
Rumberger, R. W. (2011). Dropping Out: Why Students Drop Out of High School and What Can Be Done About It. Massachusetts: Harvard University Press. https://doi.org/10.4159/harvard.9780674063167.
UNESCO. (2015). Education for All by 2015 Will we make it? Paris: UNESCO.
United Nations. (2009). Convention on the Rights of the Child. New York: United Nations.
United Nations. (2013). Universal Declaration of Human Rights Dignity and Justice for All of Us. New York: United Nations.